‘เอกนิติ’ เผย Q2 เงินลงทุนผ่าน BOI โต 2.5 แสนล้าน เกาะกระแสเอไอ พยุงจีดีพีระยะสั้น
เอกนิติเผย Q2 เม็ดเงินลงทุนจริงผ่าน BOI โต 2.5 แสนล้าน-ครึ่งปีโต 5 แสนล้าน เกาะกระแสเอไอ สร้างการจ้างงาน 5-6 แสนราย ช่วยพยุงจีดีพีระยะสั้น ยังหวังดันจีดีพีระยะยาวโตตามเป้ามากกว่า 3%
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ข้อมูลการลงทุนไตรมาส 2 ปี 2569 ของบีโอไอ พบว่าเม็ดเงินลงทุนจริงโตขึ้น 2.5 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 31% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

โดยในครึ่งปี 2569 โตขึ้น 5 แสนกว่าล้านบาท จากนโยบายที่ใช้การลงทุนเป็นตัวนำเศรษฐกิจไทย (Investment Lets Growth) เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยในระยะสั้น และจะช่วยส่งผลในระยะยาว เนื่องจากการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน
“การลงทุนส่วนนี้จะเข้ามาพยุงเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง ขณะที่ไทยช่วยไทยพลัส มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือไม่ทัน จึงได้การลงทุนภาคเอกชนจากการปลดล็อก Thailand FastPass มาช่วย” นายเอกนิติกล่าว
นายเอกนิติกล่าวว่า จากเม็ดเงินลงทุนจริงในไตรมาส 2 กว่า 2.5 แสนล้านบาท ตัวแปรที่โตมากคือ สมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมเอไอที่เกี่ยวข้อง เช่น การส่งข้อมูลด้วยแสง (Photonics), เซ็นเซอร์ และ Printed Circuit Board (PCB) ซึ่งไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญในโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับเอไอส่วนนี้
นายเอกนิติกล่าวว่า การเติบโตนี้สอดคล้องกับการศึกษาของ World Bank ว่าไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศที่เกาะกระแสเอไอได้ และเราจะส่งผ่านสิ่งนี้สู่เศรษฐกิจไทย และยกระดับให้คนไทยเก่งขึ้น ซึ่งทางบีโอไอ พบว่ามีการจ้างงานในอุตสาหกรรมสมัยใหม่กว่า 5-6 แสนราย นอกจากนี้ยังช่วยให้คนไทยมีงานที่มีรายได้สูง (Quality Job) มากขึ้น รวมทั้งการลงทุนในพลังงานสะอาดที่มากขึ้น ในไตรมาสที่ 2 นี้ด้วย
อีกทั้งนักลงทุนที่ได้สิทธิ Thailand FastPass ต้องลงทุน 20% ในปีแรก โดยเชื่อว่าปีนี้จะช่วยให้การลงทุนภาคเอกชนโตเป็น 2 หลักได้ (Double Digit) จากปีที่แล้วที่การลงทุนภาคเอกชนโต 9% สูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส และไตรมาส 1 ปีนี้โตมากกว่า 10% ขณะที่ในไตรมาสที่ 2 ตัวเลขการลงทุนจากบีโอไอซึ่งคิดเป็นประมาณ 30% ของการลงทุนภาคเอกชนทั้งหมด โตขึ้นกว่า 31% “สำหรับในระยะสั้นจะช่วยพยุงจีดีพีไตรมาส 2 จากภาวะสงครามได้”
นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในไตรมาส 2 ที่คาดว่าจะมีการชะลอตัวของเศรษฐกิจจากสถานการณ์โลก จึงไม่แปลกใจที่เครื่องชี้ต่าง ๆ จะแย่ลง

“ในไตรมาส 2 เรื่องการท่องเที่ยว การบริโภคแย่ลง รวมถึงดุลบัญชีเดินสะพัด และดุลการค้าจะติดลบ จากการขาดดุลพลังงาน ดังนั้นจึงต้องกลับมาเน้นการลงทุนให้มากที่สุด เพื่อบาลานซ์จุดนี้ รวมทั้งการเปลี่ยนผ่านพลังงานก็ยังเป็นโจทย์สำคัญ เพราะเศรษฐกิจติดลบ และราคาพลังงานยังผันผวนจากสถานการณ์ความขัดแย้งโลกที่ยังไม่หยุด” นายสันติธารกล่าว
ทั้งนี้การลงทุนนั้นสำคัญกว่าตัวอื่น คือช่วยจีดีพีได้ 2 ระดับ คือ 1.ระยะสั้นจากการ spending และ 2.เพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจระยะยาวที่รัฐบาลตั้งไว้ให้โตมากกว่า 3% “ที่อยากได้จริง ๆ คือจีดีพีระยะยาวมากกว่าแค่การกระตุ้นระยะสั้น”

