แบงก์ชาติ ชี้เศรษฐกิจนอกระบบไทยขนาดใหญ่ถึง 48% ของ GDP หวังดึง 35% ที่ไม่ใช่ ‘สีเทา’ เข้าระบบ
แบงก์ชาติ มุ่งขับเคลื่อนระบบการเงินไทยด้วย 3 เสาหลัก Trust Transparency Inclusion ชี้เศรษฐกิจนอกระบบ มีขนาดใหญ่ถึง 48% ของจีดีพี ธุรกิจ 2.5 ล้านรายที่ยังไม่เข้าสู่ระบบนิติบุคคลหรือภาษี รวมถึงครัวเรือนไทย มีหนี้นอกระบบถึง 44% วางแผนหวังดึงเศรษฐกิจนอกระบบ 35% ที่ไม่ใช่สีเทา เข้าระบบการเงิน ลดต้นทุนสินเชื่อ และเพิ่มจีดีพีของประเทศในระยะยาว
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานเสวนา หัวข้อ THE FUTURE OF THAI FINANCE: TRUST, TRANSPARENCY & GROWTH อนาคตการเงินไทย โปร่งใส เชื่อมั่น และเติบโต ว่า ระบบการเงินของไทยต้องตั้งอยู่บน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ Trust ความน่าเชื่อถือและประสิทธิภาพ Transparency ความโปร่งใส และ Inclusion การดึงคนเข้าสู่ระบบ เพื่อนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในที่สุด
ขณะเดียวกันได้ดำเนินการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทางการเงินเฉพาะจุด 4 เรื่องหลักที่ได้ลงมือทำไปแล้วทั้ง การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน การช่วยเอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อ ผ่านโครงการค้ำประกันสินเชื่อ ซึ่งปล่อยสินเชื่อไปแล้วกว่า 80,000 ล้านบาท และการลดต้นทุนทางการเงินที่เป็นธรรม โดยร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ปรับลดดอกเบี้ยและลดค่าธรรมเนียมไปแล้ว 19 รายการ พร้อมการจัดการภัยไซเบอร์ สกัดเงินเทา และคอร์รัปชั่น ด้วยมาตรการต่าง ๆ
นอกจากระบบการเงินจะต้องมีประสิทธิภาพและความโปร่งใสแล้วต้องสามารถดึงคนเข้าสู่ระบบให้ได้ โดยหากสามารถดึงธุรกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจปกติ (Formal Sector) ได้ จะช่วยให้ต้นทุนสินเชื่อถูกลง ได้รับการดูแลจากรัฐบาล และทำให้การจัดสรรเงินทุนมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลิตภาพแรงงานและส่งผลให้เศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศเติบโตสูงขึ้นอย่างมีคุณภาพ
นายวิทัยกล่าวต่อว่า เมื่อประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทย (ตามบัญชีรายได้ประชาชาติ) จะเป็นเศรษฐกิจในระบบประมาณ 65% และเศรษฐกิจนอกระบบของไทย มีขนาดใหญ่ถึง 48% ของจีดีพี แบ่งเป็น ส่วนที่อยู่ในจีดีพี 35% กับเศรษฐกิจสีเทาอีกประมาณ 13%
“48% ของ GDP เป็น นอกระบบ เวลาพูดถึงนอกระบบ ไม่ใช่เรื่องไม่ดี พ่อค้าแม่ค้าที่ค้าขายตามตลาดนี่ก็คือนอกระบบนะ เพราะไม่เข้าจดทะเบียน ไม่จ่ายภาษี”
ทั้งนี้เศรษฐกิจนอกระบบ บางส่วนที่อยู่ในจีดีพี 35% ถือว่ามีขนาดใหญ่ และยังมีแรงงานนอกระบบที่มีสัดส่วน 65% ของกำลังแรงงาน หรือคิดเป็น 26 ล้านคน ที่ยังไม่มีความคุ้มครองทางสังคมผ่านระบบการจ้างงาน และธุรกิจ 78% หรือ 2.5 ล้านราย ยังไม่ได้เข้าสู่ระบบนิติบุคคลหรือระบบภาษี ซึ่งธุรกิจนอกระบบของไทยมีจำนวนมากที่มีศักยภาพ รวมถึงเมื่อเปรียบเทียบธุรกิจในระบบกับนอกระบบ
ดยธุรกิจที่ดีและมีประสิทธิภาพ 20% กับนอกระบบอยู่ใกล้เคียงกัน แต่กลุ่มที่เข้าถึงสินเชื่อจะได้จริง ๆ จะประมาณ 34% ซึ่งหากสามารถดึงเข้ามาดูในระบบได้ ซึ่งจะทำให้ได้สินเชื่อ พร้อมได้รับต้นทุนจะถูกลง และเป็นผลดีต่อศักยภาพของประเทศ ทำให้จีดีพีของประเทศเติบโตขึ้น
“ธุรกิจที่อยู่ในระบบ หากใส่คน 1 คนเข้าไป สามารถสร้างผลผลิตออกมาได้มากกว่าคนที่อยู่นอกระบบ เพราะว่าต้นทุนถูกลง สินเชื่อถูกกว่าหลายเรื่อง ได้รับการดูแลจากรัฐบาลมากกว่า การจัดสรรทุนมีเรื่องสำคัญที่สามารถถ้าดึงเขาเข้ามาได้ จะสามารถทำให้เศรษฐกิจมันโตขึ้นได้ ผ่านการจัดสรรเงินทุนที่ดีขึ้น โดยการดึง informal sector เข้าไปอยู่ formal sector ประสิทธิภาพจะดีขึ้น”
ขณะที่ภาพรวมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในการเข้าถึงสินเชื่อ โดยพึ่งพาแหล่งเงินทุนในระบบสถาบันการเงิน 66% ส่วนอีก 34% พึ่งพาแหล่งเงินทุนนอกระบบสถาบันการเงิน ซึ่งจำแนกออกเป็น ยืมเพื่อน ญาติพี่น้อง 23.5% นายทุนการค้า 15.0% โรงจำนำและลิสซิ่ง 10.2% นายทุนและวงแชร์ 10.5% ซึ่งเป็นนายทุนเงินกู้ 9.7% และวงแชร์ 0.8% ส่วนบัตรกดเงินสดและบัตรเครดิต 8.9%
ทางด้านภาคครัวเรือนไทย 44% มีหนี้นอกระบบ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 13% ของ จีดีพี ขณะที่ 80% มีหนี้ในระบบ คิดเป็น 81% ของจีดีพี โดยการพึ่งพาหนี้นอกระบบ นำไปใช้ทำธุรกิจเป็นอันดับ 1 คิดเป็น 34.4% รองลงมาผ่อนรถยนต์ และจักรยานยนต์ 33.0% ซื้ออสังหาริมทรัพย์และที่ดิน 14.3% รวมถึงใช้เพื่ออุปโภคบริโภคในครัวเรือน 12.1%
“ถ้าดูเรื่องการเข้าถึงสินเชื่อเอสเอ็มอี พึ่งพาในสถาบันการเงินจริง ๆ แค่ 66% ที่เหลือเป็นการพึ่งพานอกระบบ วงแชร์ กู้นอกระบบ อะไรก็ตาม บางส่วนเป็นเรื่องโอเคปกติ บางส่วนเป็นเรื่องผิดปกติ หนี้นอกระบบ ไม่ใช่ไม่ดีทุกรายการ หนี้นอกระบบที่ดีก็มี ต้องเข้าใจและต้องหาวิธีแก้”

