คุยกับ ‘สันติธาร เสถียรไทย’ สิ่งที่ได้จากเวทีประชุม IMF-ธนาคารโลก

คุยกับ ‘สันติธาร เสถียรไทย’ สิ่งที่ได้จากเวทีประชุม IMF-ธนาคารโลก
ภาพประกอบข่าว
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ

บนเวทีการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) หรืองาน “IMF-World Bank Annual Meetings 2026” ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ โดย “ดร.สันติธาร เสถียรไทย” กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำกระทรวงการคลัง ที่ได้ร่วมเป็นวิทยากรในหลายเวที ได้ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ”ถึงแง่มุมที่น่าสนใจและสิ่งที่ได้จากเวทีดังกล่าว

ชู AI กระตุ้นเศรษฐกิจโลก

โดย “ดร.สันติธาร” กล่าวว่า ในงานประชุมครั้งนี้พูดถึงเรื่องปัญญาประดิษฐ์ (AI) เยอะมาก เพราะเป็นหัวข้อสำคัญของธนาคารโลก และ IMF ซึ่งค่อนข้างชัดว่า AI มีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของโลก ทำให้โลกที่แม้ว่าจะเจอเรื่องวิกฤตพลังงาน และดอกเบี้ยสูงขึ้น สามารถทนทานยืดหยุ่นอยู่ได้ ส่วนหนึ่งก็เพราะ AI ช่วยดัน Growth (อัตราการเติบโต) แต่ก็จะเห็นว่า Growth ที่ได้จาก AI ในปัจจุบันมันกระจุกตัวสูง เป็น K ขาบนกับ K ขาล่าง โดย K ขาบน คือ ถ้าคุณอยู่ในภาคการผลิต ห่วงโซ่การผลิตของ AI จะได้รับอานิสงส์เยอะ ได้ประโยชน์เต็ม ๆ แต่ประโยชน์ยังไม่กระจายไปสู่ขาล่าง หรือแม้แต่ขากลาง

“ผมว่าสิ่งที่เขาพูดขึ้นมามันไม่ใช่แค่ตัว K แต่มันเหมือนตัว E มีตัวกลางด้วย และตัวกลางนี่คือ Mass จริง ๆ ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะตกไปอยู่ด้านล่างเหมือนกัน เพราะถูก Disrupt จากงาน ซึ่งเขาบอกว่าอย่าว่า แต่ K ขาล่างเลย จริง ๆ ขากลางนี่แหละ คนที่ทำอาชีพ Professional ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นบัญชี การเงิน กฎหมาย นักเศรษฐศาสตร์เองทั้งหลายนี้ พวกนี้จะถูก Disrupt อย่างมาก”

สิ่งที่เวทีพยายามจะผลักดัน คือ แทนที่จะเน้นว่า จะต้องไปอยู่ในห่วงโซ่การผลิต AI เพื่อให้อยู่ใน K ขาบน แต่จะดีกว่าไหมถ้าใช้โมเดล AI ที่ไม่ต้องเป็น AI ใหญ่ ๆ แพง ๆ ก็ได้ แต่เป็นโมเดลถูก ๆ เรียกว่า Small AI มาใช้กับคนที่ทำอาชีพต่าง ๆ เพื่อช่วยให้เขาเก่งขึ้น มี Productivity ดีขึ้น ลดต้นทุน ขายของเก่งขึ้นและสร้างรายได้ได้จริง ๆ

3 ประเด็นเศรษฐกิจไทยยังโตต่ำ

สำหรับประเด็นที่มองกันว่า ไทยได้อานิสงส์จาก AI แต่ยังโตรั้งท้ายอาเซียนนั้น “ดร.สันติธาร” กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นประเด็นที่สำคัญมาก ซึ่งน่าจะมาจาก 3 สาเหตุ เหตุผลแรก คือ ฐานของ Growth หรือ GDP ของไทยต่ำกว่าที่อื่น เพราะปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่ง AI มาช่วยได้ แต่ไม่ใช่ยาวิเศษที่จะแก้ได้ทุกปัญหา

“ปัญหาหนึ่งของเราตอนนี้ ก็คือ สังคมสูงวัย วัยแรงงานเราไม่ได้โตเหมือนเดิมแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเรามาดูตัวเลขต่าง ๆ จะเห็นเลยว่าประชากรวัยแรงงานที่หายไปมันลบ GDP ไปสักประมาณ 1% เลย และแน่นอนเราก็มีปัญหาโครงสร้างอื่น ๆ ด้วย เพราะฉะนั้นฐานเราต่ำอยู่แล้ว ต่อให้ AI มันมาบวก ก็อาจจะไม่ได้บวกมากจนชนะที่อื่นได้”

ประเด็นต่อมา ดัชนีชี้วัดของไทยวัดถูกต้องหรือไม่ อย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย ปัจจุบันก็ได้อานิสงส์จาก AI เยอะมาก อย่างสิงคโปร์เมื่อก่อนโตได้แค่ 3% ล่าสุดโต 5%

“พอเราไปดูตรงนี้ก็เลยเข้าใจว่าทำไมเขาได้เยอะ แล้วไทยได้น้อย ด้านหนึ่งอาจจะเป็นว่าเขาอยู่ในห่วงโซ่การผลิตลึกกว่าเรา อันนั้นเข้าใจได้ แต่อีกส่วนหนึ่งพอเริ่มมาดูจริง ๆ ก็เริ่มค้นพบเหมือนกันว่าตัววัดของเรา โดยเฉพาะตัววัดดัชนีอุตสาหกรรม มันอาจจะยังไม่ได้รวมพวก AI ทั้งหลายที่อยู่ตรงนี้เข้าไป ซึ่งตอนนี้พอเริ่มเห็นก็จะเห็นภาพตรงนั้นชัดเจนขึ้น ดังนั้น หากไทยมีตัวชี้วัดที่ถูกแล้วเราจะมีภาพคล้าย ๆ กับโลก คือ อาจจะเติบโตดีกว่าที่เราคาด”

ส่วนประเด็นที่สาม ก็คือ มีความเหลื่อมล้ำมาก คือ กระจุกตัวอยู่แค่บางกลุ่มเท่านั้น โดยกลุ่ม K ขาบนมีผู้เล่นตัวใหญ่ ๆ อย่างกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ โฟโตนิกส์ พาวเวอร์อิเล็กทรอนิกส์ หรือพวก PCB เมมโมรี่ ที่เป็นระดับท็อปของโลก

“แต่ว่าการเอา AI มาใช้ช่วยคนตัวเล็กตัวน้อย เอา AI มาใช้ช่วยเรื่องการศึกษา หรือเรื่องการเกษตร เรื่องการท่องเที่ยว เรายังแทบไม่มีเลย ฉะนั้นผมว่ามันก็ทำให้เราเห็นจุดอ่อนของตัวเองชัดเจนขึ้นเช่นกัน”

ยึดวินัยการคลังไม่ใช่ไม่ใช้เงิน

ขณะที่เสียงสะท้อนความกังวลเรื่องการคลังในหลาย ๆ ประเทศ รวมถึงของไทยนั้น “ดร.สันติธาร” มองเรื่องนี้ว่า เรื่องการคลัง เป็นเรื่องที่ผู้เกี่ยวข้องรู้มาอยู่แล้ว ว่าประเทศจะต้องมีความระมัดระวัง ต้องมีวินัยทางการคลังมากขึ้น แต่บริบทที่เปลี่ยนไป และที่ IMF ให้ความสำคัญมาก คือ บริบทของโลก ที่ดอกเบี้ยกำลังเริ่มเป็นขาขึ้น การเงินตึงตัวขึ้น เพราะฉะนั้นใครที่เครดิตไม่ดี เมื่อก่อนอาจจะพอได้เงิน เข้าถึงตลาดเงินได้ แต่ต่อไปอาจจะไม่ได้แบบนั้นแล้ว

“ผมว่านี่คือคำพูดภาพใหญ่ ๆ เลย ที่เขาพูด เขาเตือนทุกประเทศ ไม่ได้เตือนแค่ประเทศใดประเทศหนึ่ง ทีนี้พอมาดูประเทศไทยมันมีทั้งจุดอ่อนและจุดแข็ง จุดแข็งคือ เราไม่ค่อยได้พึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามา เพื่อกู้เงิน โดยเฉพาะตลาดพันธบัตรเท่าไหร่นัก ชัดเจนเลย ดูจากดอกเบี้ยถ้าแบงก์เขากังวลกับใครมากเขาก็คิดดอกเบี้ยแพง ๆ แต่ดอกเบี้ยที่เขาคิดกับไทยดอกเบี้ยไทยพันธบัตร 10 ปี แค่ประมาณ 2.3-2.4% เท่านั้นเอง คือขึ้นมาน้อยมาก ต่ำมาก ในขณะที่อเมริกา 5% กว่าไปแล้ว ฉะนั้นถือว่าเรามีความเชื่อมั่น นอกจากนี้ สถาบันจัดอันดับเครดิต 2 แห่งก็เพิ่งอัพเกรด Outlook ของไทยไป เพราะฉะนั้นโดยรวมเรายังเป็นจุดแข็ง”

“ดร.สันติธาร” กล่าวว่า สิ่งที่ทุกเครดิตเรตติ้งเอเยนซี่ ทุกนักลงทุนที่ตนเองคุยมา จะห่วงไทยเรื่องการคลัง แต่ไม่ได้ห่วงว่าจะถังแตกจนมีปัญหา เป็นวิกฤต แต่ห่วงว่าไทยติดเพดาน จนไม่กล้าใช้เงินไปกับเรื่องควรจะใช้

“คือเรายังต้องการการลงทุน ต้องการพัฒนา พวกโครงสร้างพื้นฐาน ต้องการลงทุนเรื่องคน ต้องการพัฒนาช่วยคนต่าง ๆ มากมายเลยที่มันจะต้องมาคลัง แต่ถ้าเราติดเพดานแล้วเราไม่ใช้เงินในเรื่องที่ถูกต้องเหล่านี้เลย ต่อไปมันก็จะกระทบกับการเจริญเติบโตเศรษฐกิจระยะยาว ศักยภาพเราก็จะตกลง เหมือนคนไม่ออกกำลัง สุดท้ายเราก็ร่างกายอ่อนแอลงเรื่อย ๆ นี่คือสิ่งที่เขากังวล พอเราเข้าใจโจทย์ ก็คือเราต้องมีวินัย แต่วินัยทางการคลังไม่ได้แปลว่าไม่ใช้เงินเลย แต่แปลว่าใช้เงินกับเรื่องที่ควรจะใช้”

ดังนั้น เรื่องวินัยการคลังเป็นเรื่องสำคัญ แต่จากที่คุยกับเครดิตเรตติ้งเอเยนซี่ สิ่งที่เขาบอกคือ ถ้าไทยขยับเพดานหนี้สาธารณะสำหรับเขาไม่ใช่ปัญหา แต่ต้องขยับเพดานแบบมีเหตุผล

“ถ้าขยับเพดาน เพราะต้องการจะลงทุน หรือทำอะไรที่มีประโยชน์กับเศรษฐกิจจริง ๆ เขาไม่มีปัญหาเลย แต่ถ้าคุณขยับเพดานแล้วมันไม่ชัดเจนว่าคุณจะทำอะไร แล้วเหมือนกับคุณจะลดวินัยของตัวเอง แบบนี้จะมีปัญหา”

สิ่งที่ประเทศไทยได้รับ-ต่อยอด

“ดร.สันติธาร” กล่าวว่า สิ่งที่ประเทศไทยจะได้รับจากการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมครั้งนี้มี 3 อย่าง ที่ชัดเจน อันดับแรก คือ การประชุมรอบนี้นับว่าทะลุสถิติ เป็นการประชุมที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง มีคนมาร่วมถึงราว 20,000 คน โดยไทยมีการกำหนด Agenda ด้วย ไม่ได้แค่ฟังอย่างเดียว

“เราบอกเขาด้วยว่าปัญหาที่เราเจอคืออะไร แล้วเราอยากให้พวก IMF อยากให้ World Bank เขาช่วยอะไรเรามากขึ้น ไม่ใช่ช่วยแค่ประเทศไทย แต่ช่วยประเทศแบบเรา ๆ มากขึ้นยังไงบ้าง ฉะนั้นเราให้โจทย์เขาด้วย เราไม่ได้มารับโจทย์จากเขาอย่างเดียว”

นอกจากนี้ การเป็น Partnership ซึ่งสำคัญมาก เพราะว่าทำให้เห็นจุดยืนของประเทศไทย อย่างเวลาจะทำธุรกิจกับใครก็ต้องรู้จักแบรนด์อีกฝ่ายหนึ่งด้วย ว่าเชื่อถือได้ไหม มีศักยภาพไหม เช่นเดียวกันถ้าเราไม่รู้จักเขา เราก็กลัว ไม่กล้าทำธุรกิจด้วย ซึ่งตรงนี้จะเป็นสะพานเชื่อม และต่อยอด ไม่ได้จบแค่ในครั้งเดียว

“เราจับมือกับ World Economic Forum เอาเอกชนจากทั่วโลกมาเจอเอกชนของเรา เพื่อให้มาคุยกัน ว่าเดี๋ยวจะทำอะไรกันต่อ เพราะเดี๋ยวต้นปีหน้ามีประชุมดาวอส ก็จะไปสานต่อกัน ต่อยอดต่อไปได้”

อีกเรื่องก็คือ ซอฟต์พาวเวอร์ของไทยในเวที ที่เป็นภาพที่มหัศจรรย์ และเป็นการสร้างแบรนด์ที่แข็งแรงที่สุด

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚