เศรษฐกิจไทย Q1 ยังดูดี KKP เตือนรับมือมรสุมอีกหลายลูก
เศรษฐกิจไทย ปี 2569 นี้ต้องเผชิญความเสี่ยงสำคัญอย่างปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นในตะวันออกกลาง จนส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน ซึ่งแม้จะมีท่าทีการเจรจายุติสงครามระหว่างคู่ขัดแย้ง แต่ก็ยังไม่ลงเอย ยังไม่เห็นข้อสรุปสุดท้ายว่าจะจบลงตรงไหน แน่นอนว่า จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย
ล่าสุด “ดนุชา พิชยนันท์” เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ แถลงว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ขยายตัวได้ 2.8% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 2.5% ในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 โดยมีปัจจัยจากทุกเครื่องชี้ที่ขยายตัว โดยเฉพาะการลงทุนรวมและการส่งออกสินค้าและบริการที่เร่งขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า แม้บางเครื่องชี้จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางก็ตาม
ขณะที่ภาพรวมทั้งปี สศช.ยังคงประมาณการว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวได้ 1.5-2.5% (ค่ากลางที่ 2.0%) เท่ากับคาดการณ์เดิมเมื่อเดือน ก.พ.2569 ซึ่งการประมาณการได้คำนึงถึงผลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางแล้ว
“สภาพัฒน์ได้รวมผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาทไว้แล้ว รวมถึงการขยายตัวของจีดีพีไตรมาส 1 ที่ขยายตัว 2.8% ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม ทำให้สภาพัฒน์ยังคงจีดีพีทั้งปีไว้เท่าเดิม แม้จะมีปัจจัยเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง”
“ดนุชา” กล่าวอีกว่า มีข้อเสนอเชิงนโยบาย ในเรื่องการบริหารเศรษฐกิจปี 2569 ต้องให้ความสำคัญกับ 6 ด้าน ประกอบด้วย 1.การดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยการบริหารจัดการความมั่นคงทางพลังงานเพื่อรองรับในกรณีที่สถานการณ์ความขัดแย้งมีความยืดเยื้อ การดำเนินมาตรการเฉพาะเจาะจงแบบมุ่งเป้า (Targeted) เพื่อดูแลผลกระทบต่อภาคธุรกิจจากการปรับขึ้นของต้นทุนพลังงาน การดูแลความเพียงพอของวัตถุดิบ และการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านของพลังงานและการปรับตัวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
2.การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน โดยการอำนวยความสะดวกและการแก้ไขอุปสรรคในการลงทุน การพัฒนาระบบนิเวศให้เอื้อต่อการลงทุน และการสร้างประโยชน์ต่อเนื่องจากการลงทุนจากต่างประเทศให้แก่ผู้ประกอบการภายในประเทศ
3.การรักษาการขยายตัวของภาคการส่งออกให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง การลดผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ การขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง การลดต้นทุนการผลิตและต้นทุนการดำเนินธุรกิจ การให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการการขนส่งสินค้าเพื่อให้สินค้าไทยสามารถเข้าถึงตลาดสำคัญ ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง
4.การรักษาแรงสนับสนุนของการใช้จ่ายภาครัฐควบคู่ไปกับการรักษาวินัยการเงินการคลัง การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 การบริหารจัดการงบประมาณภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน วงเงิน 400,000 ล้านบาท ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายและดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ รัดกุม และสอดคล้องกับข้อเท็จจริงของเงื่อนไขและสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ และการรักษาพื้นที่ทางการคลังให้เพียงพอสำหรับการรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนในอนาคต
5.การดูแลผลกระทบต่อภาคเกษตรจากการเพิ่มขึ้นของราคาวัตถุดิบทางการเกษตร และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยการเร่งจัดหาแหล่งนำเข้าอื่น ๆ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อการเกษตร
และ 6.การแก้ไขปัญหาด้านการเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน โดยให้ความสำคัญแก่การลดแรงกดดันจากสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในภาคครัวเรือน การให้ความช่วยเหลือทางการเงินให้แก่ภาคธุรกิจ SMEs การเร่งดำเนินการตามแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในระยะต่อไป การสร้างความตระหนักรู้ทางการเงิน
“ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ระบุว่า GDP ไตรมาส 1 ที่ 2.8% พร้อมตัวเลขการลงทุนภาคเอกชนที่ดูดี ถือเป็นสัญญาณบวก และเป็น “กันชน” หรือแต้มต่อที่ดี แต่อย่าเพิ่งรีบฉลองจนลืมไปว่ามรสุมลูกจริงของปี 2569 ทั้งจากปัจจัยภายนอก (ราคาน้ำมัน/สงคราม) ที่ยังไม่รู้จะจบยังไง และปัจจัยภายใน (ความสามารถในการแข่งขัน หนี้ครัวเรือน/K-Shape) ยังคงเป็นปัญหาซ้ำซ้อนรุมเร้าเศรษฐกิจไทยอยู่
“ยังไม่ทันได้ซ่อมบ้าน ต้องมาดับไฟที่กำลังไหม้กันอีกแล้ว”
ด้าน “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ระบุว่า ท่ามกลางผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เดิมศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ว่าจะขยายตัวได้ในกรอบ 0.8-1.2% (ณ เม.ย. 2569) จากผลกระทบของราคาพลังงานที่สูงขึ้นและภาคท่องเที่ยวที่ชะลอลง
อย่างไรก็ดี ตัวเลข GDP ไตรมาส 1/2569 ออกมาดีกว่าคาด ประกอบกับโมเมนตัมการลงทุนภาคเอกชนที่แข็งแกร่งกว่าที่ประเมิน รวมถึงแรงหนุนเพิ่มเติมจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้มีการทบทวนประมาณการเศรษฐกิจไทย และปรับคาดการณ์ GDP ปี 2569 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.0% จาก 1.2%
ส่วนดุลการค้าไทยปี 2569 คาดว่าจะเกินดุลลดลงจากที่เคยประเมินไว้ และลดลงจากปีก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยการส่งออกปี 2569 คาดว่าจะขยายตัว 8.2% เพิ่มขึ้นจากการประเมินก่อนหน้าท่ามกลางแรงหนุนสำคัญจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตามประมาณการดังกล่าวได้คำนึงถึงความเสี่ยงจากมาตรการการค้าของสหรัฐ ที่อาจมีการเรียกเก็บภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 301 กับสินค้าไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เป็นต้นไป
ขณะเดียวกันการนำเข้าในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวสูงถึง 13.9% สอดคล้องกับการขยายตัวของการส่งออก และการลงทุนภาคเอกชน
นอกจากนี้ “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569 จะลดลงมาอยู่ที่ราว 30 ล้านคน จากประมาณการเดิมที่ 31.5 ล้านคน เนื่องจากราคาน้ำมันอากาศยาน (Jet Fuel) มีแนวโน้มยังทรงตัวในระดับสูงและกดดันต้นทุนของสายการบินทั่วโลก ซึ่งนำไปสู่การปรับขึ้นค่าโดยสารและกระทบต่อความเชื่อมั่นในการเดินทางของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกล

