ธปท. ชี้โจทย์ใหญ่ต้องยกระดับเศรษฐกิจไทยโตระดับศักยภาพ ยันดอกเบี้ยปัจจุบันเหมาะสม
ธปท. ชี้โจทย์ใหญ่ต้องยกระดับเศรษฐกิจไทยให้โตที่ระดับใกล้ศักยภาพ แจงยังมีเครื่องมือพร้อมนำมาใช้ได้กรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน-ช็อกทางเศรษฐกิจ-เสถียรภาพด้านราคามีปัญหา ยันดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันเหมาะสมกับสถานการณ์
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนา Beyond ESG : Thailand Transition #เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย หัวข้อ “นโยบายการเงิน…พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย” จัดโดยประชาชาติธุรกิจว่า การดำเนินนโยบายของ ธปท.มุ่งรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ เสถียรภาพด้านราคา เสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน และเสถียรภาพระบบการชำระเงิน
สำหรับเสถียรภาพราคา ธปท.มีหน้าที่ดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 1-3% โดยในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา เงินเฟ้อไทยค่อนข้างต่ำ จากราคาน้ำมันที่ลดลง ประกอบกับอุปสงค์ (Demand) ภายในประเทศที่ยังอ่อนกำลัง ส่วนเสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน ธปท.มุ่งดูแลไม่ให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินซ้ำรอยปี 2540 ปัจจุบันสถาบันการเงินไทยมีความแข็งแกร่ง
โดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (Capital Ratio) อยู่ที่ประมาณ 20% สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ควรมีประมาณ 11% ถึงเกือบ 2 เท่า ขณะที่สถาบันการเงินไม่มีความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง และมีผลกำไรเติบโต
ส่วนเสถียรภาพระบบการชำระเงิน ระบบของไทย เช่น QR Code ถือเป็นหนึ่งในระบบที่มีศักยภาพสูงในระดับโลก และไม่มีการคิดค่าธรรมเนียมการโอน
นายวิทัยกล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยโดยภาพรวมยังมีความแข็งแกร่ง และมีเงินทุนไหลเข้าประเทศต่อเนื่อง เนื่องจากมีทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญของประเทศในระยะสั้นไม่ใช่เสถียรภาพทางการเงิน แต่เป็นการที่เศรษฐกิจค่อย ๆ ชะลอตัวลง สะท้อนจากอัตราการเติบโตของจีดีพีที่ลดลงต่อเนื่อง
โดยก่อนวิกฤตปี 2540 เศรษฐกิจไทยเคยเติบโตสูงถึง 7% แต่หลังวิกฤตปี 2540 อัตราการเติบโตเฉลี่ยลดลงมาอยู่ที่ 5.3% หลังวิกฤตการเงินโลก (Global Financial Crisis) เหลือ 3.7% และหลังวิกฤตโควิด-19 เหลือเพียง 2.4% ขณะที่คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเติบโตประมาณ 2.3%
ทั้งนี้หากเศรษฐกิจยังซึมตัวต่อเนื่อง รายได้ของประชาชนและธุรกิจในประเทศจะลดต่ำลง และกระทบต่อคนในประเทศจำนวนมาก ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่า ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ประมาณ 2.7% ดังนั้นโจทย์สำคัญคือการยกระดับการเติบโตจาก 2.3% ให้เข้าใกล้ศักยภาพของประเทศ
อย่างไรก็ตามการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ กระทรวงการคลังในฐานะผู้ดำเนินนโยบายการคลัง และ ธปท.ในฐานะผู้ดำเนินนโยบายการเงิน ได้ทำงานประสานกันและเดินไปในทิศทางเดียวกัน โดยเครื่องมือหลักของนโยบายการเงินคืออัตราดอกเบี้ย แต่มีข้อจำกัดหลายประการ โดยปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำและเหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจ
แต่ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ธปท.เคยลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงต่ำสุดที่ 0.5% และหากมีความจำเป็นก็สามารถลดลงไปถึงระดับดังกล่าวได้อีก นอกจากนี้ยังสามารถใช้เครื่องมืออื่นเพิ่มเติมได้ โดยในช่วงโควิด ธปท.เคยปรับลดอัตราเงินนำส่งกองทุนของธนาคารพาณิชย์ลงครึ่งหนึ่ง จาก 0.46% เหลือ 0.23%
ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์สามารถปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ MLR, MRR และ MOR ลงได้ทันทีอีก 0.4% ดังนั้น ธปท. ยังมีเครื่องมืออื่นที่สามารถนำมาใช้ได้ หากเกิดเหตุฉุกเฉิน การช็อกทางเศรษฐกิจ หรือเสถียรภาพด้านราคามีปัญหา แต่การมีอัตราดอกเบี้ยต่ำมากเกินไปก็มีผลกระทบเช่นกัน จึงเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันมีความเหมาะสมกับสถานการณ์
ขณะเดียวกัน ต้นทุนทางธุรกิจของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอยู่ในระดับสูง ทำให้สถาบันการเงินเน้นปล่อยสินเชื่อให้ผู้ประกอบการรายใหญ่เป็นหลัก ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่หันมากู้เงินจากธนาคารมากขึ้น ส่งผลให้สินเชื่อขนาดใหญ่เติบโต แต่สินเชื่อเอสเอ็มอียังชะลอตัว
“การลดดอกเบี้ยจึงช่วยผู้กู้ในภาพรวม แต่ไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือคนเฉพาะกลุ่มได้ ขณะที่นโยบายการคลังสามารถดำเนินมาตรการแบบเฉพาะจุดได้ ส่วนผลของนโยบายการเงินจะส่งผ่านไปยังการบริโภคและการลงทุน และต้องใช้เวลาประมาณ 8-12 เดือนจึงจะเห็นผลในระบบเศรษฐกิจ”
นายวิทัยกล่าวด้วยว่า ปัจจุบันทุกคนอยู่ในโลกที่มีความเสี่ยงเกิดขึ้นตลอดเวลา นอกจากความเสี่ยงจากการเติบโตของจีดีพีที่ลดลงแล้ว ในอดีตวิกฤตอาจเกิดขึ้นประมาณ 1 ครั้งในรอบ 10 ปี แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเกิดวิกฤตขึ้นถึง 5 ครั้ง
ทั้งสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน โควิด-19 สงครามยูเครน ความขัดแย้งทางการค้า และความขัดแย้งในอิหร่าน โดยประเทศไทยจำเป็นต้องมีความพร้อมรับมือและปรับตัวต่อความผันผวนตลอดเวลา หรือสร้าง Resilience ให้กับเศรษฐกิจ โดยการทรานส์ฟอร์มประเทศให้ทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลง และทำให้เศรษฐกิจไทยมีความแข็งแรงมากขึ้น
ทั้งนี้จากปัญหาดังกล่าว ธปท.ได้ออกมาตรการเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างใน 4 เรื่องหลัก ได้แก่ การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและเอสเอ็มอี การเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ การให้บริการทางการเงินอย่างเป็นธรรม และการแก้ปัญหาเงินเทา ทำให้ธปท.เตรียมออกมาตรการใหม่เพื่อกำกับดูแลธุรกิจ “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” (Buy Now Pay Later : BNPL) และเตรียมกำกับนอนแบงก์ 3,624 แห่ง

