กำไร บจ.ไทยไตรมาสแรกสุดปัง โบรกฯฟันธงพีกสุด-พ.ร.ก.กู้เงินหนุน SET

กำไร บจ.ไทยไตรมาสแรกสุดปัง โบรกฯฟันธงพีกสุด-พ.ร.ก.กู้เงินหนุน SET
ภาพประกอบข่าว

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมประกาศกำไร บจ.ไตรมาสแรกสูงกว่าคาด “เอเซีย พลัส” มองเป็นไตรมาสที่กำไร บจ. “สูงสุดตลอดกาล” แรงหนุน Stock Gain กลุ่มพลังงาน-ปิโตรเคมี คาดทั้งปี 1.2 ล้านล้าน แจงคงประเมิน SET EPS ที่ 95 บาทต่อหุ้น เหตุมองภาพครึ่งปีหลังกำไร บจ.ย่อตัวลง ขณะที่ “กสิกรไทย” มอง 5 เซ็กเตอร์หลักหนุนกำไร Q1 ชี้แนวโน้มมีโอกาสปรับประมาณการ “Upside” ได้อีก-เม็ดเงิน พ.ร.ก. 2 แสนล้านหนุน SET ครึ่งปีหลังไปต่อได้

แหล่งข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างสรุปผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่รายงานงวดไตรมาส 1/2569 กันเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นไตรมาสที่ออกมาดีกว่าคาด ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการประกาศในเร็ว ๆ นี้

นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) เปิดเผยว่า กำไรบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (บจ.) งวดไตรมาส 1/2569 ที่ออกมาประมาณ 3.7 แสนล้านบาท ถือว่า “กำไรสูงสุดตลอดกาล” (All Time High) ขณะที่ประมาณกำไรทั้งปีอยู่ที่ 1.2 ล้านล้านบาท ทำให้มีโอกาสที่จะเห็นการปรับประมาณการกำไรเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้าได้ โดยหากประเมินกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ของตลาดหุ้นไทย (SET) จะอยู่ที่ 95 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นการคงประมาณการไว้เท่าเดิม แม้ว่า Consensus จะเริ่มเห็นการปรับประมาณการ EPS เพิ่มขึ้น จากเดิมที่อยู่ที่ 89 บาทต่อหุ้น ไปเป็น 98 บาทต่อหุ้นกันแล้ว

“ไตรมาส 1 ที่ผ่านมา กำไรสูงสุดตลอดกาล ไม่เคยมีไตรมาสไหนที่เคยได้กำไรขนาดนี้ ถือว่าทำได้ดี คิดเป็นประมาณ 29% ของประมาณการกำไรทั้งปี ซึ่งเซ็กเตอร์ที่ทำกำไรได้ดีเป็นพิเศษก็จะเป็นพวกกลุ่มพลังงาน กลุ่มปิโตรเคมี โดยการที่เรายังประเมิน EPS ไว้ที่เดิม ก็เพราะว่าไตรมาสแรกกำไรปรับขึ้นมา เพราะพวก Stock Gain ต่าง ๆ ดังนั้น มันก็มีโอกาสจะเห็นการย่อตัวลงได้ในช่วงครึ่งปีหลัง ทั้งนี้ ก็จะคล้าย ๆ กับปี 2022 (สงครามรัสเซีย-ยูเครน) กำไร บจ.จะกระโดดในช่วงครึ่งปีแรก”

นายภราดรกล่าวอีกว่า แม้ว่ากำไร บจ.ที่ออกมาดีจะมีส่วนสำคัญมาจาก Stock Gain แต่หากเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นทั้งโลก ก็นับว่าตลาดหุ้นไทยมีภาพที่ดี เพราะเวลาเกิดสงครามส่วนใหญ่ตลาดหุ้นทั่วโลกจะมีการปรับลดประมาณ EPS ลงกัน แต่ตลาดหุ้นไทยด้วยโครงสร้างจะเป็นหุ้นที่อิงกับสินค้าโภคภัณฑ์ และช่วงที่ผ่านมาสงครามทำให้หุ้นกลุ่มดังกล่าวกำไรจะเพิ่มขึ้นถึง 1 ใน 2

“ถือเป็นข้อดีอีกอย่างของตลาดหุ้นไทย ไม่เฉพาะกำไร แต่ในเชิงของการเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ที่เรามีโอกาสถูกปรับลดกำไรน้อยกว่าที่อื่น ๆ และมีโอกาสถูกปรับประมาณการขึ้นด้วยซ้ำ อย่างไรก็ดี ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ยังคงประมาณ EPS ไว้ที่ 95 บาทต่อหุ้น โดยเป้าดัชนีให้ที่ 1,580 จุด ซึ่งดูแล้ว Valuation ตลาดน่าจะตึง ๆ หน่อย แต่หากดูหน้าหุ้นจะเห็นว่าหุ้นไม่ได้ขึ้นทุกตัว ตั้งแต่ที่มีสงครามมาหุ้นจะขึ้นเฉพาะที่อิงกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์กับชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เป็นสำคัญ”

นายภราดรกล่าวด้วยว่า ในช่วงที่เหลือของปี ด้วยภาพสงครามที่อาจจะดูเบาลง หน้าหุ้นก็อาจจะสลับกับช่วงที่ผ่านมา ที่มีสงครามมากว่า 2 เดือน โดยหุ้นที่ขึ้นได้ดีจะเป็นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ขึ้นมาราว 20% กลุ่มปิโตรเคมีขึ้นมา 18% ส่วนหุ้นที่โดนกระทบอย่างกลุ่มท่องเที่ยวที่ปรับลงไป 16% กลุ่มโรงพยาบาลก็ลงไป 16% หรือกลุ่มไฟแนนซ์ที่ลงไป 14%

“เมื่อสงครามเบาลง หน้าหุ้นก็จะเป็นการสลับกันขึ้น พวกที่โดนกดดันมาเยอะ ๆ พวกที่อิงกับภาพการฟื้นตัวของประเทศก็มีโอกาสฟื้นขึ้นมาทดแทน มาร์จิ้นจะกลับมาดีขึ้น เพราะถ้าสงครามยุติ Stock Gain ก็จะเปลี่ยนเป็น Stock Loss กำไรที่เคยให้ไว้ที่ระดับ 3 แสนล้านบาทต่อไตรมาสก็จะน้อยกว่านี้ แต่มันก็จะมีไตรมาสแรกที่ Extra ไป” นายภารดรกล่าว

นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KS กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดสงคราม EPS ตลาดหุ้นไทยอัพเกรดขึ้นมาจาก 93 บาทต่อหุ้นขึ้นมาเป็น 97 บาทต่อหุ้น โดยภาพรวมหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มพลังงาน และกลุ่มปิโตรเคมีในช่วงไตรมาส 1 มาจนถึงไตรมาส 2 ทำได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งก็มีโอกาสที่จะปรับประมาณการ EPS ได้

อย่างไรก็ดี ฝ่ายวิจัย บล.กสิกรไทย ยังคงประมาณการ SET EPS ปี 2569 ที่ 95 บาทต่อหุ้น โดยมองว่ามีโอกาส Upside ที่ 97-98 บาทต่อหุ้น ขณะที่เป้าหมายดัชนี SET มองที่ 1,520-1,580 จุด

“ไตรมาสแรกกำไรที่ออกมาถือว่าดีกว่าคาดประมาณ 7% เฉพาะหุ้นที่ บล.กสิกรไทยวิเคราะห์กำไรอยู่ที่ 2.98 แสนล้านบาท ส่วนแนวโน้มไตรมาส 2 ภาพรวมอาจจะสู้ไตรมาสแรกไม่ได้ อาจจะอยู่ที่ประมาณ 2.4-2.5 แสนล้านบาท อาจจะดรอปลงไป ส่วนหนึ่งก็คือ Eventually Loss ของกลุ่มพลังงานที่อาจจะไม่ได้สูงเท่าไตรมาส 1 แล้วก็พวกเกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างของสูตรหน้าโรงกลั่นก็อาจจะเป็นตัวกดลงไป”

นายสรพลกล่าวว่า ฝ่ายวิจัยได้ปรับเพิ่มประมาณการอัตราการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจ (GDP) ขึ้นมาที่ราว 2% ซึ่งปัจจัยสำคัญมาจากการมีเม็ดเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินลอตแรก 2 แสนล้านบาท รวมถึง GDP ไตรมาสแรกที่ออกมาโตดีกว่าคาดที่ 2.8% ทำให้คาดว่าการบริโภคและการลงทุนจะขยายตัวได้ดี

“ปีนี้มองว่าจะเป็นปีที่หุ้นไทยน่าจะยังเลี้ยงตัวเองได้ในช่วงครึ่งปีหลัง เพราะว่ามีเม็ดเงิน 2 แสนล้านบาทเข้ามา” นายสรพลกล่าว

บทวิเคราะห์ของ บล.กสิกรไทยชี้ว่า กลุ่มธุรกิจหลักที่ช่วยหนุนให้กำไรไตรมาส 1 ปี 2569 สูงกว่าคาด ได้แก่ กลุ่มพลังงาน (สูงกว่าคาด 6%), ท่องเที่ยว (107%), ICT (13%), พาณิชย์ (12%) และธนาคาร (3.3%)

ขณะที่กลุ่มที่มีกำไรสูงกว่าคาดสูงสุด ได้แก่ กลุ่มท่องเที่ยว (สูงกว่าคาด 107% นำโดย AWC), นิคมอุตสาหกรรม (48% นำโดย WHA และ AMATA),

ประกันภัย (30% นำโดย BLA และ TLI), บรรจุภัณฑ์ (27% นำโดย SCGP), วัสดุก่อสร้าง (19% นำโดย SCC), สื่อ (18% นำโดย ONEE), ปิโตรเคมี (14% นำโดย PTTGC) และอิเล็กทรอนิกส์ (14% นำโดย DELTA และ KCE)

ส่วนกลุ่มที่มีกำไรต่ำกว่าคาดมากที่สุด ได้แก่ กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (ต่ำกว่าคาด 98% นำโดย 3BBIF) และ REIT กลุ่มอุตสาหกรรม (ต่ำกว่าคาด 5% นำโดย FTREIT)

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚