จ่อขยับภาษีบุหรี่-รถ EV ‘สรรพสามิต’ ทิ้งไพ่เก็บรายได้โค้งท้าย

จ่อขยับภาษีบุหรี่-รถ EV ‘สรรพสามิต’ ทิ้งไพ่เก็บรายได้โค้งท้าย
ภาพประกอบข่าว

กระทรวงการคลังรายงานผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ต.ค. 2568 – ก.ค.2569) รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ จำนวน 2,365,717 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 44,830 ล้านบาท หรือ 1.9% และสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 5%

ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวกรมสรรพสามิตเก็บรายได้สุทธิ จำนวน 476,658 ล้านบาท ต่ำเป้าไป 4,959 ล้านบาท หรือต่ำเป้า 1% ขณะที่ภาพรวมทั้งปีงบประมาณนี้กรมสรรพสามิตได้รับเป้าหมายจัดเก็บรายได้ภาษีที่ 578,200 ล้านบาท ขณะที่ปีงบประมาณ 2570 ได้รับเป้าหมายจัดเก็บราว 6.1 แสนล้านบาท

สรรพสามิตชงแผนอัพรายได้

ล่าสุด “พรชัย ฐีระเวช” อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวในการแถลงกับสื่อมวลชนว่า ถึงสิ้นปีงบประมาณนี้มั่นใจว่าผลการจัดเก็บรายได้จะดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งมาจากการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ เพิ่มการใช้เครื่องมือทางภาษี เช่น Tax Map หรือแผนที่ภาษี รวมทั้งการประกาศราคาขายปลีกแนะนำที่เหมาะสมมากขึ้น

“ตัวเลขในปีนี้จะใกล้เคียงเป้ามาก จากความสามารถของกรมเป็นตัวตั้ง บวกกับมาตรการภาษีที่ได้เสนอไปที่กระทรวงการคลังแล้ว ซึ่งขณะนี้กระทรวงอยู่ระหว่างรวบรวมทำแผนแนวทางการปฏิรูปภาษีภาพรวม เพื่อเสนอรัฐบาล”

ชูเก็บภาษีบุหรี่ “อัตราเดียว”

โดยแผนการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่เป็นอัตราเดียว (Single Tier) ที่เคยชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 นั้น ขณะนี้ผ่านขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็น (Hearing) ตามขั้นตอนทางกฎหมายแล้ว แต่เนื่องจากการตัดสินใจระดับนโยบายต้องการความเห็นจากภาควิชาการ ซึ่งอยู่ระหว่างรวบรวมประมวลผล คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือน ต.ค. นี้

“เรื่องนี้พ้นจากกรมสรรพสามิตไปอยู่ที่กระทรวงการคลังแล้ว กระทรวงอยู่ระหว่างประเมินผล เพราะฉะนั้นความชัดเจนจะอยู่ในช่วงเดือน ต.ค. เป็นต้นไป ว่าจะเดินหน้าในลักษณะใดต่อไป”

ปัจจุบันจัดเก็บภาษีบุหรี่ 2 อัตรา คือ อัตรา 25% สำหรับบุหรี่ราคาขายปลีกไม่เกิน 72 บาทต่อซอง และอัตรา 42% สำหรับบุหรี่ราคาขายปลีกเกิน 72 บาทต่อซอง ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้ภาษีบุหรี่ที่ลดลง 1-2 หมื่นล้านบาทต่อปี เนื่องจากผู้บริโภคกระจุกตัวที่บุหรี่อัตราภาษีต่ำ

นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดปัญหาบุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้า

เลิกยกเว้นภาษีส่งออกยาสูบ

“พรชัย” กล่าวว่า กรมสรรพสามิตมุ่งเน้นการสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายทั้งทางบกและทางทะเล โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง กรมศุลกากร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง พร้อมขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง มีการทำงานเชิงรุก ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data Driven Enforcement) เพื่อประเมินความเสี่ยงและกำหนดมาตรการที่เหมาะสมกับลักษณะปัญหาแต่ละพื้นที่

ซึ่งในช่วง 11 เดือนแรก กรมสรรพสามิตดำเนินการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายสรรพสามิต โดยจับกุมดำเนินคดีได้รวม 35,739 คดี เพิ่มขึ้น 5.84% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีการเปรียบเทียบปรับและประมาณการค่าปรับรวม 6,274.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.98% โดยสินค้ายาสูบยังเป็นสินค้าที่พบการกระทำผิดสูงสุด รองลงมาคือสุราและน้ำมัน

อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการผลิต เพื่อส่งออกยาสูบไปยังต่างประเทศ ด้วยการยกเว้นการเก็บภาษี เพื่อให้สามารถส่งออกไปขายและแข่งขันกับต่างประเทศได้ สำหรับกรณีที่ส่งออกไปยังประเทศห่างไกลมักไม่พบปัญหา แต่การส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีพรมแดนติดกัน พบปัญหาการเวียนสินค้ากลับเข้ามาผ่านทางช่องทางธรรมชาติ เพื่อนำกลับมาขายในประเทศ

“ในเมื่อเป็นสินค้ายกเว้นภาษีทำให้ต้นทุนในการส่งออกไปถูก สินค้าที่เวียนกลับเข้ามาก็มีราคาถูก คนที่ลักลอบนำเข้ามานำไปขายก็ได้กำไร ขายถูกกว่าปัจจุบันก็ได้กำไร”

“พรชัย” กล่าวว่า กรมสรรพสามิตจึงเปิดรับฟังความคิดเห็นการยกเลิกการยกเว้นภาษี เป็นเวลา 30 วัน โดยจะใช้วิธีเก็บภาษีก่อนแล้วให้นำเอกสารหลักฐานมายื่นขอคืนภาษีภายหลัง เพื่อป้องกันการใช้ประโยชน์และฉกฉวยโอกาสจากสิ่งที่รัฐบาลใช้เพื่อส่งเสริมการแข่งขันการค้ากับต่างประเทศ เพื่อหารายได้ให้ตัวเอง ทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้

ปรับภาษีรถยนต์ชงบอร์ด EV

ขณะที่ในส่วนภาษีรถยนต์ “อธิบดีกรมสรรพสามิต” กล่าวว่า กระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างหารือรายละเอียดหลักการ เพื่อดำเนินการเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (EV Board) แล้วจากนั้นจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป โดยขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการเรื่องรายละเอียดอยู่

ซึ่งเรื่องนี้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง และนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง มีนโยบายให้ยึด 3 หลักการ เกี่ยวกับนโยบายรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ประกอบด้วย 1.ไม่เป็น Import Friendly กล่าวคือ ไม่นำเข้ารถไฟฟ้าอย่างเดียว แต่ต้องสร้างบรรยากาศให้เกิดการดึงดูดการลงทุน และต้องไม่เป็นการนำเข้าอย่างไม่เกิดประโยชน์

“ต้องนำเข้าเพื่อดึงดูดให้เกิดบรรยากาศการลงทุน ซึ่งประเทศไทยมีไลน์การผลิต มีผู้ผลิตเป็น มีแรงงานการผลิตแล้ว เราเคยเป็นจุดศูนย์กลาง เป็น Detroit of Asia ทำไมจะเป็น Detroit of Asia ของรถอีวีอีกไม่ได้”

2.ขยายสเกลการผลิตยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในประเทศให้สูงขึ้น เพื่อให้ไทยเป็น “Export Hub” ส่งออกไปต่างประเทศ

และ 3.ใช้ Local Content ที่มี Value Added มากขึ้น สายการผลิตของผู้ที่เกี่ยวข้องใน Value Chain จะไม่ใช่ทำแค่เย็บเบาะหนัง ทำยางหุ้ม หรือคันจับ แต่ต้องเป็น Value Chain เน้นชิ้นส่วนในไทยให้มากขึ้น ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากนักลงทุนต่างประเทศช่วยผลักดัน

“อธิบดีกรมสรรพสามิต” ให้ข้อมูลว่า ช่วงปี 2565-2569 มีโรงงานที่เข้าร่วมมาตรการ EV3.0 และ EV3.5 ประมาณ 9-10 โรงงาน อาทิ BYD, MG, GWM ซึ่งตั้งโรงงานผลิตรถอีวีในไทย และมีการจ้างงาน 2.5 หมื่นคน มีการลงทุนราว 1.4 แสนล้านบาท จำนวนการผลิตรถอีวีในประเทศ 1.7 แสนคัน

“ผมไม่ปฏิเสธว่าควรลดการนำเข้ารถไฟฟ้า เพราะเทคโนโลยีส่วนหนึ่งเริ่มอิ่มตัวและเราสามารถผลิตได้ อย่างไรก็ดี การมองแค่ลด หรือเพิ่มภาษี เป็นการมองแค่ Snapshot แต่อยากให้มองว่าเรื่องนี้อยู่ในไปป์ไลน์ของกระทรวงการคลังที่คิดมานาน ตั้งแต่ตอนทำ EV3.0 แล้ว เพียงแต่เป็นช่วงจังหวะพอดีที่จะต้องปรับก้าวเข้าสู่การเป็น Export Hub การใช้ Local Content ที่มี Value Added มากกว่าขันนอตตัวเดียว” อธิบดีกรมสรรพสามิตกล่าว

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚