เฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ส่งสัญญาณมีโอกาสขึ้นอีก จับตาเงินเฟ้อยังไม่คลาย
บล.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ เผยผลประชุมเฟดมีมติเอกฉันท์ 12-0 ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ขณะที่ Dot Plot สะท้อนกรรมการส่วนใหญ่ยังเห็นควรขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยอีก 1 ครั้ง หลังเศรษฐกิจและตลาดแรงงานสหรัฐยังแข็งแกร่ง ขณะที่เงินเฟ้อช่วงฤดูร้อนไม่ลดลงตามคาด
นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ 12 ต่อ 0 ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 3.75-4.00%
แถลงการณ์ของเฟดรอบนี้มีเนื้อหาค่อนข้างสั้น โดยประเมินว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังขยายตัวแข็งแกร่ง แม้ความไม่แน่นอนอยู่ในระดับสูง การใช้จ่ายภายในประเทศยังแข็งแกร่ง ขณะที่ผลิตภาพ การลงทุน และตลาดแรงงานยังอยู่ในระดับแข็งแกร่งเช่นกัน
สำหรับประมาณการอัตราดอกเบี้ยของกรรมการเฟด หรือ Dot Plot ค่ากลางอัตราดอกเบี้ยปี 2569 อยู่ที่ 4.125% สะท้อนโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้
นายประกิตตั้งข้อสังเกตว่า กรรมการ 16 จากทั้งหมด 18 คน เห็นควรให้ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1 ครั้ง มีเพียง 2 คนที่มองว่าควรคงอัตราดอกเบี้ย ส่วนปี 2570 ค่ากลาง Dot Plot ยังอยู่ที่ 4.125% แต่มีกรรมการ 8 คนที่มองว่าควรปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง สู่ระดับ 4.375%
ขณะเดียวกัน เฟดปรับประมาณการเศรษฐกิจ โดยคาด Real GDP จะขยายตัว 2.3% ในปีนี้ และ 2.4% ในปีหน้า ส่วนเงินเฟ้อ PCE ทั่วไปคาดอยู่ที่ 3.7% ในปีนี้ ก่อนลดลงเหลือ 2.3% ในปีหน้า ขณะที่อัตราการว่างงานคาดอยู่ที่ประมาณ 4.1%
สำหรับการแถลงข่าวของ Kevin Warsh ประเด็นสำคัญอยู่ที่เหตุผลในการขึ้นดอกเบี้ย ท่ามกลางเงินเฟ้อที่ส่วนหนึ่งเกิดจากปัจจัยด้านอุปทาน โดยเฉพาะราคาพลังงาน ซึ่งเฟดไม่สามารถควบคุมราคาน้ำมันหรืออาหารได้โดยตรง แต่หน้าที่สำคัญคือป้องกันไม่ให้เงินเฟ้อจากปัจจัยดังกล่าวลุกลามไปสู่ผลกระทบรอบสองและรอบสามในระบบเศรษฐกิจ
ส่วนคำถามว่าเฟดจะเข้าสู่วงจรขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องหรือไม่ Warsh ระบุว่า เฟดจะไม่ตัดสินใจล่วงหน้าเกี่ยวกับการประชุมครั้งต่อ ๆ ไป โดยการตัดสินใจจะพิจารณาจากหลักการและสภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง
นอกจากนี้ เฟดยืนยันว่าการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการเดินตามตลาดการเงิน แม้ก่อนการประชุมตลาดให้น้ำหนักโอกาสขึ้นดอกเบี้ยไว้สูงถึง 90% โดยเฟดตัดสินใจจากการประเมินภาวะเศรษฐกิจและแนวโน้มการจ้างงานเป็นหลัก แม้จะติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดการเงินอย่างใกล้ชิดก็ตาม
ในขณะที่คำถามสำคัญว่า อะไรเปลี่ยนแปลงไปจนทำให้เฟดตัดสินใจจากการคงดอกเบี้ยมาเป็นการขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้ Warsh ระบุถึง 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ตัวเลขเศรษฐกิจและตลาดแรงงานที่สะท้อนว่าเศรษฐกิจแข็งแกร่งขึ้น ทิศทางเงินเฟ้อในช่วงฤดูร้อนที่ไม่ได้ปรับตัวดีขึ้นตามที่คาด และความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น
ทั้ง 3 ปัจจัยนำไปสู่การตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยด้วยมติเอกฉันท์ในครั้งนี้
ส่วนระดับดอกเบี้ยในปัจจุบัน Warsh ระบุว่า ยังยากที่จะอธิบายว่าสภาวะทางการเงินอยู่ในระดับเข้มงวดมโดยมองการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้เป็นการถอนนโยบายผ่อนคลายออกบางส่วน เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายด้านเงินเฟ้อ
ขณะเดียวกัน เฟดไม่ได้ให้น้ำหนักกับข้อมูลเศรษฐกิจรายเดือนเพียงตัวเลขใดตัวเลขหนึ่ง เนื่องจากข้อมูลรายเดือนมีความผันผวนสูง การพิจารณานโยบายจึงต้องมองทิศทางและแนวโน้มโดยรวมมากกว่าอาศัยข้อมูลเพียงจุดเดียว
สำหรับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะยาว โดยเฉพาะพันธบัตรอายุ 10 ปี ที่ปรับตัวสูงขึ้น Warsh มองว่ามาจาก 3 ปัจจัย ได้แก่ ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ การแข่งขันแย่งชิงเงินทุนจากการลงทุนขนาดใหญ่ในเทคโนโลยี AI ของกลุ่ม Hyperscalers และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์
ส่วนผลกระทบต่อตลาดแรงงาน แม้เงินเฟ้อส่วนหนึ่งมาจาก Supply Shock ทั้งพลังงานและภาษีนำเข้า แต่เฟดไม่เชื่อว่าจำเป็นต้องทำให้ตลาดแรงงานอ่อนแอลงเพื่อดึงเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย เนื่องจากอัตราการว่างงานในปัจจุบันยังสอดคล้องกับภาวะการจ้างงานเต็มที่
เฟดมองว่าเป้าหมายด้านการจ้างงานและเสถียรภาพราคายังสามารถดำเนินควบคู่กันได้ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

