เจาะสถิติ 5 ปี หนี้เสียคนไทย จากยุคโควิดสู่ข้อเท็จจริงระบบการเงิน รับกระแส “บิดหนี้”
ท่ามกลางกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์กรณีพฤติกรรมการเจตนากู้เงินโดยไม่ชำระคืน หรือกระแส “บิดหนี้” ในกลุ่มสินเชื่อรายย่อยและสินเชื่อดิจิทัล การพิจารณาข้อมูลสถิติเชิงตัวเลขจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) ถือเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญที่ช่วยสะท้อนภาพรวมโครงสร้างหนี้ภาคครัวเรือนและหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ของประเทศไทยตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2564 – 2568) บนพื้นฐานข้อเท็จจริงทางเศรษฐกิจ
‘ประชาชาติธุรกิจ’ ชวนย้อนเส้นทางสถิติหนี้สินครัวเรือนและหนี้เสียในระบบสถาบันการเงินของไทย นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นการแพร่ระบาดของโควิด-19 จนถึงปัจจุบัน มีรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ดังนี้
ย้อนรอยเส้นทางหนี้เสีย: จากวิกฤตโควิดสู่การปรับฐานข้อมูล
- ปี 2564 (ช่วงโควิด-19): การแพร่ระบาดอย่างรุนแรงส่งผลให้หนี้ครัวเรือนพุ่งสูงแตะระดับ 14.5 – 14.8 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 90% ของ GDP แม้กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะหยุดชะงัก แต่ตัวเลข NPL ในระบบยังไม่ขยายตัวฉับพลัน เนื่องจากสถาบันการเงินดำเนินมาตรการพักชำระหนี้และมาตรการซอฟต์โลนตามนโยบายของ ธปท. เพื่อประคองสภาพคล่องของลูกหนี้
- ปี 2565 (ระยะทยอยฟื้นตัว): เมื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มกลับมาดำเนินปกติ สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ลดลงมาอยู่ที่ 86.8% ผลจากการขยายตัวของมูลค่า GDP อย่างไรก็ตาม หลังจากการทยอยสิ้นสุดมาตรการผ่อนปรน ลูกหนี้กลุ่มเปราะบางที่รายได้ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่เริ่มส่งสัญญาณค้างชำระจนกลายเป็นกลุ่มหนี้ค้างชำระ 1–3 เดือน (Special Mention: SM)
- ปี 2566 (การปรับขอบเขตฐานข้อมูล): ธปท. ปรับปรุงการจัดเก็บสถิติหนี้สินครัวเรือนให้สะท้อนภาพรวมทั้งระบบ โดยนำข้อมูลหนี้จากกองทุนให้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และสหกรณ์ออมทรัพย์เข้ามาประมวลผล ส่งผลให้ยอดหนี้ครัวเรือนรวมในทางสถิติทะยานขึ้นมาอยู่ที่ 16.36 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 91.3% ของ GDP
- ปี 2567 – 2568 (การกระจายตัวของหนี้เสียและการคุมเข้ม): ปริมาณหนี้เสียสะสมในระบบเครดิตบูโรขยับขึ้นแตะระดับ 1.1 – 1.2 ล้านล้านบาท โดยสัญญาณความตึงตัวปรากฏชัดในสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ สินเชื่อส่วนบุคคล และบัตรเครดิต ส่งผลให้สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อใหม่ ควบคู่กับการเร่งปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกัน (DR) และการปรับโครงสร้างหนี้ที่มีปัญหา (TDR)
โครงสร้าง NPL และกลุ่มสินเชื่อเปราะบางในปัจจุบัน
สถิติจากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) สะท้อนโครงสร้างหนี้เสียในระบบการเงินดังนี้:
- สัดส่วน NPL สะสม: ยอดหนี้เสีย (NPL) ในระบบเครดิตบูโรทรงตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 9.7% ของยอดหนี้รวมในฐานข้อมูล ขณะที่กลุ่มหนี้กำลังจะเสีย (SM หรือค้างชำระ 1–3 เดือน) มีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 4.3%
- สินเชื่อรายย่อยไม่มีหลักประกัน: สถิติระบุว่าหนี้เสียส่วนใหญ่ของบัญชีลูกหนี้รายย่อย เป็นสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคที่ไม่มีหลักประกัน โดยเฉพาะกลุ่มวงเงินไม่เกิน 100,000 บาทต่อบัญชี ซึ่งมีปริมาณจำนวนบัญชีสูงที่สุด
- สินเชื่อเพื่อการซื้อสินค้า : สินเชื่อประเภท “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” (Buy Now Pay Later) มีอัตราการเติบโตของจำนวนบัญชีสูงขึ้นในกลุ่มวัยเริ่มทำงาน สะท้อนพฤติกรรมสะสมภาระหนี้ขนาดเล็กหลายรายการพร้อมกัน
กลไกระบบการเงินและกฎหมายต่อพฤติกรรม “บิดหนี้”
จากกรณีการเผยแพร่เนื้อหาชักชวนให้เจตนาไม่ชำระหนี้สินเชื่อดิจิทัลในโลกออนไลน์ ข้อเท็จจริงเชิงระบบและข้อกฎหมายระบุไว้ ดังนี้
- ระบบการตรวจสอบและการประเมินความเสี่ยง: ผู้ให้บริการสินเชื่อดิจิทัลและสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. ดำเนินการอนุมัติสินเชื่อผ่านการยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-KYC) และบันทึกสัญญาดิจิทัลที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย พร้อมวิเคราะห์เครดิตสกอร์อย่างเป็นระบบ
- การบันทึกประวัติในระบบเครดิตบูโร: การผิดนัดชำระหนี้เกินกว่ากำหนดจะถูกส่งบันทึกประวัติไปยังบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ตามกฎหมายการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต ซึ่งกระทบต่อการประเมินความน่าเชื่อถือทางการเงินและการเข้าถึงสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินในอนาคต
- ผลกระทบทางกฎหมาย: การกู้ยืมเงินเป็นสัญญาทางแพ่ง ซึ่งมีกระบวนการบังคับชำระหนี้ตาม พ.ร.บ. การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 การฟ้องร้อง ดำเนินคดีไกล่เกลี่ย และการบังคับคดีอายัดเงินเดือนหรือทรัพย์สิน ทั้งนี้ หากสืบทราบพยานหลักฐานว่าผู้กู้แสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือมีเจตนาหลอกลวงเพื่อไม่ชำระหนี้ตั้งแต่ก่อนทำสัญญา อาจเข้าข่ายการพิจารณาความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรการกำกับดูแลและการแก้ไขปัญหาหนี้ภาคครัวเรือน
เพื่อบริหารจัดการระดับ NPLs และป้องกันปัญหาหนี้เสียเรื้อรัง ภาครัฐและ ธปท. ได้กำหนดแนวทางขับเคลื่อน ดังนี้
- หลักเกณฑ์การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม: กำหนดให้สถาบันการเงินประเมินความสามารถในการชำระหนี้โดยคำนึงถึงเงินคงเหลือที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ (Debt Service Ratio: DSR)
- การเร่งรัดปรับโครงสร้างหนี้: ผลักดันให้สถาบันการเงินเสนอเงื่อนไขการปรับโครงสร้างหนี้แก่ลูกหนี้ก่อนกลายเป็น NPL และการช่วยเหลือลูกหนี้ NPL รายย่อยให้สามารถผ่อนชำระตามความสามารถจริงเพื่อฟื้นฟูประวัติทางการเงิน
ภาพรวมหนี้ปัจจุบัน ปี 2569
หนี้ครัวเรือน สัดส่วนต่อ GDP ทรงตัวอยู่ที่ราว 86.7% ข้อมูลจากเครดิตบูโรระบุว่า สัดส่วน NPL สะสมอยู่ที่ประมาณ 9.7% ของยอดหนี้ในระบบ และกลุ่มหนี้กำลังจะเสีย (ค้างชำระ 1-3 เดือน) อยู่ที่ราว 4.3% โดยกลุ่มที่มีปัญหามากที่สุดยังคงเป็นสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อไม่มีหลักประกันวงเงินขนาดเล็ก สะท้อนว่าลูกหนี้ระดับฐานรากยังคงต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูสภาพคล่อง

