เศรษฐกิจเอเชียปี’69 โตแกร่ง อานิสงส์ AI หนุน จับตาน้ำมันแพง-สงครามการค้า

เศรษฐกิจเอเชียปี’69 โตแกร่ง อานิสงส์ AI หนุน จับตาน้ำมันแพง-สงครามการค้า
ภาพประกอบข่าว

SCB EIC มองเศรษฐกิจเอเชียปี 2569 ยังเติบโตแข็งแกร่ง รับแรงหนุนจากวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์และการลงทุน AI ทั่วโลก ขณะที่ราคาน้ำมันสูง สงครามการค้า และภาวะการเงินตึงตัวเป็นความเสี่ยงสำคัญ ชี้ไทยมี 3 โอกาสต่อยอดจากการเติบโตของภูมิภาค ทั้งขยายตลาด เชื่อมห่วงโซ่อุปทาน และยกระดับสู่ศูนย์กลางการผลิต-บริการเอเชีย

นายนนท์ พฤกษ์ศิริ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจเอเชียในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวแข็งแกร่ง โดยมีแรงหนุนสำคัญจากวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์และการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เร่งตัวทั่วโลก ช่วยผลักดันความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในภูมิภาค

นนท์ พฤกษ์ศิริ

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจเอเชียยังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐ และภาวะการเงินที่ตึงตัวขึ้น โดยผลกระทบต่อแต่ละประเทศจะแตกต่างกันตามโครงสร้างพลังงาน ฐานการส่งออก และบทบาทในห่วงโซ่อุปทาน AI โลก

ขณะที่สงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อมีแนวโน้มทำให้ราคาน้ำมันโลกอยู่ในระดับสูง และส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิตและเงินเฟ้อของประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงาน ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางบางประเทศต้องทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีเพิ่มเติมของสหรัฐยังเป็นความเสี่ยงต่อฐานการผลิตและภาคส่งออกของเอเชีย แต่การลงทุนด้าน AI ที่เร่งตัวทั่วโลกยังเป็นแรงช่วยพยุงเศรษฐกิจ ผ่านความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

สำหรับเศรษฐกิจหลักของเอเชีย SCB EIC มองว่าแต่ละประเทศยังมีจุดแข็งที่สามารถต่อยอดการเติบโตได้แตกต่างกัน โดย จีน เร่งนำ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและรักษาความสามารถในการแข่งขัน ส่งผลให้ภาคส่งออกยังขยายตัวได้ดี แม้เผชิญแรงกดดันทางการค้าจากสหรัฐ แต่เศรษฐกิจยังมีจุดเปราะบางจากภาคอสังหาริมทรัพย์และการบริโภคในประเทศที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ ทำให้ยังต้องพึ่งพาการผลิตและการส่งออกเป็นหลัก

ด้าน ญี่ปุ่น กำลังมีสัญญาณหลุดพ้นจากภาวะเงินเฟ้อต่ำที่ยืดเยื้อมานาน จากกำไรภาคธุรกิจและค่าจ้างที่เติบโตต่อเนื่อง แต่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ อาจกระทบต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายและเพิ่มความผันผวนในตลาดการเงินโลก เนื่องจากนักลงทุนญี่ปุ่นถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐในมูลค่าสูง

ขณะที่อินเดียมีศักยภาพเติบโตสูงจากการบริโภคในประเทศและภาคบริการ และมีแนวโน้มก้าวขึ้นเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 3 ของโลกในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แต่ยังต้องเร่งสร้างฐานการผลิตและลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ในสัดส่วนสูง

ส่วน อาเซียน มีแนวโน้มเติบโตสูงกว่าเศรษฐกิจโลก จากเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และบทบาทที่เพิ่มขึ้นในห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์และ AI รวมถึงการกระจายฐานการผลิตเข้ามาในภูมิภาค

อย่างไรก็ดี อาเซียนกำลังเผชิญความท้าทายสองด้านพร้อมกัน ทั้งการแข่งขันจากสินค้าจีนในตลาดภายในประเทศ และความเสี่ยงที่สหรัฐจะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าและการส่งผ่านสินค้า (Transshipment) จากจีน ทำให้ความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับจีนที่เพิ่มขึ้นเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงของอาเซียน

สำหรับประเทศไทย การอยู่ในภูมิภาคที่เศรษฐกิจยังเติบโตสูงเปิดโอกาสสำคัญให้ไทย 3 ด้าน ได้แก่ 1.ขยายตลาดสินค้า บริการ และการท่องเที่ยวไปยังประเทศเอเชียที่มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น 2.เชื่อมโยงกับการลงทุนและห่วงโซ่อุปทานใหม่ของภูมิภาค และ 3.ยกระดับบทบาทของไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการผลิต การขนส่ง และบริการของเอเชีย

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนโอกาสเหล่านี้ให้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย จำเป็นต้องเร่งพัฒนาทักษะแรงงาน เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงเพิ่มความสามารถของผู้ประกอบการไทยให้สามารถเข้าไปอยู่ในกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚