นายก บลจ.ชูหุ้นไทยเด่น จ่อถกคลังปรับเกณฑ์ TISA
นายก AIMC คนใหม่มองภาวะสงครามป่วนโลกหุ้นไทยน่าลงทุน ชี้รัฐบาลมีเสถียรภาพ สามารถผลักดันนโยบายระยะยาวได้ ช่วยหนุนตลาดหุ้น มองเป้าดัชนีปีนี้มีโอกาสแตะ 1,600 จุด เผยเตรียมเข้าหารือคลังชงข้อเสนอแนะปรับเกณฑ์ TISA พร้อมตั้งเป้าผลักดันขยายฐานนักลงทุนจาก 3 ล้านคน เป็น 6 ล้านคน
นายพจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด ในฐานะนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) คนใหม่ เปิดเผยว่า การลงทุนในภาวะที่ตลาดผันผวนทั้งโลก จากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางในขณะนี้ มองว่าหุ้นไทยน่าลงทุนมากกว่าหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพเข้ามาบริหารประเทศ เพราะเสถียรภาพจะนำมาซึ่งการดำเนินนโยบายระยะยาวได้มากขึ้น
“ถ้ารัฐบาลอยู่ยาวก็จะมีการลงทุนด้านการศึกษา ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ลงทุนรถไฟ ทำอะไรยาว ๆ ได้ สิ่งที่จะตามมาก็คือ ก่อสร้าง รับเหมา อสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีก ค้าขาย จะมีมัลติพลายเออร์ตามมาหมด ซึ่งบริษัทพวกนี้ก็อยู่ในตลาดหุ้น ถ้าบริษัทเหล่านี้ผลประกอบการดีขึ้น กำไรดีขึ้น ตลาดหุ้นก็จะดีขึ้นอีก ซึ่งก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น”
ทั้งนี้ หากสงครามยุติได้เร็วก็จะมีเงินทุนเคลื่อนย้าย (ฟันด์โฟลว์) กลับเข้ามาอีกได้มาก เพราะในช่วงมีสงครามก็ยังมีโฟลว์ไหลเข้ามา ตลาดหุ้นในภูมิภาค อย่างเกาหลี ไต้หวัน ก็บวกกันหมด
“บลจ.วรรณ มองเป้าดัชนี SET ปีนี้ 1,500 จุดน่าจะเกิน และอาจไปถึง 1,600 จุดได้ ถ้า EPS 95 ขึ้น”
นายพจน์กล่าวว่า ทางสมาคมมีแนวทางเสนอรัฐบาลใหม่ พิจารณาปรับปรุงรายละเอียดโครงการบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล หรือ TISA ให้เหมาะสมขึ้น เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ใกล้เคียงกับกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ในอดีต โดยมีแผนที่จะนัดเข้า
หารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ในเรื่องดังกล่าว
ทั้งนี้ จุดที่ต้องพิจารณาร่วมกัน อาทิ การขยายเพดานสิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษี จากเดิมที่กำหนดไม่เกิน 800,000 บาทต่อปี เป็นหักลดหย่อนได้ไม่เกิน 1 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ยังเสนอให้ขยายวงเงินลงทุนในกลุ่ม ESG ทั้งหุ้น พันธบัตร หรือกองทุน Thai ESG จาก 300,000 บาท เป็น 500,000 บาทด้วย
นอกจากนี้ ยังจะต้องหารือกันถึงความเหมาะสมของการกำหนดตัวคูณ ที่ระบุถึงวัตถุประสงค์การแก้เรื่องความเหลื่อมล้ำ โดยกำหนดว่า คนที่มีเงินได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี สามารถลดหย่อนได้ 1.3 เท่า ส่วนผู้มีเงินได้เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี ลดหย่อนภาษีได้ 0.7 เท่า ซึ่งการกำหนดเช่นนี้ทำให้คนที่เงินเดือนที่ไม่แตกต่างกันมาก ได้สิทธิลดหย่อนภาษีที่ต่างกัน ดังนั้น จึงควรทำให้ต่างกันมาก ๆ จึงจะตอบโจทย์เรื่องความเหลื่อมล้ำอย่างแท้จริง
“การมากำหนดตรงจุดที่คนเงินเดือนต่างกันไม่มาก แล้วได้สิทธิประโยชน์ภาษีต่างกันมาก ตรงนี้ดูแล้วไม่ค่อยสมดุล ซึ่งจริง ๆ แล้วตัวคูณที่ว่านี้ไม่ควรมีเลย เพราะสร้างความยุ่งยากในทางปฏิบัติของระบบหลังบ้านมาก”
นายพจน์กล่าวด้วยว่า สมาคมได้ประกาศแผนงาน 3 ปี (2569-2571) ซึ่งจะขับเคลื่อนภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ 1) Policy Drivers-เพิ่มการออม โดยขยายฐานนักลงทุนจาก 3 ล้านคน เป็น 6 ล้านคน ภายใน 5 ปี ขยายช่องทางการขาย Digital ส่งเสริมการลงทุนแบบ Automatic Investing และขยายฐานให้ครอบคลุมกลุ่มแรงงานนอกระบบ Freelance & Gig Workers
2) ESG Pioneer-ผู้นำการเปลี่ยนแปลง ESG สนับสนุนเป้าหมาย NDC ของประเทศ ผลักดันสินทรัพย์ ESG เป็นจุดขายของตลาดทุนไทย ส่งเสริม Collective Engagement ในฐานะนักลงทุนสถาบัน
3) Pension Architect- วางรากฐานระบบบำนาญ เพิ่มการออมเพื่อเกษียณผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) รองรับสังคมสูงวัย ผลักดันการออมภาคบังคับ ผ่านพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ และเพิ่มประเภทสินทรัพย์ที่ PVD ลงทุนได้ตามแนวทางสากล
และ 4.) AMC Business Development-ยกระดับอุตสาหกรรม โดยพัฒนาช่องทางและโอกาสขยายธุรกิจจัดการลงทุน พัฒนาระบบ Infrastructure ของอุตสาหกรรม ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ

