‘จากภาษีสู่คลังดิจิทัล’ 4 ประเทศเชื่อมระบบภาษี-การคลัง เพิ่มประสิทธิภาพบริหารเงินรัฐ

‘จากภาษีสู่คลังดิจิทัล’ 4 ประเทศเชื่อมระบบภาษี-การคลัง เพิ่มประสิทธิภาพบริหารเงินรัฐ
ภาพประกอบข่าว

4 ประเทศ 4 การคลัง-สรรพากร ร่วมเสวนาบนเวที หัวข้อ “From Tax to Treasury” ฟิลิปปินส์ โคโซโว เคนยา และไทย โชว์โมเดลปฏิรูประบบการคลังยุคใหม่ เชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐ

วันที่ 13 ตุลาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในงานประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ประจำปี 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ มีการจัดเวิร์กช็อปภายใต้เวที New Economy Forum ในหัวข้อ “From Tax to Treasury: Building Digitally Connected Public Finance” ระหว่างเวลา 10.30-11.30 น.

เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานจัดเก็บรายได้และหน่วยงานเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านการคลังและยกระดับการบริหารทรัพยากรภาครัฐ

เวทีดังกล่าวมี ฮวน โตโร (Juan Toro) รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการการคลังของ IMF เป็นผู้ดำเนินการในเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมอง ผู้เสวนาประกอบไปด้วย ชารอน อัลแมนซา (Sharon Almanza) ผู้อำนวยการสำนักการคลังแห่งชาติฟิลิปปินส์, เมนเทอร์ ไฮเซนิ (Mentor Hyseni) ผู้อำนวยการกรมสรรพากร ประเทศโคโซโว, อัลเบิร์ต มเวนดา (Albert Mwenda) ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ การคลัง และเศรษฐกิจ ของกระทรวงการคลังแห่งประเทศเคนยา

และนางเสาวคนธ์ มีแสง ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผนภาษี กรมสรรพากรของประเทศไทย โดยนำเสนอประสบการณ์จากการปฏิรูประบบภาษีและการบริหารการเงินการคลังของแต่ละประเทศ

สาระสำคัญของเวทีคือ การทำให้ข้อมูลซึ่งกระจายอยู่ในหน่วยงานต่าง ๆ สามารถเชื่อมโยงและนำไปใช้ประโยชน์ร่วมกันได้จริง เพราะแม้แต่ละหน่วยงานจะมีระบบดิจิทัลของตนเองแล้ว แต่หากระบบเหล่านั้นยังทำงานแยกจากกัน รัฐก็อาจยังไม่สามารถใช้ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจทางการคลังได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

‘ฟิลิปปินส์’ ใช้ข้อมูล-ปัญญาประดิษฐ์เพิ่มความแม่นยำบริหารเงินคลัง

ชารอน อัลแมนซา (Sharon Almanza) ผู้อำนวยการสำนักการคลังแห่งชาติฟิลิปปินส์ นำเสนอประสบการณ์การพัฒนาระบบบริหารเงินคลัง โดยให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานและการนำข้อมูลในอดีตมาใช้สนับสนุนการตัดสินใจ

หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือ Treasury Single Account (TSA) หรือระบบบัญชีเงินคงคลังเดียว ซึ่งช่วยรวบรวมและบริหารเงินของรัฐบาลให้เป็นระบบมากขึ้น แทนการปล่อยให้เงินกระจายอยู่ในบัญชีหลายแห่งจนยากต่อการติดตามภาพรวมสภาพคล่องของภาครัฐ

ฟิลิปปินส์เริ่มพัฒนาระบบดังกล่าวตั้งแต่ปี 2013 โดยแนวทางนี้ช่วยให้หน่วยงานด้านการคลังสามารถมองเห็นข้อมูลเงินสดของรัฐบาลได้เป็นภาพรวมมากขึ้น และใช้ประกอบการวางแผนการใช้จ่ายและการบริหารสภาพคล่อง

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ การนำข้อมูลย้อนหลังมาใช้ในการคาดการณ์รายได้และกระแสเงินสด โดยข้อมูลระหว่างปี 2012-2025 สามารถนำมาใช้เป็นฐานสำหรับการพยากรณ์ในปี 2026 เพื่อช่วยให้การประเมินสถานะทางการคลังมีหลักฐานเชิงข้อมูลรองรับมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การมีข้อมูลจำนวนมากไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำไปใช้ตัดสินใจได้ทันที หากข้อมูลยังอยู่ในรูปแบบที่แตกต่างกัน หรือไม่สามารถเชื่อมต่อระหว่างระบบได้

อัลแมนซาเน้นย้ำว่า “การทำงานร่วมกันระหว่างระบบข้อมูลเป็นสิ่งจำเป็นในการเปลี่ยนข้อมูลที่เชื่อมโยงกันให้กลายเป็นการตัดสินใจทางการคลังที่ดีขึ้น”

สะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาระบบการคลังดิจิทัลต้องให้ความสำคัญทั้งกับคุณภาพข้อมูล โครงสร้างระบบ และความสามารถในการนำข้อมูลไปใช้จริง

‘โคโซโว’ ใช้ระบบภาษีดิจิทัลเพิ่มรายได้ ควบคู่ตรวจสอบความเสี่ยง

ด้าน เมนเทอร์ ไฮเซนิ (Mentor Hyseni) ผู้อำนวยการกรมสรรพากร ประเทศโคโซโว นำเสนอประสบการณ์การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี โดยใช้ระบบดิจิทัลและการตรวจสอบตามระดับความเสี่ยง เพื่อยกระดับการปฏิบัติตามกฎหมายภาษีและลดช่องว่างในการจัดเก็บรายได้

ข้อมูลที่นำเสนอระบุว่า โคโซโวมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีประมาณ 1,000 ล้านยูโร หรือประมาณ 3.75 หมื่นล้านบาท และเมื่อรวมเงินสมทบกองทุนบำเหน็จบำนาญ ตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 1,400 ล้านยูโร หรือประมาณ 5.25 หมื่นล้านบาท สะท้อนความสำคัญของการบริหารรายได้ภาครัฐที่ครอบคลุมมากกว่าการจัดเก็บภาษีเพียงอย่างเดียว

ไฮเซนิ ระบุถึงการเติบโตของรายได้ภาษีในระดับประมาณ 12-13% เมื่อเทียบกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อยู่ราว 4-5% ซึ่งเป็นภาพที่ชี้ให้เห็นว่าประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้สามารถพัฒนาได้ผ่านการปรับปรุงระบบบริหารภาษี ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการขยายตัวของเศรษฐกิจเพียงปัจจัยเดียว

แนวทางสำคัญคือการใช้ข้อมูลเพื่อประเมินความเสี่ยงของผู้เสียภาษี และเลือกตรวจสอบกลุ่มที่มีแนวโน้มไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย แทนการตรวจสอบผู้ประกอบการในวงกว้างโดยไม่แยกแยะระดับความเสี่ยง

ข้อมูลจากการนำเสนอระบุว่า การตรวจสอบที่มุ่งเป้าไปยังธุรกิจประมาณ 2% สามารถสนับสนุนการเพิ่มรายได้ได้ราว 10% สะท้อนแนวคิดการใช้ทรัพยากรของหน่วยงานจัดเก็บภาษีให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด
สำหรับผู้อำนวยการกรมสรรพากรโคโซโว การพัฒนาระบบภาษีไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพิ่มรายได้ให้รัฐ แต่ต้องสร้างความโปร่งใสและความเป็นธรรมให้กับผู้เสียภาษีด้วย โดยเขาเน้นถึงหลักการ “ความโปร่งใสและความเป็นธรรม” ควบคู่กับการยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย

การใช้ระบบดิจิทัลจึงช่วยให้หน่วยงานสามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้เป็นระบบมากขึ้น และเปลี่ยนจากการตรวจสอบแบบทั่วไปไปสู่การบริหารความเสี่ยงที่มีเป้าหมายชัดเจน

‘เคนยา’ เชื่อมข้อมูลภาษี-เงินเดือน-จัดซื้อจัดจ้าง ลดช่องว่างระบบราชการ

อัลเบิร์ต มเวนดา (Albert Mwenda) ผู้อำนวยการใหญ่ด้านงบประมาณ การคลัง และเศรษฐกิจของกระทรวงการคลังแห่งเคนยา นำเสนอแนวทางการบูรณาการระบบข้อมูลภาครัฐ โดยให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงข้อมูลด้านทรัพยากรบุคคล เงินเดือน ภาษีอิเล็กทรอนิกส์ การจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารเงินคลัง

แนวคิดสำคัญคือ การทำให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมภาครัฐสามารถตรวจสอบและเชื่อมโยงกันได้ ตั้งแต่ข้อมูลการจ้างงานและการจ่ายเงินเดือน ไปจนถึงข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างและการชำระเงิน เพื่อให้หน่วยงานด้านการคลังเห็นภาพรวมของภาระผูกพันและกระแสเงินสดของรัฐบาล

หากข้อมูลเงินเดือน ภาษี และการจ่ายเงินให้คู่สัญญาภาครัฐยังแยกกันอยู่ หน่วยงานอาจต้องใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูลจากหลายระบบ และมีข้อจำกัดในการตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรม การเชื่อมระบบเข้าด้วยกันจึงช่วยลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มความสามารถในการติดตามรายการทางการเงิน

การพัฒนาระบบบัญชีเงินคงคลังเดียว รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลเงินเดือน บำเหน็จบำนาญ และระบบจัดซื้อจัดจ้างอิเล็กทรอนิกส์ ยังช่วยให้รัฐบาลประเมินภาระการใช้จ่ายได้ดีขึ้น และวางแผนการจัดหาเงินทุนให้สอดคล้องกับความต้องการใช้เงิน

ประโยชน์สำคัญไม่ได้จำกัดอยู่ที่การลดขั้นตอนการทำงานของหน่วยงานราชการ แต่ยังเกี่ยวข้องกับต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลด้วย เพราะหากหน่วยงานสามารถมองเห็นสถานะเงินสดและกำหนดเวลาที่ต้องใช้เงินได้แม่นยำขึ้น ก็จะช่วยให้การวางแผนกู้เงินมีประสิทธิภาพกว่าเดิม

กล่าวอีกนัยหนึ่ง การเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐเป็นกลไกที่ช่วยให้รัฐบาลบริหารทั้งรายได้ รายจ่าย และภาระทางการเงินได้สอดคล้องกันมากขึ้น ไม่ใช่เพียงการนำระบบคอมพิวเตอร์มาแทนกระบวนการเอกสารแบบเดิม

‘สรรพากรไทย’ เชื่อมข้อมูลภาษีเข้าระบบ ใช้ข้อมูลจริงบริหารเงินคงคลัง

สำหรับประเทศไทย นางเสาวคนธ์ มีแสง ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผนภาษี กรมสรรพากร นำเสนอพัฒนาการของการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบภาษีดิจิทัล และความพยายามเชื่อมโยงข้อมูลการจัดเก็บภาษีกับระบบบริหารการเงินการคลังของภาครัฐ

นางเสาวคนธ์ระบุว่า กรมสรรพากรเริ่มนำคอมพิวเตอร์มาใช้ช่วงหลังปี พ.ศ. 2500 เป็นต้นไป ก่อนขยายการใช้เทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง และเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างชัดเจนในช่วงปี พ.ศ. 2543 ผ่านบริการออนไลน์ การยื่นแบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ และระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ปัจจุบันกรมสรรพากรยังเดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงบริการภาษีให้เป็นระบบมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การทำให้ระบบภาษีเป็นดิจิทัลเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากข้อมูลยังไม่สามารถเชื่อมต่อกับหน่วยงานภาครัฐอื่นได้ การบูรณาการข้อมูลจึงเป็นขั้นตอนสำคัญในการนำเทคโนโลยีมาสร้างประโยชน์ต่อการบริหารการคลังในภาพรวม

ตัวอย่างที่สำคัญคือการเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมบัญชีกลาง (Comptroller General’s Department: CGD) ซึ่งมีบทบาทเกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินของรัฐบาล โดยธุรกรรมภาครัฐหลายประเภทอยู่ภายใต้ระบบหักภาษี ณ ที่จ่าย ทั้งการจ่ายเงินให้คู่สัญญา การจ่ายเงินเดือน และเงินบำนาญ

เมื่อมีการจ่ายเงินที่ต้องหักภาษี กรมบัญชีกลางสามารถหักและนำส่งภาษีให้กรมสรรพากร พร้อมส่งต่อข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ทำให้กรมสรรพากรเข้าถึงข้อมูลธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริงได้มากขึ้น แทนการรอข้อมูลจากการยื่นแบบของผู้เสียภาษีเพียงช่องทางเดียว

นางเสาวคนธ์อธิบายว่า ข้อมูลดังกล่าวสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างน้อย 2 ด้าน ได้แก่ การยกระดับบริการผู้เสียภาษี และการเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบภาษี

ในด้านบริการ ข้อมูลจากหน่วยงานรัฐสามารถช่วยให้กรมสรรพากรจัดทำแบบแสดงรายการภาษีที่กรอกข้อมูลไว้ล่วงหน้าได้ โดยจำแนกข้อมูลที่ครบถ้วนและข้อมูลที่ยังขาด เพื่อช่วยลดภาระการกรอกข้อมูลของผู้เสียภาษี

นอกจากนี้ ยังสามารถสนับสนุนกระบวนการคืนภาษีผ่านระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) และการจัดทำหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายแบบรวมศูนย์

การเชื่อมโยงข้อมูลยังช่วยลดการรอคอยระหว่างหน่วยงาน โดยเฉพาะข้อมูลภาษีที่เกี่ยวข้องกับเงินเดือน ซึ่งเดิมหน่วยงานอาจต้องรวบรวมและส่งข้อมูลตามรอบเวลาของตนเอง การมีข้อมูลที่เชื่อมต่อกันทำให้กรมสรรพากรสามารถนำข้อมูลมาใช้ได้เร็วขึ้น พร้อมช่วยลดความเสี่ยงจากการขอคืนภาษีที่ไม่ถูกต้อง

อีกด้านหนึ่ง คือ การตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายภาษี กรมสรรพากรสามารถนำข้อมูลใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ สัญญาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ รายการจ่ายเงินจากระบบ GFMIS และข้อมูลภาษีหัก ณ ที่จ่าย มาเปรียบเทียบกับรายได้ที่ผู้เสียภาษีแจ้งไว้ เพื่อค้นหาความผิดปกติและกำหนดกลุ่มที่ควรได้รับการตรวจสอบเพิ่มเติม

การนำข้อมูลจากหลายแหล่งมาประกอบกันจึงช่วยให้การตรวจสอบมีเป้าหมายมากขึ้น และอาจนำไปใช้ประกอบการประเมินระดับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้ด้วย

นอกเหนือจากข้อมูลภาษีหัก ณ ที่จ่าย กรมสรรพากรยังส่งข้อมูลการจัดเก็บรายได้ผ่านช่องทางต่าง ๆ เข้าสู่ระบบ GFMIS ซึ่งเป็นระบบบริหารการเงินการคลังภาครัฐ โดยเชื่อมโยงกับข้อมูลจากกรมศุลกากร กรมสรรพสามิต และหน่วยงานจัดเก็บรายได้อื่น เช่น กรมที่ดิน และกรมการขนส่งทางบก

เมื่อข้อมูลรายได้จากหลายหน่วยงานถูกรวบรวมเข้าสู่ระบบเดียวกัน ภาครัฐจะสามารถเห็นภาพรวมของเงินไหลเข้า ควบคู่กับข้อมูลการเบิกจ่ายและเงินไหลออกได้ชัดเจนขึ้น

ประโยชน์ของการเชื่อมโยงข้อมูลไม่ได้อยู่ที่การจัดเก็บภาษีเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ภาครัฐคาดการณ์กระแสเงินสดได้แม่นยำขึ้น จากเดิมที่อาจต้องอาศัยรายงานรายเดือนเป็นหลัก เมื่อข้อมูลมีความถี่และเชื่อมโยงกันมากขึ้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็สามารถประเมินสถานะเงินสดของรัฐบาลได้ใกล้เคียงกับสถานการณ์จริงมากขึ้น

ข้อมูลดังกล่าวยังเป็นประโยชน์ต่อการบริหารหนี้สาธารณะ เพราะเมื่อรัฐบาลคาดการณ์ช่วงเวลาที่มีเงินสดเพียงพอหรือช่วงที่ต้องใช้เงินได้ดีขึ้น ก็จะสามารถวางแผนการกู้ยืมให้เหมาะสม ลดการถือเงินสดที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ และลดต้นทุนที่เกิดจากการบริหารสภาพคล่องที่ไม่มีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การเชื่อมโยงข้อมูลรายได้จากหน่วยงานต่างๆ ยังช่วยเพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์รายได้ของรัฐบาล และทำให้ผู้บริหารสามารถติดตามสถานะการจัดเก็บรายได้ผ่านแดชบอร์ดที่อัปเดตข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น

“การเชื่อมโยงระบบบริหารภาษีเข้ากับการบริหารการเงินการคลังภาครัฐเป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินต่อเนื่อง แต่สามารถสร้างประโยชน์ที่ยั่งยืนให้กับภาครัฐทั้งหมดได้” นางเสาวคนธ์กล่าว

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚