ธปท.จี้แบงก์ปล่อยกู้เอสเอ็มอี ผุด‘SMEs Secure+’ยืดหยุ่นหลักประกัน

ธปท.จี้แบงก์ปล่อยกู้เอสเอ็มอี ผุด‘SMEs Secure+’ยืดหยุ่นหลักประกัน
ภาพประกอบข่าว

ธปท.งัดมาตรการ “SMEs Secure+” กระทุ้งธนาคารปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีเพิ่ม ส่งสัญญาณผ่อนปรนเกณฑ์พิจารณาชั่วคราว 12 เดือน ให้น้ำหนัก “หลักประกัน” แทน “กระแสเงินสด” ที่อาจถูกกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง หวังปลดล็อกผู้ประกอบการเข้าถึงง่ายขึ้น “ทิสโก้” จ่อออก Product Program ชี้เกณฑ์ ธปท.ยืดหยุ่นขึ้น หนุนสภาพคล่องกลุ่มมีศักยภาพ ป้องกันกู้นอกระบบ ฟากแบงก์ใหญ่ยังไม่ตัดสินใจร่วมมาตรการ ชี้ต้องระวังหนี้เสีย

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางมีความไม่แน่นอนสูง ธปท.ได้เตรียมชุดมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ไว้ตามความเหมาะสมของสถานการณ์ โดยล่าสุดได้ออกมาตรการ “มีทรัพย์เพิ่ม เติมสภาพคล่อง” หรือ “SMEs Secure+” ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่เน้นการเติมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ให้สถาบันการเงินนำมูลค่าหลักประกันมาประกอบการพิจารณากระแสเงินสดของลูกหนี้แทนที่จะพิจารณาเพียงกระแสเงินสดหรือสถานะทางการเงินในปัจจุบันที่อาจได้รับผลกระทบชั่วคราวและไม่ใช่สถานะปกติ

“มาตรการ “SMEs Secure+” ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยธุรกิจ “ที่มีหลักประกัน” แต่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ในภาวะปกติ ซึ่งหลักประกันจะมี 2 แบบ คือ 1.หลักประกันเดิม ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ทำให้กระแสเงินสดติดขัด รายได้หรือกำไรจากการทำธุรกิจปรับลดลง จึงเอาหลักประกันเดิมมาใช้เพื่อขอสินเชื่อเพิ่มเติม และ 2.หลักประกันใหม่ หรือหลักประกันปลอดภาระมาขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน”

จุดเด่นของ “SMEs Secure+” คือ ธปท.ส่งสัญญาณผ่อนคลายเกณฑ์กำกับให้กับสถาบันการเงินอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน โดย ธปท. อนุญาตให้ธนาคารผ่อนเกณฑ์การพิจารณาเรื่องของกระแสเงินสดหรือรายได้ที่ลดลงในช่วงที่ได้รับผลกระทบมาเป็นปัจจัยหลักในการพิจารณาสินเชื่อ โดยให้พิจารณาความสามารถในการหารายได้ในช่วงภาวะปกติแทน รวมถึงหากเป็นหลักประกันเดิมไม่ต้องวิเคราะห์ใหม่ เพื่อให้โอกาสสถาบันการเงินสามารถปล่อยสินเชื่อได้มากกว่าเดิม และธุรกิจมีโอกาสได้รับอนุมัติสินเชื่อมากขึ้น โดย ธปท.จะผ่อนปรนเกณฑ์ชั่วคราว 12 เดือน

“ไม่เคยมีครั้งไหนที่ ธปท.ผ่อนปรนการพิจารณาเรื่องกระแสเงินสดให้ชั่วคราว 12 เดือน แต่เพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจ เอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบระยะสั้น จากราคาน้ำมันและวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้น ส่งผลให้กำไรลดลงหรือกระแสเงินสดติดขัด สามารถขอสินเชื่อได้ง่ายขึ้น คาดว่าธนาคารจะทยอยออกโปรดักต์ภายใน 1-2 เดือนนี้ และทยอยสื่อสารผ่านสาขาต่อไป”

นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ กล่าวว่า โครงการ “SMEs Secure+” เป็นนโยบายของ ธปท.ที่ร่วมกับสมาคมธนาคารไทย เพื่อช่วยเหลือลูกค้าที่ต้องการสภาพคล่อง จากแนวโน้มสภาพคล่องของเอสเอ็มอีที่หดตัว ธปท.จึงปรับเกณฑ์ให้ยืดหยุ่นมากขึ้น โดยให้น้ำหนักเรื่องของหลักประกัน

“คนที่มีที่ดิน บ้าน รถยนต์ ที่เป็นทรัพย์สินของตัวเอง หรืออาจจะเป็นของญาติพี่น้อง สามารถนำมาใช้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อได้ โดยลูกค้ากลุ่มนี้อาจจะเป็นกลุ่มสินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ (Stage 2 หรือ SM) จากเดิมสถาบันการเงินไม่กล้าปล่อยสินเชื่อ เนื่องจากพิจารณาจากกระแสเงินสด (Cash Flow) เริ่มเห็นสัญญาณกระท่อนกระแท่น ทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้ที่ต้องการสินเชื่อและไม่ได้สินเชื่ออาจจะหนีไปกู้เงินนอกระบบ หรือผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (น็อนแบงก์) ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าในระบบ”

นายศักดิ์ชัยกล่าวว่า ทิสโก้กำลังพิจารณาวงเงิน และกรอบระยะเวลา เพื่อเสนอคณะกรรมการธนาคาร คาดว่าภายในกลางเดือน พ.ค.นี้ น่าจะมีการสื่อสารและสามารถออกโปรดักต์โปรแกรมในโครงการนี้ออกมาได้ โดยอาจจะมีการปรับเทอมการผ่อนชำระ เช่น จากเดิมผ่อนระยะเวลา 5-7 ปี อัตราการผ่อนเท่ากันทุกงวด แต่อาจจะปรับเป็น “บอลลูน” ให้การผ่อนชำระเป็นแบบ “Step Up”เนื่องจากช่วงแรกลูกค้ากลุ่มนี้รายได้ อาจจะได้รับผลกระทบจากภาวะต้นทุนที่ปรับเพิ่มขึ้น และรายได้ทยอยกลับมาช่วงหลัง เป็นต้น

“ลูกค้าที่คาดว่าจะเข้ามาร่วมโครงการดังกล่าวน่าจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่ปรับเพิ่มขึ้น ทำให้การสต๊อกสินค้ามีต้นทุนสูงขึ้น แต่เป็นกลุ่มที่มีความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากยังมีคำสั่งซื้อ แต่อาจจะขาดสภาพคล่องจากต้นทุนราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้น จึงนำหลักประกันมาขอสินเชื่อเพิ่มเติม อย่างไรก็ดีลูกค้าเดิมที่อยู่กับธนาคารแต่ไม่มีหลักประกันเชื่อว่าสถาบันการเงินทุกแห่งให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง”

ด้านแหล่งข่าวจากสถาบันการเงินขนาดใหญ่กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การเข้าร่วมมาตรการแบงก์อยู่ระหว่างพิจารณา เนื่องจากเป็นมาตรการที่ไม่ได้บังคับ ขึ้นกับความสมัครใจ อย่างไรก็ดีลักษณะของมาตรการ “SMEs Secure+” จะคล้ายกับสินเชื่อที่ธนาคารออมสินทำอยู่ก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ดีภายใต้เศรษฐกิจที่มีความเปราะบาง ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก และปัญหาเชิงโครงสร้าง ทำให้เอสเอ็มอีไม่สามารถแข่งขันได้ ดังนั้นธนาคารจำเป็นต้องรัดกุมในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อ โดยยังคงอ้างอิงความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าเป็นหลัก เพราะหากลูกค้าไม่สามารถชำระหนี้ได้จะกลายเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) แม้ว่าจะมีหลักประกัน เพราะว่าส่วนหนึ่งลูกค้าอาจจะไม่ได้นำสภาพคล่องไปหมุนเวียนในการประกอบธุรกิจ จึงเป็นความกังวลต่อสัญญาณหนี้อาจจะเพิ่มขึ้นได้ในอนาคต

“ปัญหาของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไม่ใช่ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นปัญหาความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งเรายังคงต้องพิจารณากระแสเงินสด และความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า เพื่อป้องกันหนี้เสียที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ซึ่งตอนนี้เชื่อว่าหลาย ๆ ธนาคารคงอยู่ระหว่างการพิจารณาเข้าร่วมโครงการ และหลายธนาคารก็ให้ความกังวลเช่นเดียวกัน”

รายงานข่าวแจ้งว่า ล่าสุด ธปท.ได้ออกหนังสือเวียนถึงสถาบันการเงินทุกแห่งให้ความร่วมมือในการปล่อยสินเชื่อใหม่ และดำเนินตามมาตรการที่ ธปท.ออกมา เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚