“เด็ก EF คิดเป็น เก่งการเงิน” สร้างอนาคตไทย ปูรากฐานทักษะสมองควบคู่วินัยการเงิน

“เด็ก EF คิดเป็น เก่งการเงิน” สร้างอนาคตไทย ปูรากฐานทักษะสมองควบคู่วินัยการเงิน
ภาพประกอบข่าว

มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์ฯ ผนึกสถาบันรักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป เปิดโครงการ “เด็ก EF คิดเป็น เก่งการเงิน” ปูรากฐานทักษะสมองควบคู่วินัยทางการเงินให้เยาวชนไทย

มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับ สถาบันรักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป เปิดตัวโครงการ “เด็ก EF คิดเป็น เก่งการเงิน” วันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ณ หอประชุมศุกรีย์ แก้วเจริญ อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

เพื่อมุ่งพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้าควบคู่กับความรู้ทางการเงิน สำหรับเด็กปฐมวัยถึงประถมศึกษาเพื่อสร้างวินัยทางการเงิน รู้จักวางแผนทางการเงินผ่านสื่อการเรียนรู้ ได้แก่ นิทานและบอร์ดเกม พร้อมขยายผลจากพื้นที่นำร่องสู่คณะครุศาสตร์กว่า 10 สถาบันและสถานศึกษาทั่วประเทศ ถือเป็นรากฐานสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้เด็กไทยเติบโตเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้กล่าวเปิดงานต้อนรับภาคีเครือข่าย ทั้งจากกรุงเทพมหานคร สถาบันรักลูกฯ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม และหน่วยงานด้านสาธารณสุข โดยเน้นย้ำว่าโครงการ “เด็ก EF คิดเป็น เก่งการเงิน” เป็นโปรแกรมที่มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า (Executive Function) ให้กับเด็กไทย

หัวใจสำคัญของโครงการคือการสร้าง “Synergy” หรือการประสานพลังระหว่าง 2 ทักษะหลัก

  1. Executive Function (EF) ทักษะการบริหารจัดการตนเอง การทำงานเป็นทีม และการวางแผนเพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคม
  2. Financial Literacy ความรู้ทางการเงิน ทั้งเรื่องการใช้เงิน การออม การลงทุน และการป้องกันตนเองจากการถูกหลอกลวง

นายอัสสเดชระบุว่า การมีพื้นฐาน EF ที่ดีจะช่วยให้การเรียนรู้เรื่องการเงินมีประสิทธิภาพมากขึ้น หากสังคมไทยมีการปลูกฝังทั้งสองเรื่องนี้ควบคู่กัน จะช่วยลดปัญหาทางสังคมที่รุนแรงได้ เช่น กรณีข่าวความรุนแรงจากการเป็นหนี้สินจำนวนมาก ซึ่งเป็นผลจากการขาดการวางแผนและการยั้งคิด

การลงทุนเพื่อความยั่งยืนในยุค “สังคมสูงวัย”

ในมิติทางเศรษฐกิจ นายอัสสเดชชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัย” การจะทำให้เศรษฐกิจและธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือ “คุณภาพของประชากร”

การผลักดันโครงการนี้จึงไม่ใช่แค่การสอนเรื่องการเงิน แต่คือ “การลงทุนเพื่ออนาคตของชาติ” เพื่อสร้างทรัพยากรบุคคลที่มีทักษะการคิด การวางแผน และการดำรงชีวิตที่มีคุณภาพ ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้มั่นคงกว่าเดิม

ความสำเร็จจากพื้นที่นำร่องสู่เครือข่ายทั่วประเทศ

นายอัสสเดช ได้ยกตัวอย่างความสำเร็จจาก จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นแบบที่น่าชื่นชม โดยเริ่มดำเนินการจากเพียง 2 อำเภอ และสามารถขยายผลจนครอบคลุมทั้ง 18 อำเภอ

ความสำเร็จที่เชียงรายแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการร่วมมือกันจากทุกภาคส่วน ผมจึงอยากให้ที่นี่เป็นตัวอย่างในการสร้างเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อให้ทักษะ EF และ Financial Literacy กลายเป็นนโยบายสำคัญที่เราจะร่วมกันผลักดันต่อไประหว่างภาคีเครือข่ายที่เข้มแข็งนี้” นายอัสสเดชกล่าว

เฝ้าระวังภัยการเงิน โจทย์ใหญ่ของสังคมไทย

นอกจากนี้ นายอัสสเดชยังให้ข้อมูลที่น่ากังวลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า

“การหลอกลวงให้ลงทุน” เป็นคดีมิจฉาชีพที่มีตัวเลขความเสียหายใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน

นายอัสสเดชกล่าวว่า

ตัวเลขจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า การหลอกลวงให้ลงทุนเป็นยอดความเสียหายที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาคดีมิจฉาชีพ การแก้ปัญหาที่แท้จริงคือ Financial Literacy ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญในทุกระดับช่วงชีวิต ไม่ใช่แค่เฉพาะในเด็กๆ เท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงไม่ได้มุ่งเน้นเพียงกลุ่มเด็กเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับความรู้ทางการเงินในทุกช่วงวัย เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้คนไทยรู้จักคิด วิเคราะห์ และป้องกันตนเองจากการถูกหลอกลวง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สื่อมวลชนและทุกภาคส่วนต้องช่วยกันสื่อสารออกไปให้กว้างขวาง

ถอดรหัสสมอง EF สู่วินัยทางการเงิน สร้างคนคุณภาพ

นางสุภาวดี หาญเมธี ประธานสภาสถาบันรักลูกเลิร์นนิ่งกรุ๊ป เริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นว่า ขณะที่ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ เช่น ถนนหนทาง แต่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานในตัวมนุษย์นั้นยังได้รับความสำคัญน้อยเกินไป ซึ่งการพัฒนา EF (Executive Function) ไม่ใช่เพียงเรื่องของการศึกษาเท่านั้น แต่คือการสร้าง “Human Capital Infrastructure” ที่สำคัญของประเทศ

ทำไมมนุษย์ “รู้” แต่ “ทำไม่ได้”

นางสุภาวดีได้หยิบยกแนวคิดเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมมาอธิบายว่า มนุษย์มักไม่สามารถตัดสินใจในสิ่งที่รู้ว่าดีได้เสมอไป เช่น รู้ว่าการออมเป็นเรื่องดี หรือการวางแผนการเงินระยะยาวเป็นสิ่งสำคัญ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ให้กับความสุขระยะสั้นตรงหน้า หรือแรงดึงดูดจากการลดราคา

นั่นเป็นเพราะ มนุษย์ไม่ได้ตัดสินใจด้วยเหตุผลหรือข้อมูลที่สมบูรณ์เพียงอย่างเดียว แต่ตัดสินใจบนพื้นฐานของความเคยชิน อารมณ์ แรงกระตุ้นตรงหน้า อคติทางความผิด และสภาพแวดล้อมรอบตัว

ก่อนที่จะบริหารการเงินได้ คนทุกคนต้องบริหารตัวเอง บริหารใจ บริหารอารมณ์ บริหารความอยาก บริหารแรงพุ่งพล่านให้ได้ เรื่องของ Financial ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องของ Hard Skill แต่มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับบุคคลในการที่จะจัดการ… มันไม่ใช่แค่เรื่องความรู้เรื่องตัวเลข แต่มันคือความรู้ในตนเอง

หนึ่งในการค้นพบสำคัญจากการดำเนินโครงการคือ ก่อนจะบริหารการเงินได้ ทุกคนต้อง “บริหารตนเอง” ให้ได้ก่อน ซึ่งหมายถึง

  • การบริหารจัดการภายใน: ต้องบริหารใจ อารมณ์ ความอยาก และแรงพุ่งพล่านของตนเองให้ได้
  • นิยามใหม่ของการเรียนรู้: ความรู้ทางการเงินไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขหรือ Knowledge เท่านั้น แต่ต้องผ่านการคิดใคร่ครวญจนกลายเป็น “เจตคติ” และเปลี่ยนเป็น “พฤติกรรม”
  • การวัดผลที่พฤติกรรม: การเรียนรู้จะเกิดขึ้นจริงก็ต่อเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม หากยังไม่เปลี่ยนจะถือว่าเป็นเพียงการ “รับรู้” เท่านั้น

เพื่อให้เด็กๆ เติบโตเป็นคนที่มีวินัยทางการเงินและเป็นคนคุณภาพ นางสุภาวดีได้เสนอว่า การสร้างความรอบรู้ทางการเงินต้องพัฒนา 4 ด้านอย่างสอดคล้อง และกลมกลืน ดังนี้

  1. อัตลักษณ์และคุณค่าในตนเอง (Self) การเห็นว่าตนเองเป็นคนแบบไหน มีเป้าหมายอะไร และเชื่อว่าตนสามารถจัดการชีวิตของตนได้
  2. การกำกับตนเอง (EF) ความสามารถในการกำกับความคิด อารมณ์ ความต้องการ และพฤติกรรมของตน เพื่อประโยชน์ในระยะยาว
  3. พัฒนาการด้านการคิด (Cognitive Development) ความสามารถในการคิดตามวัย เข้าใจเหตุผล วางแผน เปรียบเทียบ คาดการณ์ และแก้ปัญหา
  4. ประสบการณ์จริงทางการเงิน (Experiences) การนำทุกอย่างมาปฏิบัติจริงจนเกิดเป็นนิสัย

คุณภาพของมนุษย์ในมุมมองของ EF คือการสร้างคนที่ยับยั้งชั่งใจได้ คิดเป็น ทำเป็น เรียนรู้เป็น แก้ปัญหาเป็น อยู่กับผู้อื่นได้ และที่สำคัญที่สุดคือ “ใช้เงินเป็นและสร้างเงินเป็น” เพื่อการดำรงชีวิตอย่างมีความสุข

ผนึกกำลังภาคการศึกษาไทย สร้างครูนักพัฒนาสมอง

ผศ.ดร.ดวงใจ ชนะสิทธิ์ ประธานหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม เริ่มต้นด้วยการยกตัวอย่างพฤติกรรมเด็กวัย 7 ขวบ ที่มีความต้องการซื้อของเล่นตามกระแสในโซเชียลมีเดียและมีเงินในมือ 200 บาท แต่เมื่อไปถึงหน้าร้านกลับหยุดคิดและตัดสินใจไม่ซื้อ เพราะมีเป้าหมายที่ใหญ่กว่า คือ การเก็บออมเพื่อซื้อจักรยาน พฤติกรรมนี้คือรูปธรรมของ Executive Function (EF) หรือทักษะสมองส่วนหน้าที่ช่วยในการยั้งใจ และวางแผนเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้

ปฏิรูปหลักสูตรผลิตครู จาก 5 ปี สู่ 4 ปี

ในฐานะผู้ผลิตและพัฒนาครู ผศ.ดร.ดวงใจ ชี้ให้เห็นว่าวงการศึกษาไทยได้ขับเคลื่อนเรื่อง EF และความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) มาอย่างต่อเนื่องผ่านการปรับปรุงหลักสูตร

  • การปรับหลักสูตรครู จากหลักสูตร 5 ปี เป็น 4 ปี โดยเน้นความ “จิ๋วแต่แจ๋ว” และแทรกเรื่อง EF และการเงินเข้าไปในทุกมิติ
  • หลักสูตรฐานสมรรถนะ เน้นการปั้นลูกศิษย์ตามสมรรถนะที่ต้องการ ไม่ใช่แค่การให้ความรู้
  • ข้อบังคับของคุรุสภา ปัจจุบันมีการกำหนดกิจกรรมบังคับสำหรับนักศึกษาครู เช่น การเรียนออนไลน์เรื่อง Financial Literacy และการบรรจุ EF ไว้ในสมรรถนะที่ต้องมี

เครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้ง 38 แห่ง ได้ขับเคลื่อนการสร้างครูผ่าน PTRU Model ซึ่งเป็นการวางโครงสร้าง “สมรรถนะ” (Competency) ของนักศึกษาครูอย่างต่อเนื่องในทุกชั้นปี โดยมีหัวใจสำคัญคือ การไม่แยกส่วนการเรียนรู้เรื่อง EF และความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) ออกไปเป็นเพียงวิชาใดวิชาหนึ่ง หรือกิจกรรมครั้งคราว แต่เป็นการแทรกซึมเข้าไปในวิถีการสร้างครูตลอดหลักสูตร 4 ปี

ภายใต้โมเดลนี้ นักศึกษาครูจะถูกส่งลงพื้นที่โรงเรียนเพื่อสัมผัสห้องเรียนจริงตั้งแต่นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ต่อเนื่องไปจนถึงปีที่ 2 และ 3 เป้าหมายไม่ใช่เพียงการไปสังเกตการสอน แต่เป็นการบ่มเพาะ “จิตวิญญาณความเป็นครู” ให้เกิดขึ้นในใจนักศึกษา เพื่อให้พวกเขามีความรัก ความเมตตา และความพร้อมที่จะเป็นผู้ให้แก่ศิษย์ เนื่องจากแววตาของเด็กที่มองครูนั้นเต็มไปด้วยความรักและความศรัทธา ครูจึงต้องเป็น “ต้นแบบ” ที่ดีในทุกด้าน โดยเฉพาะวินัยและการคิดอย่างเป็นระบบ

คุณภาพศิษย์สะท้อนคุณภาพของคนเป็นครู สิ่งที่จะสร้างวินัยทางการเงินและ EF ได้ คำเดียวเลยคือ คำว่า ‘ความรัก’ ซึ่งครูทุกคนที่ยืนอยู่หน้าชั้นเรียนสามารถผลักดันสิ่งเหล่านี้ได้”

ผศ.ดร.ดวงใจ ย้ำว่าคุณภาพของศิษย์ย่อมสะท้อนมาจากคุณภาพของครู ดังนั้นมหาวิทยาลัยจึงมุ่งเน้นการสร้าง “แรงบันดาลใจ” ภายในเพื่อให้นักศึกษามั่นใจในวิชาชีพ และภายนอกผ่านการบริการวิชาการแก่ครูประจำการและบุคลากรทางการศึกษา โดยมีเป้าหมายสุดท้ายคือ การใช้ “ความรัก” เป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการสร้างวินัยและการตัดสินใจให้กับเด็กไทยทั่วประเทศ

การขยายผลการพัฒนาทักษะ EF เพื่อสร้างพลเมืองไทยที่มีวินัยทางการเงิน

ช่วงเสวนาในหัวข้อ “จากผลผลิตเชิงบวกสู่การขยายผล: พัฒนาทักษะ EF เพื่อสร้างพลเมืองไทยที่มีวินัยทางการเงิน” อ. กิตติพัฒน์ แสนทวีสุข ผู้อำนวยการสถานบริการวิชาการด้านดลาดทุนเศรษฐกิจและ ธุรกิจประยุกต์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า

มนุษย์มีแนวโน้มจะใช้จ่ายเงินผ่านระบบดิจิทัลหรือบัตรเครดิตได้ง่ายกว่าเงินสด เพราะการจ่ายเงินสดทำให้สมองรู้สึกถึง “ความเจ็บปวด” มากกว่า ในขณะที่การใช้จ่ายปัจจุบันรวดเร็วจนสมองส่วนวิเคราะห์ทำงานไม่ทัน

โครงการนี้จึงนำ “กระบวนการสะกิด” มาใช้เพื่อสร้างพฤติกรรมทางการเงินที่ดีผ่าน 5 ขั้นตอนสำคัญ

  1. การตั้งเป้าหมายทางการเงิน: เพื่อเป็นกรอบยึดเหนี่ยวให้รู้ว่าเราใช้เงินเพื่ออะไร
  2. การจดรายรับ-รายจ่าย: เพื่อให้เห็นความจริงของพฤติกรรมการใช้จ่าย
  3. การตั้งกรอบการใช้เงิน: ใช้เงินอย่างมีเหตุผลและไม่จำเป็นต้องขี้เหนียว (เช่น ซื้อแบรนด์เนมได้หากอยู่ในงบประมาณ)
  4. การทบทวนและติดตามผล: นำแผนมาปรับใช้ในสถานการณ์จริง
  5. การวางแผนเป้าหมายระยะยาว: เช่น เงินเก็บหลังเกษียณ

อ. ธิดา พิทักษ์สินสุข นายกสมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ฯ ที่ปรึกษาคณะทำงาน คณะกรรมการด้านสื่อสารมวลชน ในคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย เสริมว่า หัวใจสำคัญคือ การทำให้กระบวนการเหล่านี้ “สะกิดใจ” เด็กจนกลายเป็นทักษะที่สามารถเตือนตัวเองได้แม้จะไม่มีใครคอยเตือน

นายวีรัตน์ สานุมิตร ผู้อำนวยการกลุ่มนิเทศ ติดตามและประเมินผลศึกษาธิการ จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นผู้นำความสำเร็จจากพื้นที่นำร่องจังหวัดเชียงราย ระบุว่า EF เปรียบเสมือน “น้ำ” ที่แทรกซึมไปได้ทุกที่เพื่อควบคุมอารมณ์และสัญชาตญาณ โดยสามารถสรุปกลยุทธ์ความสำเร็จของจังหวัดเชียงรายได้ดังนี้

  • ให้อิสระแก่ครู โครงการให้เพียง “สื่อ” อย่างนิทานและบอร์ดเกม และ “ความรู้เรื่อง EF” ส่วนวิธีการสอนให้ครูเป็นผู้ออกแบบเองตามความเหมาะสมของแต่ละโรงเรียน
  • การเชื่อมต่อถึงผู้ปกครอง ครูใช้นิทานเป็นสื่อกลางให้ผู้ปกครองนำไปเล่าให้เด็กฟังที่บ้าน สร้างความร่วมมือสามประสาน ครู-เด็ก-ผู้ปกครอง
  • การมองเห็นความลำบากของพ่อแม่ กิจกรรมช่วยให้เด็กเข้าใจว่าเงินหามาได้ยาก ทำให้เด็กมีความเห็นอกเห็นใจและเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

จาก “นิทาน 5 เล่ม” สู่ประสบการณ์จริง

ผู้แทนครูจากจังหวัดเชียงราย เล่าถึงการใช้สื่อที่เป็นรูปธรรมผ่านตัวละคร “ก้อง” ในนิทาน 5 เล่ม ซึ่งสะท้อนการพัฒนา EF อย่างเป็นลำดับขั้นตอน

  • เล่มที่ 1 รู้จักตนเอง สอนเรื่องความมั่นใจและการเห็นคุณค่าในตัวเอง (Self-esteem) แม้รองเท้าจะขาดก็ไม่จำเป็นต้องซื้อใหม่ตามใคร
  • เล่มที่ 2 ตั้งเป้าหมาย ก้องตั้งเป้าเก็บเงิน 1,000 บาทเพื่อซื้อรองเท้าใหม่ ผ่านการลงมือทำจริง เช่น การขายมูลไส้เดือน
  • เล่มที่ 3 การยับยั้งชั่งใจ ฝึกให้เด็กสู้กับ “ปีศาจแห่งความยากได้” ที่คอยดึงดูดให้ซื้อขนมหรือจักรยานแทนเป้าหมายหลัก
  • เล่มที่ 4 ภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์ สอนเรื่องการรับมือกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพในโลกโซเชียล
  • เล่มที่ 5 การแบ่งปัน การระดมทุนช่วยเหลือโรงเรียนที่ประสบภัยน้ำท่วม ปลูกฝังเรื่องการบริจาคและการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

นอกจากนิทานแล้ว ยังมี “บอร์ดเกม” ที่จำลองสถานการณ์การลงทุน หนี้สิน และค่าใช้จ่ายไม่คาดฝัน เช่น ค่ารักษาพยาบาล เป็นต้น เพื่อให้เด็กได้ “ลองผิดลองถูก” ครูเล่าว่าในตอนแรกเด็กกลัวการลงทุนเพราะคิดว่าจะเสียเงิน แต่เมื่อเล่นไปเรื่อยๆ เด็กจะเริ่มเข้าใจคำว่า “กำไร” และ “การวางแผนการเงิน” จากประสบการณ์ตรง

นายวีรัตน์ เสนอแนวทางขยายผลสู่ระดับประเทศผ่าน “สามเหลี่ยมแห่งความสำเร็จ” ดังนี้

  1. นโยบาย (Policy) ต้องมีแรงจูงใจจากภาครัฐ เช่น การบรรจุเรื่อง EF และวินัยทางการเงินเป็นเกณฑ์ในการประเมินรางวัลต่างๆ ของโรงเรียน
  2. องค์ความรู้ (Knowledge) ได้รับการสนับสนุนวิชาการจากสถาบันการศึกษาและหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญ
  3. มวลชน (Mass) สร้างเครือข่ายให้ครอบคลุมทั้ง 70 กว่าจังหวัด

เขายังเปรียบเทียบว่าการศึกษาไทยเหมือน “ยักษ์” ที่ขยับตัวช้า (ยักษ์พลิก)

การศึกษาไทย หรือบ้านเมืองของเราเหมือนยักษ์ ถ้าเรามองดูมันเฉยๆ แล้วไม่ช่วยกันพลิก ไม่ช่วยกันออกแรง ยักษ์ก็พลิกไม่ได้ เพราะฉะนั้นยักษ์จะพลิกได้ต้องอาศัยทุกคน… มองถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับชาติบ้านเมือง มีอะไรช่วยได้เราช่วยกัน มีอะไรผลักดันได้เราผลักดันร่วมกัน”

นายวีรัตน์ปิดท้ายว่า การจะทำให้ “ยักษ์” ตัวนี้พลิกได้ จำเป็นต้องมี “กระสุนดินดำ” หรือแรงขับเคลื่อนที่ทรงพลังจากภาคีเครือข่ายภายนอกเข้ามาสนับสนุน เพื่อให้การพัฒนาทักษะ EF และวินัยทางการเงินขยายผลได้จริงทั่วประเทศ

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚