อ่านเกมทรัมป์ทารีฟ (Trump Tariff) หลังคำตัดสิน Learning Resources, Inc. v. Trump
คอลัมน์ : นอกรอบ ณรัณ โพธิ์พัฒนชัย ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ผลกระทบของกฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เจ้าของเพจเฟสบุ๊ค Narun on Fintech Law
“เราต้องพิจารณาว่า กฎหมายแม่บทว่าด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (International Emergency Economic Powers Act: IEEPA) ให้อำนาจประธานาธิบดีในการกำหนดภาษีศุลกากรหรือไม่”
นี่คือประโยคแรกในความเห็นของศาลสูงสุด (US Supreme Court) ที่เขียนโดยประธานศาล จอห์น โรเบิร์ตส์ ในคดี Learning Resources, Inc. v. Trump ซึ่งมีคำพิพากษาในวันนี้ 20 กุมภาพันธ์ 2026 คดีนี้เกิดจากการคัดค้านมาตรการภาษีในวงกว้างที่ประธานาธิบดีทรัมป์เลือกใช้ในการทะลายกฎกติกาการค้าโลกเดิมและใช้มาตรการดังกล่าวสร้างกฎกติกาโดยทีมกฎหมายของทรัปม์อ้างว่า IEEPA ให้อำนาจในการ “กำกับดูแล… การนำเข้า (regulate ….. importation)” แปลว่าฝ่ายบริหารสามารถกำหนดกำแพงภาษีนำเข้าได้โดยไม่ต้องพึ่งความเห็นหรือการรับรองของสภา
คำตัดสินของศาล US Supreme Court
การตัดสินของศาลในประเด็นว่าประธานาธิบดีมีอำนาจดังกล่าวหรือไม่นั้น เสียงส่วนใหญ่ 6 เสียง (ได้แก่ประธานศาลโรเบิร์ตส์ ผู้พิพากษาบาร์เร็ต และผู้พิพากษากอร์ซิช ซึ่งเป็นกลุ่มอนุรักษ์นิยมในศาลสูงสุดเห็นด้วยกับกลุ่มเสรีนิยมอีก 3 ท่าน ทำให้ผู้พิพากษาฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่เหลือ 3 ท่าน กลายเป็นเสียงส่วนน้อย) สรุปได้ดังนี้
ประธานาธิบดีอ้างอำนาจพิเศษในการกำหนดภาษีศุลกากรเหนือการนำสินค้าเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างไม่มีขีดจำกัดทั้งในด้านอัตราภาษี กรอบระยะเวลาการเก็บภาษี และขอบเขตการบังคับใช้ภาษีดังกล่าว แต่เมื่อพิจารณาจากจุดมุ่งหมาย เหตุผลของการยกร่างกฎหมาย และบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง ศาลตัดสินว่า ประธานาธิบดีมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องได้รับมอบอำนาจจากรัฐสภา (US Congress) อย่างชัดแจ้งก่อนที่จะใช้อำนาจดังกล่าวในการกำหนดภาษีการนำเข้าสินค้าได้ และเมื่อสภาออกกฎหมายเพื่อให้อำนาจดังกล่าวแก่ฝ่ายบริหาร กฎหมายที่ให้อำนาจนั้นจะกำหนดอัตราภาษีไว้อย่างชัดเจน ภายใต้กรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า และมีขอบเขตการบังคับที่จำกัด (“explicit terms and subject to strict limits”) ดังนั้น บทบัญญัติของ IEEPA ที่ให้อำนาจในการ “กำกับดูแล… การนำเข้า” แก่ประธานาธิบดีนั้นจึงไม่สามารถถูกตีความได้ว่าเป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจแก่ฝ่ายบริหารในการกำหนดภาษีศุลกากรในลักษณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์ใช้อำนาจ และที่สำคัญ ไม่ว่าจะตีความกฎหมายอย่างไร การกำหนดภาษีอากรต้องได้ความยินยอมหรือการอนุมัติจากสภาผ่านการออกกฎหมายอย่างชัดแจ้งก่อนเสมอ
ผู้พิพากษาเสียงส่วนใหญ่ยังกล่าวต่อไปอีกว่า IEEPA ไม่มีข้อความใดกล่าวถึงภาษีศุลกากรหรืออากรเลย นอกจากนั้นรัฐบาลก็ไม่สามารถอ้างถึงกฎหมายฉบับอื่นใดที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารในการ “กำกับดูแล (regulate)” เพื่อมอบอำนาจในการจัดเก็บภาษีศุลกากรนำเข้าได้ และที่สำคัญ เมื่อพิจารณาแนวทางการกำหนดภาษีประเภทใหม่ซึ่งรัฐธรรมนูญให้อำนาจแก่สภาคองเกรส ที่ผ่านมาจึงยังไม่เคยมีประธานาธิบดีคนใดตีความว่า IEEPA ให้อำนาจเช่นนั้น
ผลที่จะตามมาของคำตัดสิน Learning Resources, Inc. v. Trump
ประการแรกและเป็นผลที่จัดเจนที่สุดจากคำตัดสินนี้คือ ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่สามารถใช้อำนาจตามกฎหมายแม่บทว่าด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) เพื่อกำหนดอัตราภาษีศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้าได้อีกต่อไป แต่ปัญหาสำคัญที่คำตัดสินนี้ไม่ได้พูดถึงเลยคือ จะทำอย่างไรกับรายได้ภาษีที่เก็บมาแล้ว โดยหลักกฎหมายทั่วไปแล้ว หากรัฐบาลเก็บภาษีจากประชาชนโดยปราศจากอำนาจในการเก็บภาษีดังกล่าวหรืออ้างฐานอำนาจในการเก็บภาษีไม่ถูกต้อง ประชาชนที่จ่ายภาษีมีสิทธิตามกฎหมายในการฟ้องเรียกร้องจากศาลให้มีคำพิพากษาสั่งให้รัฐบาลนำรายได้ภาษีนั้นส่งคืนแก่ประชาชน และรัฐบาลอาจมีหน้าที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยจากการเก็บภาษีดังกล่าวตามอัตราตลาด (market rate) อีกด้วย ข้อมูลล่าสุดจากการประมาณการณ์ของ Warton Business School เผยว่าสหรัฐฯ มีรายได้จากการเก็บภาษีศุลกากรตามนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์อย่างน้อยกว่าหนึ่งแสนแปดหมื่นล้านดอลลาร์หรือกว่า 5.7 ล้านล้านบาท ในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา บริษัทค้าปลีกและธุรกิจขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ เช่น Costco Bumble Bee และ Alcoa เริ่มยื่นฟ้องรัฐบาลในเรื่องนี้ด้วยจุดประสงค์เพื่อรักษาสิทธิ์ของตนในกรณีที่รัฐบาลต้องคืนรายได้ภาษีดังกล่าว
ในเรื่องนี้ เนื่องจากการคืนรายได้ภาษีศุลกากรไม่ใช่ประเด็นที่ศาล US Supreme Court พิจารณาในคดีนี้ ทั้งประธานาธิบดีทรัมป์และผู้เกี่ยวข้องในฝ่ายรัฐบาลได้ออกมาพูดอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลจะไม่คืนรายได้จากการเก็บภาษีดังกล่าว และจะต่อสู่คดีในศาลอย่างถึงที่สุดหากมีผู้ฟ้องร้องเพื่อเรียกร้องเงินคืนจากการโดนเก็บภาษี
สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ที่โดนเก็บภาษีไปเป็นจำนวนมาก อาจตัดสินใจเดินหน้าฟ้องร้องต่อสู้กับรัฐบาลแม้ว่าจะต้องใช้เวลานานหลายปีและทุนทรัพย์เพื่อต่อสู้คดี
แต่สำหรับบริษัทหรือผู้ประกอบการขนาดเล็กซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากการเก็บภาษีดังกล่าว การต่อสู้เพื่อเรียกร้องรายได้ที่สูญเสียไปอาจจะไม่คุ้มค่า
ดังนั้น คำตัดสินของศาลในครั้งนี้อาจเป็นเพียงชัยชนะทางความรู้สึก (moral victory) เท่านั้น
อ่านหมากตัวต่อไปของประธานาธิบดีทรัมป์
หมากเกมนี้ยังไม่จบง่าย ๆ
หากใครฟังสัมภาษณ์ของประธานาธิบดีทรัมป์ที่เผยแพร่ทันทีหลังจากมีคำตัดสินของศาลคือ ทรัมป์เห็นว่าคำตัดสินนี้มีผลเชิงแคบ หรือเป็นเพียงการตีความความหมายและแนวทางการใช้กฎหมาย IEEPA เท่านั้น นอกจากนั้น คำตัดสินยังกล่าวชัดเจนว่า ศาลไม่ได้พิจารณาว่า รัฐบาลมีสิทธิในการกำหนดอัตราภาษีศุลกากรในลักษณะที่ดำเนินการอยู่หรือไม่ (“We claim no special competence in matters of economics or foreign affairs. We claim only, as we must, the limited role assigned to us by Article III of the Constitution. Fulfilling that role, we hold that IEEPA does not authorize the President to impose tariffs.”)
นอกจากนั้น ทรัมป์ยังเห็นว่า มีบทบัญญัติทางกฎหมายอื่น ๆ อีกมากที่สามารถนำมาปรับใช้เพื่อกำหนดอัตราภาษีศุลกากรสำหรับสินค้านำเข้าประเทศ ซึ่งสำหรับทรัมป์ เป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดในการสร้างอำนาจต่อรองทางการเมืองทั้งในประเทศและบนเวทีโลก ไม่ว่าจะเป็น
มาตรา 232 ของกฎหมายแม่บทว่าด้วยการขยายตัวทางการค้า (Trade Expansion Act of 1962) ที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารกำหนดภาษีสินค้านำเข้าประเภทเหล็กกล้าและอลูมิเนียมเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องภายในประเทศ
มาตรา 301 ของ Trade Act of 1974 ที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารในการกำหนดกำแพงภาษีสำหรับสินค้าที่นำเข้าจากบางประเทศที่มีนโยบายการค้าที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะประเทศจีน
สุดท้าย ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศแล้วว่าจะลงนามในคำสั่งทางบริหารเพื่อนำมาตรา 122 แห่งกฎหมายแม่บทด้านการค้า (Trade Act of 1974) ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีในการตั้งกำแพงภาษีศุลกากรได้ถึง 15% มาใช้เพื่อเก็บภาษีสำหรับสินค้านำเข้าจากทั่วโลกในอัตรา 10% อย่างไรก็ดี ภาษีตามมาตรานี้มีอายุเพียง 150 วัน หลังจากนั้นต้องได้รับความยินยอมจากสภาคองเกรส
สงครามนี้ยังไม่จบ นับศพทหารยังไม่ได้ครับ

