คลังปั้นโปรเจ็กต์เปลี่ยนผ่านพลังงานรัฐช่วยไฟแนนซ์รถ EV ลีสซิ่งหวั่นไม่ยั่งยืน-แนะลดหย่อนภาษี
หลังจากคลังประกาศพับโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” ที่เคยมีข่าวว่าจะเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนเปลี่ยนรถมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) หรือรถยนต์ไฮบริด โดยระยะแรกจะมีโควตา 10,000-20,000 คัน เนื่องจากพิจารณาในทางปฏิบัติแล้ว “ไม่ง่ายอย่างที่คิด” โดยเฉพาะในแง่ของกระบวนการ “กำจัดซาก”
รัฐช่วยซื้อรถอีวีหนุนเปลี่ยนผ่านพลังงาน
ล่าสุดกรมสรรพสามิตคิดโปรเจ็กต์ใหม่มานำเสนอกระทรวงการคลังพิจารณา ซึ่งจะเป็นโครงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ที่จะขอให้เงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 (พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท)
โดย “พรชัย ฐีระเวช” อธิบดีกรมสรรพสามิตระบุว่า โครงการใหม่ที่เสนอจะเป็นการช่วยเหลือผ่านสถาบันการเงินที่ให้บริการปล่อยสินเชื่อ (ไฟแนนซ์) ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ซึ่งจะช่วยคัดกรองผู้ซื้อรถไฟฟ้าไปในตัว ว่ามีคุณสมบัติการขอสินเชื่อเพื่อซื้อรถจริง และมีเครดิตทางการเงินน่าเชื่อถือเพียงพอหรือไม่
“ตั้งใจว่าจะให้ความช่วยเหลือให้จบภายในครั้งเดียว เพื่อให้ดำเนินการได้ง่าย”
ทั้งนี้ ตัวเลือกที่เสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณามี 3 รูปแบบ ได้แก่ 1.การช่วยเหลือผ่านส่วนลดเงินต้น 2.การช่วยเหลือผ่านการผ่อนดอกเบี้ย และ 3.การช่วยเหลือผู้ซื้อด้วยเงินสด
“ตัวอย่างเช่น ผู้ซื้อรถไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศที่เข้าสู่ระบบไฟแนนซ์กู้ 8.5 แสนบาท โครงการนี้อาจจะช่วยเหลือ 5 หมื่นบาท ผ่านระบบไฟแนนซ์ และให้ผู้ซื้อรถกู้เอง 8 แสนบาท เป็นต้น” อธิบดีกรมสรรพสามิตกล่าว
เอกชนห่วงช่วยเป็นส่วนลด “ไม่ยั่งยืน”
ขณะที่ในมุมมองของสถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อ “ธีรชาติ จิรจรัสพร” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย จำกัด ในฐานะประธานคณะทำงานสินเชื่อรถยนต์ สมาคมธนาคารไทยกล่าวว่า เนื่องจากแนวทางที่เป็นข่าวยังเป็น “ตัวเลือก” อยู่ ยังไม่ได้สรุปออกมาชัดเจน ซึ่งแนวทางที่เป็นตัวเลือกที่ออกมาก็ดูเป็นการช่วยลดราคารถยนต์ไฟฟ้า ก็คล้าย ๆ กับโครงการรถคันแรกในอดีต รวมถึงคล้ายกับโครงการส่งเสริมรถอีวี
“คนส่วนใหญ่ก็เคยสัมผัสโครงการพวกนี้มาแล้ว ได้ส่วนลดเยอะกว่า 5 หมื่นบาทด้วย ซึ่งทำโครงการแล้วก็เห็นผล แต่อาจจะไม่ยั่งยืน และอาจจะได้กลุ่มเป้าหมายที่ผ่อนชำระไม่ไหว แต่รอบนี้อาจจะเหลือไม่มาก เพราะที่ผ่านมารถไฟฟ้าเคยให้ส่วนลดมากกว่านี้ไปแล้ว และค่ายรถบางรายก็ให้ส่วนลดเยอะ”
ส่วนกรณีให้ส่วนลดดอกเบี้ยก็จะคล้ายโครงการซอฟต์โลนของธนาคารออมสิน ซึ่งดี แต่อาจจะไม่กระตุ้นให้ผู้มีรายได้และสนใจซื้อรถตัดสินใจซื้อรถทันที เพราะไม่จูงใจมากพอ ซึ่งหากภาครัฐบอกว่ามีงบประมาณจำกัดก็ยิ่งต้องใช้แบบยั่งยืน และเป็นลักษณะที่รัฐไม่ต้องจ่ายก้อนใหญ่ในทันที
แนะใช้มาตรการลดหย่อนภาษี
“ธีรชาติ” กล่าวว่า การลดหย่อนภาษีจะทำได้ยั่งยืนกว่า โดยรูปแบบที่เคยเสนอก็คือ นำค่างวดที่ผ่อนรถไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งหากเทียบกับโครงการอย่างรถคันแรก หรือแม้แต่โครงการส่งเสริมรถอีวีที่ให้เงินอุดหนุน ถ้าจะให้ส่วนลด 100,000 บาท รัฐก็ต้องใช้เงิน 100,000 บาทเลย แต่ถ้าใช้การลดหย่อนภาษีจะเป็นการทยอยใช้เงินในแต่ละปี
“คิดง่าย ๆ ถ้าคนซื้อรถ 500,000 บาท ต้องผ่อนปีละ 100,000 บาท ถ้าลดหย่อนภาษีได้ 10% หรือ 20% แต่ไม่เกิน 20,000 บาทต่อปี พอ 5 ปีก็ลดหย่อนได้ 100,000 บาท แต่เป็นรูปแบบที่เหมาะสมกว่า เพราะเป็นคนที่มีความสามารถในการซื้อรถ แบงก์ก็อนุมัติสินเชื่อได้ง่าย และสุดท้ายสามารถทำได้ระยะยาว มีความยั่งยืนกว่า สามารถกระตุ้นยอดขาย กระตุ้นเศรษฐกิจได้ และช่วยเพิ่มฐานภาษีในระยะยาว”
ชี้ผู้เสียภาษีเป็นกลุ่มที่ควรได้ประโยชน์
“ธีรชาติ” กล่าวอีกว่า เรื่องนี้มีประเด็นเกี่ยวข้องที่ควรพิจารณาคือ เมื่อ 3 ปีก่อนที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่มีเรื่องการปล่อยสินเชื่อที่คิดดอกเบี้ยตามความเสี่ยงและความสามารถของผู้กู้ (Risk-Based Pricing : RBP) ออกมา เจตนาคือ ธปท.ต้องการดูแลผู้ที่มีความสามารถในการกู้ที่แท้จริงให้สามารถกู้ได้ และไม่อยากให้มีการใช้จ่ายเกินตัว เพราะหลายคนมีรายได้ไม่เพียงพอ ไม่ได้เสียภาษี แต่สร้างหนี้เกินตัว
ขณะที่ในอดีตที่มีโครงการลักษณะคล้ายกันนี้คือ รถคันแรก ซึ่งเป็นการช่วยซื้อรถ 80,000-100,000 บาท ทำให้มีเสียงวิจารณ์ค่อนข้างมาก เพราะมีผู้ซื้อจำนวนมากผ่อนไม่ไหว แต่เห็นว่าได้ส่วนลด 100,000 บาทก็เลยซื้อ ถือว่าเป็นการเข้าใจผิด
ทั้งนี้ ตนเคยมีข้อเสนอว่า ผู้เสียภาษีควรจะได้รับประโยชน์ ด้วยการให้สิทธิการหักลดหย่อนภาษี หลักคิดก็คือ คนที่เสียภาษีพอเกษียณไปก็จะไปได้รับเบี้ยคนชรา 600-700 บาทต่อเดือน ซึ่งใช้ไม่กี่วันก็หมด ดังนั้นสิทธิประโยชน์ที่ผู้เสียภาษีได้รับแทบจะไม่ค่อยมี โดยนาน ๆ ทีอาจจะมีมาตรการหักลดหย่อนมาให้ใช้ได้เพิ่มเติม ดังนั้น ผู้เสียภาษีจึงเป็นกลุ่มที่สมควรได้ประโยชน์ในการได้ส่วนลดการซื้อรถ เพราะถือว่าเป็นผู้มีรายได้ ซึ่งคนที่อยากได้ก็ต้องอยู่ในระบบภาษี
“ผมกำลังชี้ให้เห็นว่า เวลาจะทำโครงการอะไร 1.ก็ต้องดูที่ความเหมาะสมของรูปแบบ 2.กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการช่วย ซึ่งควรเป็นกลุ่มที่สามารถผ่อนชำระได้ และ 3.ผลลัพธ์เป็นอย่างไร สามารถทำได้ระยะยาวไหม หรือทำแค่สั้น ๆ แต่ทำแล้วป่วนตลาด โดยหากสามารถให้เงินน้อยแล้วทำเยอะได้จะยิ่งดี ด้วย 3 ประการนี้ผมคิดว่าเป็นโครงการที่จะทำก็ควรตอบโจทย์เหล่านี้” ประธานคณะทำงานสินเชื่อรถยนต์ สมาคมธนาคารไทยกล่าว

