อีสท์สปริงเปิด RMF ใหม่ ลงทุนหุ้นเทคโลก ชู NVIDIA-Microsoft เริ่มต้น 1 บาท
บลจ.อีสท์สปริง เปิดตัวกองทุน ES-GTECHRMF ลงทุนหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก รับกระแส AI เติบโต ชูหุ้นเด่น NVIDIA-Microsoft-TSMC เปิดขายครั้งแรก 12-20 ต.ค. 2569 ลงทุนขั้นต่ำเพียง 1 บาท พร้อมสิทธิลดหย่อนภาษี
นายยิ่งยง เจียรวุฑฒิ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายจัดการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทเปิดเสนอขายกองทุนเปิดอีสท์สปริง Global Technology เพื่อการเลี้ยงชีพ (ES-GTECHRMF) ซึ่งเป็นกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ที่เน้นลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้ลงทุนที่ต้องการสะสมเงินระยะยาวสำหรับวัยเกษียณ ควบคู่กับการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยเปิดเสนอขายครั้งแรก (IPO) ระหว่างวันที่ 12-20 ต.ค. 2569 ด้วยเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 1 บาท

ทั้งนี้ การเปิดตัวกองทุนดังกล่าวเป็นการรองรับโอกาสเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มีการนำไปใช้ในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทเทคโนโลยีและผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI
ข้อมูลจาก บลจ.อีสท์สปริง และ Polar Capital ณ เดือน ส.ค. 2569 ระบุว่า ประมาณการเงินลงทุนด้าน AI ของกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 86% ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 สะท้อนความต้องการลงทุนในศูนย์ข้อมูล ระบบประมวลผล และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนแนวโน้มการเติบโตของผลประกอบการบริษัทเทคโนโลยีในระยะยาว
สำหรับกองทุน ES-GTECHRMF มีมูลค่าโครงการ 5,000 ล้านบาท โดยเน้นลงทุนผ่านกองทุนหลัก Polar Capital Funds Plc Global Technology Fund ชนิดหน่วยลงทุน USD Class I Dist ในสัดส่วนเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิในรอบปีบัญชี
กองทุนหลักมีนโยบายลงทุนในหุ้นบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกที่มีศักยภาพเติบโตระยะยาว โดยใช้กลยุทธ์คัดเลือกหุ้นเชิงรุกจากปัจจัยพื้นฐานรายบริษัท (Bottom-up) กระจายการลงทุนในหุ้นประมาณ 60-85 บริษัท และมีเป้าหมายสร้างผลตอบแทนให้สูงกว่าดัชนี Dow Jones Global Technology ในระยะยาว ภายใต้การบริหารของทีมผู้จัดการกองทุน Polar Capital ที่มีประสบการณ์มากกว่า 29 ปี
ด้านการกระจายลงทุนตามภูมิภาค กองทุนหลักมีสัดส่วนลงทุนในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาสูงสุด 68.6% รองลงมาเป็นเอเชียแปซิฟิกไม่รวมญี่ปุ่น 20.9% ญี่ปุ่น 4.3% ยุโรป 3.4% ตะวันออกกลางและแอฟริกา 0.7% และถือเงินสด 2.2%
ขณะที่หุ้นที่มีน้ำหนักลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ NVIDIA สัดส่วน 9.6% ซึ่งเป็นผู้นำด้านชิปประมวลผล AI และโครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูล ตามด้วย Microsoft 6.3% ผู้ให้บริการซอฟต์แวร์และคลาวด์รายใหญ่, TSMC 5.5% ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ชั้นนำของโลก, Alphabet 4.8% บริษัทแม่ของ Google และ YouTube รวมถึงผู้พัฒนา AI Gemini และ Advanced Micro Devices (AMD) 4.1% ผู้พัฒนาชิปประมวลผลสำหรับ AI และศูนย์ข้อมูล
นายยิ่งยง กล่าวอีกว่า การเพิ่มกองทุน RMF ที่เน้นลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกครั้งนี้ จะช่วยขยายทางเลือกให้ผู้ลงทุนสามารถเข้าถึงโอกาสเติบโตของธุรกิจเทคโนโลยีในระยะยาว พร้อมวางแผนการลงทุนเพื่อเกษียณและใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีตามเงื่อนไขที่กำหนด
อย่างไรก็ตาม กองทุนมีความเสี่ยงจากการลงทุนกระจุกตัวในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี รวมถึงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงค่าเงินเต็มจำนวน ผู้ลงทุนจึงควรศึกษานโยบายการลงทุน ระดับความเสี่ยง และเงื่อนไขสิทธิประโยชน์ทางภาษีก่อนตัดสินใจลงทุน

