ประคับประคองเศรษฐกิจ

ประคับประคองเศรษฐกิจ
ภาพประกอบข่าว
บทบรรณาธิการ

เข้าสู่ช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายของไตรมาส 3 เศรษฐกิจไทยยังลุ่ม ๆ ดอน ๆ หรือพอประคองตัวไปได้ ด้วยหลาย ๆ ปัจจัย ทั้งภาวะการส่งออกที่เติบโตได้ดี หรือมาตรการไทยช่วยไทย พลัส ที่รัฐบาลแจกเงินช่วยค่าครองชีพเดือนละ 1,000 บาท นาน 4 เดือน ซึ่งจะสิ้นสุดในเดือนกันยายนนี้ โดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง มีแนวคิดอาจต่ออายุโครงการไปอีก 1-2 เดือน

หากสามารถต่ออายุโครงการไทยช่วยไทย พลัสได้จริง บวกกับมาตรการไทยเที่ยวไทย พลัส ที่จะเริ่มลงทะเบียนวันที่ 1 ตุลาคม ผ่านทางแอปเป๋าตัง และเริ่มใช้ 1 พฤศจิกายน จำกัดจำนวน 1 ล้านสิทธิ วงเงินสนับสนุนค่าที่พักในรูปแบบ Flat Rate จ่ายตามจริงสูงสุดไม่เกิน 1,500 บาทต่อสิทธิ e-Coupon สำหรับใช้จ่ายในร้านอาหาร สปา หรือบริการท่องเที่ยวอื่น ๆ ในลักษณะ Copayment รัฐช่วยจ่าย 50% ประชาชนจ่าย 50% โดยแต่ละคนได้รับสูงสุด 5 สิทธิ น่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายไตรมาสสุดท้ายได้ประมาณหนึ่ง

มาตรการต่าง ๆ ที่รัฐกำลังเร่งคลอดออกมา ถือว่าอยู่ในจังหวะที่พอดีกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกกำลังปั่นป่วน ทั้งปัญหาราคาน้ำมันที่ดีดกลับไปทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากศึกสหรัฐ-อิหร่าน เกิดความรุนแรงอีกรอบ ความกังวลอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐที่ยังอยู่ในระดับสูง จนคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด มีแนวโน้มปรับเพิ่มดอกเบี้ยนโยบายอย่างน้อย 1 ครั้งในปีนี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบในวงกว้าง

แผนการต่ออายุไทยช่วยไทย พลัส ส่วนหนึ่งมาจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นในระดับสูง และเฟสแรกถือว่ากระจายรายได้อย่างน่าพอใจ จากตัวเลขพบว่ามีผู้ได้รับสิทธิจำนวน 26 ล้านคน และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 13 ล้านคน เม็ดเงินสะพัดราว ๆ 1.5 แสนล้านบาท กระจายในกลุ่มร้านค้าที่ร่วมโครงการ 1.2 ล้านร้านค้า อยู่ใน กทม.ประมาณ 16-17% ที่เหลือกระจายไปทั่วประเทศ

การออกมาตรการของรัฐบาลในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี สอดรับกับการประเมินของศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือน ส.ค. ที่ผ่านมาต่ำกว่าระดับ 50 แม้มีไทยช่วยไทย พลัส คอยพยุงอยู่ก็ตาม แสดงให้เห็นถึงความกังวลของผู้บริโภคเรื่องกำลังซื้อ รวมถึงแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ไม่ต่างจากมุมมองของธนาคารทหารไทยธนชาต หรือทีทีบี ที่ประเมินกำลังซื้อยังอ่อนแรง ยิ่งกว่านั้นพบว่าผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือน โดยเฉพาะที่อาศัยในกรุงเทพฯ กลายเป็นกลุ่มเปราะบางยุคใหม่

สภาพการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี จึงเป็นงานหนักของรัฐบาล ที่ไม่เพียงต้องออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนเท่านั้น หากแต่ยังต้องมองไปถึงภาคธุรกิจโดยเฉพาะเอสเอ็มอี หรือแม้แต่รายใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ให้ผ่านพ้นช่วงนี้ไปโดยไม่ปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการ เพราะรายจ่ายส่วนหนึ่งย่อมผลักมาสู่ผู้บริโภค กลายเป็น “ผีซ้ำด้ำพลอย” เข้าไปอีก

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚