เงินโลกหมุนหาที่พักไทยไม่ได้ร่วงตามขบวน

เงินโลกหมุนหาที่พักไทยไม่ได้ร่วงตามขบวน
ภาพประกอบข่าว
คอลัมน์ : ส่องโลก มองไทย
ผู้เขียน : ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์
        [email protected]

ในรอบเดือนล่าสุดถึงกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ข้อมูลเงินทุนเคลื่อนย้ายของ Bloomberg ระบุว่า เงินทุนโลกยังไหลเข้าสหรัฐเป็นหลักถึง 1.8 แสนล้านดอลลาร์ และไหลเข้ากองทุนหุ้นรวม 2.4 แสนล้านดอลลาร์ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “โครงสร้างภายใน” เงินไหลเข้าหุ้นเติบโต (Growth) ซึ่งเป็นหัวใจของธีม AI หดเหลือเพียง 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ ลดลงถึง 65% จากเดือนก่อน ขณะที่เงินที่ถอยออกมากลับไหลเข้ากองทุนอสังหาริมทรัพย์ (REITs) ถึง 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์ แซงหน้ากลุ่มเทคโนโลยีที่ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์

พูดง่าย ๆ คือเงินไม่ได้หนีออกจากตลาดการเงิน แต่กำลังหมุนจากหุ้นกลุ่ม AI ที่เป็นเหมือน“ความฝัน” ไปหา “กระแสเงินสด” ที่เป็นรายได้ที่แท้จริง ซึ่งภาพเดียวกันเห็นได้ในตลาดตราสารหนี้ ที่เงินไหลเข้า 6.8 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยกระจุกในหุ้นกู้เอกชนคุณภาพดี (Investment Grade) 3.1 หมื่นล้านดอลลาร์ และตราสารอายุปานกลาง 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์ มากกว่าพันธบัตรรัฐบาลและตราสารอายุยาว

สะท้อนว่านักลงทุนอยากล็อกดอกเบี้ยสูงไว้ก่อน แต่ไม่กล้าถือยาวเกินไป เพราะยังไม่แน่ใจท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ที่แม้เงินเฟ้อทั่วไปในเดือนมิถุนายนจะต่ำกว่าคาด (3.5%) แต่ยังส่งสัญญาณคงดอกเบี้ยสูงต่อไป

ที่น่าสนใจคือ แม้สงครามตะวันออกกลางจะดันราคาน้ำมัน Brent แตะ 88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่หุ้นกลุ่มพลังงานกลับถูกขาย 4.6 พันล้านดอลลาร์ และโภคภัณฑ์ไหลออก 4.5 พันล้านดอลลาร์ จากการขายทำกำไรทองคำและโลหะมีค่าเป็นหลัก แปลว่าตลาดยังมองความตึงเครียดรอบนี้เป็นความเสี่ยงชั่วคราว ไม่ใช่วิกฤตอุปทานจริง

ส่วนในเอเชีย จุดพลิกอยู่ที่จีนซึ่งกลับมามีเงินไหลเข้า 8.0 พันล้านดอลลาร์ จากความคาดหวังมาตรการกระตุ้นหลังการประชุมคณะกรมการเมือง (Politburo) และญี่ปุ่น 6.2 พันล้านดอลลาร์ จากเงินเยนอ่อนและดัชนี Nikkei ที่ทำจุดสูงสุดใหม่ ขณะที่ธีม AI ยังดึงเงินเข้าเกาหลีใต้ 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์ และไต้หวัน 6.5 พันล้านดอลลาร์

ในส่วนของไทย Bloomberg ระบุว่า ตัวเลขเงินไหลเข้าผ่านกองทุนที่ลงทุนในไทยสุทธิในเดือนที่ผ่านมาประมาณ 9 ล้านดอลลาร์ ซึ่งแม้ไม่สูงนักแต่ยังดีกว่าหลายประเทศ โดยมาเลเซียเงินไหลออก 53 ล้านดอลลาร์ และเวียดนามไหลออก 44 ล้านดอลลาร์ ไทยจึงอยู่ในกลุ่มที่ “ไม่ถูกขาย” ในเดือนที่เงินโลกเลือกข้างชัดเจน และที่สำคัญกว่านั้นเงินทุนเคลื่อนย้ายระยะสั้น ไม่ใช่เครื่องชี้วัดเดียวของสุขภาพตลาด ปีนี้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยปรับขึ้นแล้วราว 30% นำโดยกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และธนาคาร ซึ่งเป็นการขึ้นจากปัจจัยพื้นฐานภายในมากกว่าจากกระแสเงินร้อน

แรงหนุนภายในมีจริง การส่งออกเดือนมิถุนายนคาดว่ายังแข็งแกร่งจากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และวัฏจักรการลงทุนด้าน AI สอดคล้องกับจีนและเกาหลีใต้ โดย IMF จัดไทยเป็น 1 ใน 4 ประเทศผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์เกี่ยวข้องกับ AI รายใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ตลาดโลกยังประเมินค่าต่ำเกินไป

ด้านนโยบายในประเทศก็เดินหน้าเชิงรุก ทั้งมาตรการลดค่าไฟเหลือ 3 บาทต่อหน่วยสำหรับ 200 หน่วยแรกเริ่มรอบบิลเดือนสิงหาคม และมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ที่รัฐช่วยค่าที่พัก 50% สูงสุด 3 พันบาท จำนวน 5 แสนสิทธิ

ในระยะหนึ่งเดือนข้างหน้า ผู้เขียนมองว่าตลาดจะยังกล้ารับความเสี่ยงอยู่ แต่จะระมัดระวังมากขึ้น โดยมีสี่เรื่องที่ต้องจับตา คือ (1) สงครามตะวันออกกลาง หากราคาน้ำมันดิบเบรนต์ขยับจากราว 88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลขึ้นไปใกล้ 100 ดอลลาร์ ตลาดจะเริ่มมองเป็นวิกฤตขาดแคลนน้ำมันจริง (2) มาตรการภาษีของสหรัฐ หากอัตราภาษีที่ประกาศออกมาสูงกว่าระดับเดิมที่ 15-20% เงินที่เพิ่งไหลกลับเข้าตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะจีน ก็อาจไหลออกอีกครั้ง

(3) ท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ซึ่งน่าจะยังยืนยันคงดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป ทำให้ดอลลาร์แข็งค่าและกดดันหุ้นกลุ่มเติบโตต่อเนื่อง และ (4) การประชุมคณะกรมการเมืองของจีน หากไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจนออกมา เงินที่ไหลเข้าจีนในเดือนนี้ก็มีโอกาสพลิกกลับเป็นไหลออกได้ นอกจากนี้ยังต้องติดตามผลประกอบการไตรมาสสองของบริษัทสหรัฐ ทิศทางค่าเงินเยน และแรงขายหุ้นกลุ่มชิปในเกาหลีใต้และไต้หวันประกอบด้วย

บทสรุปของเดือนนี้คือเงินทุนโลกกำลังถอยจากหุ้นที่ขายความฝันมาหาสินทรัพย์ที่ให้กระแสเงินสดจริง สะท้อนตลาดที่เลือกลงทุนมากขึ้น ท่ามกลางชนวนความเสี่ยงที่ยังรออยู่ ทั้งราคาน้ำมัน ภาษีสหรัฐ ท่าทีของ Fed และผลประกอบการกลุ่มเทคโนโลยีที่จะชี้ว่าแรงขายหุ้นชิปเป็นเพียงการพักฐานหรือการเปลี่ยนวัฏจักร

ในภาวะเช่นนี้หุ้นที่มีเงินปันผลสม่ำเสมอ ราคาไม่แพงเกินพื้นฐาน และไม่ได้เดิมพันทั้งหมดไว้กับธีมเดียว ย่อมมีที่ทางของตัวเอง ซึ่งตลาดหุ้นไทยก็อยู่ในกลุ่มนี้เช่นกัน

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚