หุ้นไทยวันนี้แกว่ง รอผลเลือกตั้งสหรัฐ จับตาแนวรับ 1,475 จุด

หุ้นไทยวันนี้แกว่ง รอผลเลือกตั้งสหรัฐ จับตาแนวรับ 1,475 จุด
ภาพประกอบข่าว

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ประเมิน SET ยังเคลื่อนไหวผันผวน หลังหลุดระดับ 1,500 จุด โดยมีแนวรับสำคัญ 1,485-1,475 จุด และแนวต้าน 1,500-1,510 จุด ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากผลเลือกตั้งสหรัฐ แนะเลือกซื้อหุ้นรายตัวเมื่อราคาอ่อนตัว

บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้คาดดัชนี SET จะแกว่งตัว โดยมีโอกาสฟื้นตัวระยะสั้น (Rebound) หลังปรับลดลงต่อเนื่องจนหลุดระดับ 1,500 จุด แต่ยังไม่พบสัญญาณกลับตัวที่ชัดเจน เนื่องจากนักลงทุนยังรอความชัดเจนของผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและตลาดทุนโลก

ขณะที่ปัจจัยสนับสนุนการฟื้นตัวมาจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโลกที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น ซึ่งอาจช่วยหนุนหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของไทย ประกอบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่ปรับลดลง และราคาน้ำมันโลกที่อ่อนตัวตามสัญญาณความคืบหน้าการเจรจายุติสงครามในยูเครนและอิหร่าน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ยังมีความไม่แน่นอนจากเหตุการณ์โจมตีที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของ SET โดยมีแนวรับที่ 1,485 และ 1,475 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,500 และ 1,510 จุด พร้อมแนะนำกลยุทธ์เลือกซื้อหุ้นรายตัว (Selective Buy) โดยเน้นทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลดลง (Buy on Dip) มากกว่าการเพิ่มน้ำหนักลงทุนทั้งตลาด

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำ 4 ธีมหลัก โดยให้น้ำหนักกับหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวและแนวโน้มผลประกอบการแข็งแกร่ง เริ่มจากกลุ่ม Earnings Momentum Play ซึ่งเน้นหุ้นที่คาดว่ากำไรไตรมาส 3/2569 จะเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหรือไตรมาสก่อนหน้า ได้แก่ TRUE, TU, GULF, KCE, OR และ TIDLOR

ถัดมาคือกลุ่ม FDI & Tech-Infra Play ที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการเร่งลงทุนในประเทศ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยหุ้นที่น่าสนใจประกอบด้วยกลุ่มธนาคาร BBL, KBANK, KTB กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม WHA, AMATA กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ DELTA, HANA, KCE และกลุ่มพลังงานหมุนเวียน GULF, GPSC, GUNKUL

ส่วนกลุ่ม Geopolitical Relief Play เหมาะสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและต้องการเก็งกำไรระยะสั้น โดยมีปัจจัยหนุนจากความเป็นไปได้ที่ผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ จะนำไปสู่รัฐบาลแบ่งแยกอำนาจ (Divided Government) ซึ่งประเมินว่าอาจช่วยลดความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ และหนุนการฟื้นตัวของกิจกรรมเศรษฐกิจในตะวันออกกลาง หุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ AAV, THAI, GPSC, BGRIM, BH และ BDMS

ขณะที่กลุ่มสุดท้าย Laggard & Earnings Play เน้นหุ้นที่ราคายังปรับตัวขึ้นน้อยกว่าตลาด แต่มีแนวโน้มกำไรไตรมาส 3/2569 เติบโตทั้งเมื่อเทียบกับปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า รวมถึงมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง ได้แก่ AOT, AP, BCH, BDMS, CPN, TRUE และ TU

ในส่วนของหุ้นเด่นประจำวัน เลือก BGRIM และ KCE โดยให้ราคาเป้าหมายระยะสั้นที่ 20.00 บาท และ 68.25 บาท ตามลำดับ

โดยหุ้น BGRIM ได้รับประโยชน์จากแนวโน้มต้นทุนเชื้อเพลิงที่ลดลงตามราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรป รวมถึง Bond Yield ที่ปรับลดลง ขณะที่ระยะยาวยังมีโอกาสเติบโตจากการขยายกำลังการผลิตตามแผน PDP2026 การทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) กับธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ตลอดจนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR)

ส่วนหุ้น KCE มีปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของหุ้นเทคโนโลยีโลกและแนวโน้มเงินบาทอ่อนค่า ซึ่งเป็นผลดีต่อรายได้ส่งออก โดยคาดว่าผลประกอบการครึ่งหลังปี 2569 จะเติบโตต่อเนื่อง จากการปรับขึ้นราคาขายประมาณ 10-12% และการขยายกำลังการผลิตแผงวงจรพิมพ์ชนิดความหนาแน่นสูง (HDI) เพื่อรองรับความต้องการที่ยังอยู่ในระดับสูง

นอกจากนี้ ยังประเมินว่ามาตรการภาครัฐจะเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนหุ้นบางกลุ่ม โดยเฉพาะการปรับภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2570 คาดจะเป็นบวกต่อหุ้นนิคมอุตสาหกรรม WHA, AMATA และกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ AH, STANLY, SAT จากแรงจูงใจให้ผู้ผลิตรถยนต์เพิ่มการลงทุนในประเทศไทย

ขณะที่มาตรการค่าโดยสารร่วมรถไฟฟ้าทุกสาย 17-45 บาท ซึ่งไม่เก็บค่าแรกเข้าซ้ำเมื่อเปลี่ยนสาย และมีกำหนดใช้ตลอดปี 2570 คาดว่าจะช่วยเพิ่มปริมาณผู้โดยสาร เป็นปัจจัยบวกต่อ BTS และ BEM

อย่างไรก็ตาม ตลาดยังต้องติดตามผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ การประชุมธนาคารกลางอังกฤษ และการทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ของบริษัทจดทะเบียนไทย ซึ่งจะเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางการลงทุนในระยะถัดไป

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚