เมื่อโลกแขวนอยู่บนเส้นด้าย AI Bubble พาค้นหาทางรอดให้พอร์ตลงทุน

เมื่อโลกแขวนอยู่บนเส้นด้าย AI Bubble พาค้นหาทางรอดให้พอร์ตลงทุน
ภาพประกอบข่าว
ผู้เขียน : ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO Jitta Wealth

เสียงเตือนเรื่อง “ฟองสบู่ AI เสี่ยงแตก” ยังคงวนเวียนอยู่ในตลาดต่อเนื่องมานานกว่า 2 ปีจนถึงวันนี้

แต่ตลาดการลงทุนทั่วโลกยังเดินหน้าต่อได้ แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อ ราคาพลังงาน และทิศทางดอกเบี้ยที่กลับมาเป็นขาขึ้น เศรษฐกิจโลกโดยรวมยังขยายตัว ขณะที่การลงทุนด้าน AI และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนยังช่วยหนุนตลาดหุ้น

ยิ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ ตลาดพันธบัตรเคลื่อนไหวรุนแรง อัตราผลตอบแทนของพันธบัตร (Bond Yield) ของสหรัฐดีดขึ้นมาอยู่ในระดับสูง เริ่มเพิ่มแรงกดดันต่อหุ้นเติบโต(Growth) และ AI ที่กำลังถูกประเมิน Valuation และต้นทุนทางการเงินมากขึ้น ยิ่งทำให้ตลาดผันผวนสูงขึ้น

ในวันที่ทุกคนเชื่อว่า “AI คือ อนาคต” ท่ามกลางตลาดที่มีทั้งโอกาสและความเสี่ยง แต่พอร์ตของเราทุกคนกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย “AI Bubble” ซึ่งไม่มีใครคาดเดาล่วงหน้าได้ว่าจะแตกจริงไหม หรือเกิดวิกฤตเมื่อไหร่

คำถามว่าถ้า AI Bubble แตกจริง ตลาดหุ้นโลกจะเป็นอย่างไร พอร์ตของคุณถูกสร้างมาให้รอดจากมันแล้วหรือยัง? ถึงเวลาเช็กสุขภาพแผนลงทุน… ไม่ต้องเดาอนาคต ก่อนอื่นเรามาดูสถานการณ์ตลาดวันนี้กันครับ

โลกเดิมพันกับ AI … จุดเปลี่ยนจากซื้อความหวัง เป็นคัดบริษัทของจริง

เมื่อโลกกำลังเดิมพันกับ AI ด้วยเม็ดเงินลงทุนมหาศาล ไหลเข้าสู่ธุรกิจเทคโนโลยี AI ตั้งแต่ชิป data center คลาวด์ไปจนถึงโมเดล AI ต่าง ๆ ในปีนี้

พร้อมถูกตั้งคำถามว่า เงินที่กำลังไหลเข้าสู่ธุรกิจเหล่านี้จะสร้างผลตอบแทนได้คุ้มค่าหรือไม่

การปรับตัวลงแรงของตลาดหุ้นสหรัฐในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยเฉพาะ Nasdaq ที่ร่วงลงหนัก 4-5% ในช่วงกลางเดือนนี้ ดัชนีหุ้นชิปก็ร่วงเช่นกัน แต่วันต่อมาหุ้นชิปก็ฟื้นตัว โดย ETF เซมิคอนดัคเตอร์รายใหญ่ปรับขึ้น จนเมื่อวันที่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา Nasdaq กลับมาปิดบวกหลังผลประกอบการของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI เข้ามาช่วยฟื้นความเชื่อมั่น

การปรับฐานรอบนี้ ยังเห็นตลาดมีทั้ง “แรงขายและแรงซื้อกลับ” ในช่วงระยะสั้น ๆ เกิดขึ้นครับ โดยมี 4 ปัจจัยหลักที่ทำให้หุ้น AI ปรับฐานรอบนี้

1.เงินเฟ้อสหรัฐและอัตราผลตอบแทนของพันธบัตร (Bond Yield) ที่กดดันหุ้นเติบโต

หลังจากข้อมูลตัวเลขเงินเฟ้อรายเดือนของสหรัฐที่สูงกว่าคาด ทำให้นักลงทุนกังวลว่า ดอกเบี้ยอาจอยู่ระดับสูงนานขึ้น หรือมีโอกาสปรับขึ้น ต้นทุนเงินทุนที่สูงขึ้น ทำให้หุ้นที่ต้องพึ่งพากำไรในอนาคตและบริษัทที่กู้เงินลงทุนจำนวนมากถูกกดดันเป็นพิเศษ

ขณะที่ Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้พูดในงาน IMF–World Bank Annual Meetings ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพที่เพิ่งปิดฉาก โดยเขาชี้เงินเฟ้อยังเป็นโจทย์ใหญ่ แต่ไม่ได้ส่งสัญญาณว่าจะขึ้นหรือคงดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปีนี้

ขณะที่ AI กำลังจะสร้างประโยชน์มหาศาลให้เศรษฐกิจสหรัฐในระยะยาว และอาจถึงขั้นเปลี่ยนวิธีการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางไปอย่างสิ้นเชิง เพราะหาก AI สามารถช่วยเพิ่มผลิตภาพของเศรษฐกิจได้จริง อาจทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้เร็วขึ้นโดยไม่สร้างแรงกดดันเงินเฟ้อมากเท่าที่ผ่านมา

2.ตลาดเริ่มตั้งคำถามว่า การลงทุน AI มากแล้วจะคืนทุนเมื่อไหร่

การสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) การซื้อชิปและขยายระบบประมวลผล จะต้องใช้เงินมหาศาล นักลงทุนต้องการเห็นรายได้ กำไร และกระแสเงินสดที่รองรับการลงทุน ไม่ใช่เพียงการคาดการณ์ด้านความต้องการ (Demand) เติบโตอย่างต่อเนื่อง

3.ความเสี่ยงด้านหนี้เริ่มเป็นจุดเปราะบาง

บริษัท AI Cloud บางแห่งระดมทุนและกู้เงินเพื่อสร้างกำลังประมวลผล เมื่อมีทั้งการระดมทุน IPO ของหุ้น และตราสารหนี้ มาขายพร้อม ๆ กัน ต้นทุนการระดมทุนยิ่งสูงขึ้น และอาจทำให้การขยายธุรกิจทำได้ยากขึ้น

4.ตลาดเริ่มเปลี่ยนจากการซื้อความหวัง มาเป็นการคัดเลือกบริษัท

ตอนนี้ นักลงทุนกำลังคัดแยกบริษัทที่มีความสามารถสร้างกำไรและเงินสดออกจากบริษัทที่ยังต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก เพื่อพิสูจน์โมเดลธุรกิจ จึงเกิดแรงขายที่รุนแรงกว่าในหุ้นบางกลุ่ม

ขณะที่หุ้นและธุรกิจที่ได้รับแรงกดดันมีหลายกลุ่ม ได้แก่ หุ้นชิปและหน่วยความจำ นำโดย NVIDIA, AMD, Micron และหุ้นในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดัคเตอร์ ขณะที่หุ้นโครงสร้างพื้นฐาน AI (บริการคลาวด์ data center) หุ้น AI Cloud ที่พึ่งพาหนี้สูง กำลังเผชิญความกังวลเรื่องต้นทุนเงินทุนและความสามารถในการระดมทุน รวมไปถึงหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ที่กำลังถูกจับตามองว่า เปลี่ยนเงินลงทุนด้าน AI ให้เป็นรายได้และกำไรที่คุ้มค่าได้มากเพียงใด

การฟื้นตัวของตลาดหลังการเทขายหนักในรอบนี้ ผมจึงยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า หุ้นกลุ่ม AI ปรับฐานจบรอบแล้ว ขณะเดียวกันก็คงไม่สามารถฟันธงได้ว่า ฟองสบู่ AI จะแตกทั้งอุตสาหกรรม เพราะภาพรวมมีการปรับฐานและฟื้นกลับมาได้

อีกข้อสังเกตที่สำคัญ คือ การปรับฐานรอบนี้ไม่ได้หมายความว่า “หุ้น AI ทุกตัว” มีปัญหาเหมือนกัน บริษัทที่มีรายได้จริง กระแสเงินสดแข็งแกร่งและมีฐานลูกค้าชัดเจน ย่อมมีความเสี่ยงแตกต่างจากบริษัทที่กู้เงินจำนวนมากเพื่อขยายกำลังประมวลผล

เอาจริง ๆ กระแส AI Bubble จะแตกจริงหรือเป็นเพียงความกลัว ผมมองว่ากลไกการปรับฐานหุ้นรายตัวกำลังทำงานหนักครับ การแยกแยะระหว่างเทคโนโลยีมีอนาคต กับ ราคาหุ้นสะท้อนอนาคตที่ดีเกินจริง โดยวิเคราะห์กำไร กระแสเงินสด เงินลงทุน และมูลค่าหุ้นที่ไม่ได้ตัดสินจากราคาที่ปรับขึ้นเพียงอย่างเดียว

ล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกมาเตือนความเสี่ยงตลาดในเดือนตุลาคม 2026 ซึ่งในรายงาน Global Financial Stability Report ระบุว่า การปรับฐานของหุ้น AI หากความคาดหวังด้านกำไรหรือผลตอบแทนจากเงินลงทุนที่ไม่เป็นไปตามที่ตลาดคาด อาจเป็นหนึ่งในชนวนที่ทำให้ภาวะการเงินโลกตึงตัวขึ้น

ขณะที่การลงทุน AI ของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่กำลังกดดันกระแสเงินสด และมีการประมาณการว่าเงินลงทุนรวมของบริษัทกลุ่มที่วิเคราะห์อาจสูงกว่ากระแสเงินสดอิสระในปี 2027

ความเสี่ยงไม่ได้อยู่แค่หุ้นแพง โดย IMF ยังชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงของบริษัท AI ผ่านการลงทุนและการจัดหาเงินทุน ซึ่งอาจขยายแรงกระแทกไปยังบริษัทอื่น หากผลตอบแทนจาก AI ต่ำกว่าคาด
นี่คือที่มาของคำถามเรื่อง AI Bubble หรือฟองสบู่หุ้น AI ที่ตลาดกำลังเฝ้าจับตามองอย่างใกล้ชิด

ความเสี่ยงไม่ได้อยู่เพียงว่าหุ้น AI จะแพงเกินไปหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่า หากความคาดหวังสะดุดลง ผลกระทบจะลุกลามไปยังตลาดหุ้นวงกว้างมากเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่มีบทบาทสำคัญต่อดัชนีหุ้นสหรัฐ สัดส่วนสูงถึง 1 ใน 3 ของทั้งตลาด และพอร์ตลงทุนของผู้คนทั่วโลก
สิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

1.ผลประกอบการไตรมาส 3/2026 ของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ที่กำลังทยอยประกาศกำไร แนวโน้มการลงทุน AI และรายได้จาก AI ว่าสามารถเติบโตเร็วพอที่จะรองรับเงินลงทุนหรือไม่

2.กระแสเงินสดและหนี้ บริษัทมีเงินสดเพียงพอหรือไม่ ต้องกู้เพิ่มมากแค่ไหนและมีภาระดอกเบี้ยสูงเพียงใด

3.เงินเฟ้อ และอัตราผลตอบแทนของพันธบัตร (Bond Yield) หาก Bond Yield ยังสูงขึ้น จะเป็นแรงกดดันต่อมูลค่าหุ้นเติบโต (Growth) หรือไม่

4.ความต้องการชิปและ Data Center ยังมีคำสั่งซื้อยังแข็งแกร่งหรือเริ่มชะลอตัว และผู้ที่ลงทุน AI มี “ผลตอบแทน” จากการใช้งานจริงหรือไม่

โลกการลงทุนกำลังเดินอยู่บนเส้นบาง ๆ ระหว่างความหวังครั้งใหญ่กับความเสี่ยงที่ยากจะประเมินได้อย่างแม่นยำ

เพราะด้านหนึ่ง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าของเศรษฐกิจ ตั้งแต่การผลิต การเงิน การแพทย์ ไปจนถึงวิธีที่ผู้คนทำงานและใช้ชีวิต เม็ดเงินลงทุนมหาศาลกำลังไหลเข้าสู่ชิปประมวลผล ศูนย์ข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาโมเดล AI โดยนักลงทุนต่างคาดหวังว่าเทคโนโลยีนี้จะสร้างการเติบโตระลอกใหม่

แต่อีกด้านหนึ่ง คำถามสำคัญเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ว่า ผลกำไรที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะคุ้มค่ากับเงินลงทุนที่กำลังทุ่มลงไปหรือไม่ และราคาหุ้นที่สะท้อนความคาดหวังอันสูงลิ่วในวันนี้ ได้เผื่อพื้นที่สำหรับความผิดหวังไว้มากพอแล้วหรือยัง

หุ้น AI ปรับตัวลง ถึงเวลาช้อนหรือยัง? เช็ก 4 ข้อนี้ก่อนตัดสินใจ

สำหรับนักลงทุน เมื่อเราไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่าตลาดจะปรับฐานเมื่อใด เราจะสร้างพอร์ตอย่างไรให้ผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายไปได้ โดยไม่สูญเสียโอกาสในการเติบโตระยะยาว

และเป็นเรื่องปกติ เมื่อเห็นหุ้น AI หรือหุ้น Big Tech หลายตัวราคาปรับลง นักลงทุนอาจเริ่มคิดว่า นี่คือโอกาสซื้อหุ้นดีในราคาถูกหรือเปล่า?

แต่ก่อนตัดสินใจ อยากชวนมาดูให้รอบด้านก่อนครับ

แม้ AI จะยังเป็นเทคโนโลยีที่มีโอกาสเติบโตในระยะยาว แต่ไม่ได้หมายความว่าหุ้น AI ทุกตัวที่ราคาลงจะน่าซื้อเสมอไป เพราะฉะนั้น ก่อนที่คิดจะช้อนหุ้น AI ผมอยากให้คุณลองเช็ก 4 เรื่องนี้ครับ

เรื่องแรก ดอกเบี้ยและราคาน้ำมัน กำลังกดดันหุ้นเติบโตหรือเปล่า?

ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอาจทำให้ต้นทุนธุรกิจและเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น จนธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจต้องคงดอกเบี้ยสูงนานกว่าที่ตลาดคาด ซึ่งหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นเติบโต มักอ่อนไหวต่อทิศทางดอกเบี้ย เพราะราคาหุ้นสะท้อนความคาดหวังต่อกำไรในอนาคตไว้ค่อนข้างมาก ดังนั้น ก่อนซื้อหุ้น AI ที่ราคาปรับลง ต้องดูด้วยว่าแรงขายเกิดจากปัจจัยเศรษฐกิจชั่วคราว หรือมีปัญหาที่ตัวธุรกิจเอง

เรื่องที่สอง บริษัทลงทุน AI ไปมากแล้ว เริ่มสร้างกำไรได้จริงหรือยัง?

การประกาศลงทุน AI หลายพันล้านดอลลาร์ อาจทำให้นักลงทุนตื่นเต้นกับโอกาสเติบโต แต่สิ่งที่ตลาดอยากเห็นมากขึ้นคือ เงินลงทุนเหล่านั้นจะเปลี่ยนเป็นรายได้และกำไรได้จริงแค่ไหน อย่าง Meta หรือ Tesla แม้จะมีโอกาสจาก AI และนวัตกรรมใหม่ ๆ แต่ก็ต้องติดตามว่าธุรกิจสามารถนำเทคโนโลยีไปสร้างผลตอบแทนได้คุ้มค่ากับเงินที่ลงทุนหรือไม่ บางครั้งบริษัทอาจมีกำไรดีกว่าคาด แต่ราคาหุ้นยังลงได้ หากแนวโน้มในอนาคตไม่ดีเท่าที่ตลาดหวัง

เรื่องที่ 3 หุ้นที่ราคาลง ถูกจริง หรือแค่ถูกลงจากเดิม?

หุ้น AI บางตัวอาจปรับลงแรงจากจุดสูงสุด แต่ไม่ได้หมายความว่าราคาปัจจุบันถูกเสมอไปครับ ก่อนหน้านี้หุ้น AI มีการปรับตัวลงหลายรอบและฟื้นตัวกลับมาได้ เพียงแต่รอบนี้ปรับฐานแรง เพราะตลาดกำลังประเมิน Valuation ใหม่

ดังนั้น ก่อนตัดสินใจซื้อ ควรพิจารณาทั้ง

  • รายได้และกำไรยังมีแนวโน้มเติบโตหรือไม่
  • ธุรกิจมีความได้เปรียบในการแข่งขันแค่ไหน
  • ราคาหุ้นเหมาะสมกับโอกาสเติบโตในอนาคตหรือเปล่า

นอกจากหุ้น Big Tech แล้ว “หุ้นผู้ผลิตชิป” ก็เป็นอีกกลุ่มที่ได้รับความสนใจจากกระแส AI โดยเฉพาะหุ้น Memory Chip ของเกาหลีใต้

แต่ต้องไม่ลืมว่า ธุรกิจชิปมีความเป็นวัฏจักรสูง และยังเผชิญการแข่งขันจากผู้ผลิตรายอื่นรวมถึงจีน ดังนั้น แม้ความต้องการชิปจะเติบโต ก็ไม่ได้หมายความว่ารายได้ กำไร และราคาหุ้นจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอดเวลา การลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้จึงต้องติดตามทั้งวัฏจักรอุตสาหกรรม ความสามารถในการแข่งขัน และราคาหุ้นประกอบกันครับ

สรุปแล้ว แม้หุ้น AI ลงแรง แต่อาจไม่ใช่การรีบซื้อทันทีที่เห็นราคาลง เพราะก่อนลงทุน เราควรแยกให้ออกว่า หุ้นกำลังลงเพราะตลาดกังวลระยะสั้น หรือเพราะพื้นฐานธุรกิจเปลี่ยนไปแล้ว และอย่าลืมว่า แม้ AI จะเป็นเมกะเทรนด์ที่มีโอกาสเติบโตในระยะยาว แต่หุ้นที่ได้ประโยชน์จากกระแสนี้ก็ยังมีความเสี่ยงและราคาที่เหมาะสมแตกต่างกันหุ้นที่น่าลงทุน จึงไม่ใช่แค่หุ้นที่ราคาลง แต่ต้องเป็นหุ้นที่พื้นฐานดี และมีราคาสมเหตุสมผลกับโอกาสเติบโตด้วยครับ

ถึงเวลาสร้างพอร์ตรอดได้นานพอ…ไม่ต้องเดาอนาคต

เมื่อโลกถูกแขวนอยู่บนเส้นด้าย AI Bubble แม้ตลาดจะยังมีโอกาสเติบโต แต่คำแนะนำการลงทุนคือ ท่ามกลางแรงกดดันจากเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่การไล่ตามตลาดหรือจับจังหวะการลงทุน

แต่คือ การเตรียมพอร์ตให้พร้อมรับทุกสถานการณ์ ด้วยการกระจายไปยังสินทรัพย์และตลาดที่มีแหล่งผลตอบแทนต่างกันและโฟกัสเป้าหมายระยะยาว การกระจายความเสี่ยงให้เหมาะสม และทยอย DCA อย่างสม่ำเสมอ

ผมยังคงแนะนำการสร้างพอร์ตที่กระจายลงทุนทั่วโลก แบ่งเป็น “Core Portfolio” หรือพอร์ตหลักเพื่อสร้างฐานที่แข็งแรง เน้นการกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์ที่หลากหลายข้ามภูมิภาคและการเติบโตในระยะยาว เป็นพอร์ตที่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงบ่อย

ก่อนที่จะแบ่งเงินบางส่วนไปคว้าโอกาสจากตลาดหรือธีมที่มีศักยภาพใส่ใน “Satellite Portfolio” หรือพอร์ตรอง เพราะในช่วงที่ตลาดมีทั้งโอกาสและความไม่แน่นอน การมีพอร์ตที่สมดุลและลงทุนอย่างมีวินัย อาจสำคัญกว่าการพยายามหาจังหวะที่ดีที่สุดของตลาด

โดยทั่วไปสัดส่วนการแบ่งเงินของ 2 พอร์ตนี้ จะใช้สูตร 80:20 แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงที่รับได้ของแต่ละคนด้วย ซึ่งพอร์ตรองจะมีโอกาสผันผวนสูงจึงขอย้ำเตือนว่า ไม่ควรให้สัดส่วนสูงเกินครึ่งหนึ่งของเงินลงทุนทั้งหมด

หากคุณมั่นใจว่ามี Core Portfolio ที่แน่นอยู่แล้ว และกำลังมองหาโอกาสเพิ่มเติมจากธีมหรือตลาดที่น่าสนใจ ผมมีไอเดียมาให้พิจารณาครับ

1.พอร์ตกองทุนรวมเน้นอุตสาหกรรมที่มีโอกาสเติบโต ตัวอย่างสัดส่วน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) 34% เซมิคอนดักเตอร์ 33% เทคโนโลยีจีน 33% ที่แนะนำให้ลงทุนผ่านกองทุนรวมเพราะมืออาชีพจะบริหารโอกาสและความเสี่ยงได้ดีกว่า ด้วยความเชี่ยวชาญและเครื่องมือวิเคราะห์การลงทุนที่มีประสิทธิภาพอย่าง AI วิเคราะห์เชิงลึก เพิ่มความแม่นยำในการตัดสินใจบริหารพอร์ต

แนวคิดของพอร์ตนี้คือการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีปัจจัยสนับสนุนการเติบโตค่อนข้างชัดเจน AI ไม่ได้เป็นเพียงกระแสระยะสั้น แต่กำลังถูกนำไปใช้งานจริงในอุตสาหกรรมจำนวนมาก ตั้งแต่เทคโนโลยี การเงิน การแพทย์ ไปจนถึงภาคการผลิต

และเมื่อ AI เติบโต สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือ เซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการประมวลผล ไม่ว่าจะเป็นชิปสำหรับ Data Center, AI Accelerator หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ แม้หุ้นในกลุ่มนี้บางส่วนจะมีระดับราคาค่อนข้างสูงหลังจากปรับตัวขึ้นมาก แต่แนวโน้มการลงทุนด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องยังเป็นประเด็นที่น่าติดตามในระยะยาว

อีกส่วนหนึ่งคือ เทคโนโลยีจีน ซึ่งปัจจุบันก็เป็นมหาอำนาจที่ขึ้นมาเป็นคู่แข่งกับสหรัฐ รัฐบาลจีนเองก็ให้การสนับสนุนโดยยกระดับ ‘เทคโนโลยีและนวัตกรรม’ ให้เป็นวาระแห่งชาติสูงสุด ผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ปัจจุบันจีนมีทั้งบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่และธุรกิจใหม่ที่กำลังแข่งขันในหลายอุตสาหกรรม ขณะที่ระดับราคาของตลาดบางส่วนยังอยู่ต่ำกว่ามูลค่า ทำให้มีความน่าสนใจในมุมของโอกาสเทียบกับราคาที่จ่าย

เมื่อรวมทั้ง 3 ส่วนเข้าด้วยกัน พอร์ตนี้จึงมีลักษณะค่อนข้างชัดเจนว่าเน้นการเติบโต และเนื่องจากเป็นกลุ่มอุตสาหกรรม มีการลงทุนแบบกระจุกตัว จึงมีความเสี่ยงที่สูงขึ้นตามไปด้วย จึงแนะนำเป็น Satellite Portfolio

2.พอร์ตกองทุนรวมตลาดหุ้นที่น่าจับตา อีกแนวทางหนึ่งคือการกระจายไปยังตลาดที่มีปัจจัยพื้นฐานและโอกาสเติบโตแตกต่างกัน ตัวอย่างสัดส่วนหุ้นอินเดีย 35% หุ้นเวียดนาม 35% หุ้นเกาหลีใต้ 15% หุ้นไต้หวัน 15%

แนวคิดของพอร์ตนี้คือมองหาตลาดที่ผ่านการปรับฐานมาบ้าง แต่ยังมีปัจจัยพื้นฐานระยะยาวรองรับ
อินเดีย เป็นหนึ่งในเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่ยังมีศักยภาพเติบโตสูงอันดับต้น ๆ ของโลก จากโครงสร้างประชากรวัยแรงงาน และการบริโภคภายในประเทศ

ส่วนเวียดนาม เป็นอีกประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูงของเอเชีย และการพัฒนาของตลาดทุนจาก Frontier Market เป็น Emerging Market ก็มีโอกาสดึงดูดเม็ดเงินสถาบันระดับโลกไหลเข้ามหาศาล เป็นปัจจัยหนุนสำคัญในระยะ 1-3 ปีนี้ ก็อาจช่วยเพิ่มความน่าสนใจในสายตานักลงทุนสถาบันทั่วโลกในอนาคต และในยุคที่ AI กำลังเติบโตต่อเนื่อง

เกาหลีใต้ คือผู้นำด้านหน่วยความจำความเร็วสูง (HBM) ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่สุดของ AI GPU ก็ได้รับอานิสงส์ไปด้วย

ไต้หวัน คือบ้านของ TSMC และซัพพลายเชนชิปขั้นสูง ก็กลายเป็นกระดูกสันหลัง ของนวัตกรรม AI ทั่วโลก

ดังนั้น พอร์ตรองนี้จึงเป็นการโฟกัสไปในกลุ่มตลาดหุ้นที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง แต่ราคาปรับฐานลงมาทำให้ผลตอบแทนเทียบความเสี่ยงคุ้มค่าในการเข้าลงทุน

เพราะแม้จะเป็นกองที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ดี แต่ก็มีโอกาสจะผันผวนสูงเหมือนกัน จึงเหมาะจะลงทุนเป็น Satellite Portfolio ในสัดส่วน 20-30% ของเงินลงทุนทั้งหมด และตัวอย่างการจัดพอร์ตนี้ ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุนนะครับ คุณควรทำความเข้าใจเงื่อนไข และความเสี่ยงอย่างรอบคอบก่อนลงทุน

เพราะในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน นักลงทุนไม่จำเป็นต้องทำนายอนาคตได้ถูกต้องทุกครั้ง แต่จำเป็นต้องมีพอร์ตที่สามารถรับมือความผันผวนได้ แม้วันหนึ่งสิ่งที่เราไม่อยากให้เกิดจะเกิดขึ้นจริง เมื่อหันกลับมา พอร์ตของเรายังรอดได้ทุกวิกฤตครับ

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚