SET แข็งแกร่งรับงบฯ พลังงานสะอาด 2 แสนล้าน วิกฤต “Oil-Yield Shock” ทุบหุ้นเทคฯ โลก
บล.เอเซีย พลัส ชี้วิกฤต “Oil-Yield Shock” ทุบหุ้นเทคฯ โลก ชู SET แข็งแกร่งรับงบฯ พลังงานสะอาด 2 แสนล้าน แนะนำ “BBL-BLA-PTTEP” หุ้นเด่นหลบภัย
รายงานจากบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทประเมินภาพรวมตลาดการลงทุนโลกกำลังเผชิญความผันผวนอย่างหนักจาก 2 ปัจจัยลบหลัก ได้แก่ “Oil Shock” และ “Yield Shock” ส่งผลให้เกิดแรงเทขายในหุ้นกลุ่มเติบโตสูง (Growth) และกลุ่มชิป AI วิกฤต Oil Shock เกิดจากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยกระดับความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ด้วยการสั่งโจมตีอิหร่านต่อเนื่องเป็นคืนที่ 3 พร้อมกลับมาปิดล้อมการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ และเสนอเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสูงถึง 20% สำหรับสินค้าที่ขนส่งผ่านเส้นทางดังกล่าว
ปัจจัยข้างต้นนี้ ทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งขึ้นแรงราว 9-10% ภายในวันเดียว และเพิ่มความเสี่ยงด้านการชะงักงันของอุปทาน (Supply Disruption) ผลพวงจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงได้ไปกระตุ้นความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ นำมาสู่ภาวะ Yield Shock โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) อายุ 10 ปี พุ่งทะยานแตะ 4.62% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบปี
ทิศทางดังกล่าวทำให้ตลาดคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) อาจต้องคงดอกเบี้ยระดับสูงยาวนานกว่าที่คาดไว้ สอดคล้องกับสัญญาณ FEDSPEAK ที่เข้มงวด (Hawkish) ขึ้น ส่งผลกดดันโดยตรงต่อหุ้นกลุ่ม Growth, High Beta และกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่มูลค่า (Valuation) ตึงตัว
หุ้นชิปเผชิญแรงขาย – ฟันด์โฟลว์สลับเข้า “หุ้นจีน” รับแผนกระตุ้น 5 ปี
แม้ว่า TSMC ผู้ผลิตชิปเบอร์ 1 ของโลก จะรายงานยอดขายเดือน มิ.ย. เติบโตแข็งแกร่งถึง 67% YoY จากดีมานด์ AI แต่ยอดส่งออกชิปของเกาหลีใต้ในช่วง 10 วันแรกของเดือน ก.ค. เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลงเมื่อเทียบรายเดือน (จาก +30% MoM เหลือเพียง +1.3% MoM) ซึ่งได้กลายเป็นแรงกดดันให้หุ้นกลุ่มชิปหน่วยความจำ (Memory) เช่น SK Hynix, SanDisk และ Kioxia ร่วงลงแรง 13-15%
ในทางกลับกัน กระแสเงินทุนกำลังเกิดการหมุนเวียน (China Rotation) เข้าสู่ตลาดหุ้นจีน หลังจากรัฐบาลจีนประกาศแผนกระตุ้นเศรษฐกิจและการบริโภคระยะ 5 ปี โดยเน้นอัดฉีดภาคการท่องเที่ยว, E-Commerce, บริการ, และกลุ่มสินค้ารักษ์โลก (Green Consumption/EV) ซึ่งจะช่วยดึงเม็ดเงินไหลกลับเข้าสู่ตลาดเอเชียบางส่วน
หุ้นไทยแกร่งสวนโลก ลุยมาตรการคลัง “พลังงานสะอาด” 2 แสนล้าน
สำหรับปัจจัยในประเทศ ตลาดหุ้นไทย (SET Index) ถือว่ามีความแข็งแกร่งและฟื้นตัวสวนกระแสโลก โดยให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นเดือน (MTD) เป็นบวกถึง +2.30% สาเหตุหลักมาจากการที่ดัชนีมีน้ำหนักของหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) สูงถึง 1 ใน 3 ซึ่งช่วยพยุงตลาดไว้ในยามที่น้ำมันแพง
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังได้รับแรงหนุนสำคัญจากนโยบายการคลัง ที่เตรียมอัดฉีดเม็ดเงินวงเงิน 2 แสนล้านบาท เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่พลังงานสะอาด (Clean Energy Transition)
มาตรการเด่นครอบคลุมถึงการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้ประชาชนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ (Solar Rooftop) และการผลักดันระบบขนส่งสาธารณะเป็นยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งกลุ่มที่จะได้ประโยชน์โดยตรงคือ นิคมอุตสาหกรรม (AMATA, WHA), รับเหมาก่อสร้าง (STECON, PYLON, INSET), กลุ่มธุรกิจ EV (MGC, KGEN) และโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด (GULF, GPSC, GUNKUL, WHAUP)
กลยุทธ์การลงทุน: Energy Hedge ผสาน Value/Defensive
ภายใต้สภาวะความผันผวน บล.เอเซีย พลัส แนะนำกลยุทธ์ลดน้ำหนักหุ้น Growth และ AI แล้วปรับพอร์ตแบ่งเป็น 3 ธีมหลัก ได้แก่:
- Energy Hedge (ป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน): แนะนำ PTTEP, PTT, PTTGC และ IVL
- Value/Defensive (หลบภัยบอนด์ยีลด์พุ่ง): แนะนำกลุ่มธนาคารและประกัน ได้แก่ KTB, BBL, SCB และ BLA
- China Consumption (เก็งกำไรรับแผนบริโภคจีน): แนะนำลงทุนผ่าน DR ได้แก่ TRIPCOM80, BYDCOM80, MEITUAN80 และ JD80
- โดยกำหนดให้หุ้น BBL, BLA และ PTTEP เป็นหุ้นเด่น (Prime Picks) ประจำวัน

