จับตาลงทุน Q4/69 ดอกเบี้ย-น้ำมันกดดันตลาด INVX มอง 1,550 จุดเริ่มน่าสะสม

จับตาลงทุน Q4/69 ดอกเบี้ย-น้ำมันกดดันตลาด INVX มอง 1,550 จุดเริ่มน่าสะสม
ภาพประกอบข่าว

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มองลงทุนไตรมาส 4/69 ต้องเพิ่มความระมัดระวัง รับดอกเบี้ยขาขึ้น-น้ำมันสูง กดดันเงินเฟ้อ บอนด์ยีลด์ และฟันด์โฟลว์ต่างชาติ ชี้หุ้นสหรัฐน่าสนใจกว่าตลาดเกิดใหม่ ขณะที่หุ้นไทยยังได้แรงหนุนจากภาครัฐ เคาะ SET ปี’70 เป้า 1,715 จุด มอง 1,550 จุดเริ่มน่าสะสม เปิด 5 หุ้นเด่น AMATA-CENTEL-CRC-KTB-PR9

นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Investment Strategy & Research บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) เปิดเผยว่า ภาพการลงทุนในไตรมาส 4/2569 สะท้อนความเปราะบางของปัจจัยมหภาคมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ธนาคารกลางหลักกลับมาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านยังยืดเยื้อ ทำให้ผู้ลงทุนจำเป็นต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงหลายด้านควบคู่กัน

ความขัดแย้งดังกล่าวอาจสร้าง “ห่วงโซ่ความเสี่ยง” (Chain of Risk) เริ่มจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง ส่งต่อไปยังแรงกดดันเงินเฟ้อ การคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ย ต้นทุนทางการเงิน ตลอดจนค่าเงินบาท ซึ่งล้วนมีผลต่อทิศทางตลาดการเงินในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว มองว่าตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหรัฐมีความน่าสนใจมากกว่าตลาดเกิดใหม่ เนื่องจากเศรษฐกิจและบริษัทจดทะเบียนมีความทนทานต่อภาวะดอกเบี้ยสูง ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนยังแข็งแกร่ง

อย่างไรก็ตาม ห่วงโซ่ความเสี่ยงดังกล่าวสามารถเปลี่ยนทิศได้ หากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านคลี่คลาย และการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันจากราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ และความกังวลเรื่องทิศทางดอกเบี้ยลงตามลำดับ

สำหรับตลาดหุ้นไทย ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการเร่งเบิกจ่ายและการลงทุนของภาครัฐ ซึ่งจะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อหุ้นที่อิงเศรษฐกิจภายในประเทศ (Domestic Plays) ดังนั้น กลยุทธ์ในช่วงไตรมาส 4 จึงควรเพิ่มความระมัดระวัง แต่ไม่ได้หมายถึงการหลีกเลี่ยงการลงทุน โดยควรเน้นหุ้นคุณภาพดีและกระจายความเสี่ยงของพอร์ตอย่างเหมาะสม

ส่วนกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลออกจากตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา เป็นการไหลกลับของเงินทุน หลังจากช่วงต้นไตรมาส 3/2569 นักลงทุนต่างชาติเข้ามาเก็งกำไรจากตัวเลข GDP ไทยและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 2/2569 ที่ออกมาดี

แต่ปัจจุบันปัจจัยแวดล้อมเปลี่ยนไป หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อยังเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันในระดับสูง ตลาดจึงคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐเป็นขาขึ้น ประกอบกับเงินบาทอ่อนค่าลง ส่งผลให้เงินทุนต่างชาติบางส่วนไหลออกจากตลาดหุ้นไทย

“ทิศทางตลาดหุ้นยังต้องติดตามปัจจัยในช่วงไตรมาส 4/2569 โดยเฉพาะจุดเปลี่ยนในช่วงการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ ซึ่งจะทำให้ภาพการเมืองสหรัฐเปลี่ยนแปลงได้ และมีผลต่อทิศทางของตลาดหุ้นในระยะต่อไป” นายสุทธิชัย กล่าว

ด้าน ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ InnovestX กล่าวว่า บริษัทยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 และ 2570 ขยายตัว 2.0% โดยภาพเศรษฐกิจยังมีลักษณะการเติบโตแบบ K-shaped หรือการฟื้นตัวที่แตกต่างกันในแต่ละภาคส่วน ซึ่งในปี 2569 แรงสนับสนุนสำคัญมาจากการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกที่ได้รับประโยชน์จากกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก่อนที่ในปี 2570 แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะเปลี่ยนไปสู่ภาครัฐและการบริโภคมากขึ้น

สำหรับปัจจัยภายนอกที่ต้องติดตาม InnovestX ปรับสมมติฐานราคาน้ำมันเฉลี่ยปี 2569 และ 2570 ขึ้นเป็น 90 และ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลตามลำดับ พร้อมจับตาค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลง ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลัก รวมถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่มีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้น ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินในระยะต่อไป

นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน InnovestX กล่าวว่า แม้ภาพปัจจัยมหภาคมีความเปราะบางมากขึ้น แต่กำไรของบริษัทจดทะเบียนยังเป็นแรงสนับสนุนตลาดหุ้น โดยประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดหุ้นไทยได้รับการปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากกลุ่มพลังงาน

ส่วนตลาดหุ้นโลกเริ่มเห็นการเติบโตของกำไรกระจายออกจากกลุ่มเทคโนโลยีไปยังอุตสาหกรรมอื่นมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หลังจากตลาดปรับตัวขึ้นมาแล้วระดับหนึ่ง ทำให้โอกาสปรับขึ้นเพิ่มเติม (Upside) เริ่มจำกัด ขณะที่ยังมีความเสี่ยงจากราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ นโยบายการเงิน และต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น รวมถึงความเสี่ยงจากเอลนีโญและราคาชิปที่เพิ่มขึ้น หากราคาพลังงานยังไม่ปรับลดลง

กลยุทธ์จึงควรหลีกเลี่ยงการไล่ราคาหุ้นและรอจังหวะเข้าลงทุน โดยกำหนดเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยปี 2570 ที่ 1,715 จุด จากแรงสนับสนุนของเศรษฐกิจ การลงทุน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่บริเวณ 1,550 จุด เป็นระดับที่เริ่มมีความน่าสนใจสำหรับทยอยสะสม

สำหรับการเลือกหุ้น ยังคงเน้นบริษัทที่มีงบดุลแข็งแกร่ง มีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกจำกัด และมีความชัดเจนของแนวโน้มกำไร โดยเลือก 5 หุ้นเด่น ได้แก่ AMATA, CENTEL, CRC, KTB และ PR9

การลงทุนต่างประเทศ InnovestX มองหุ้นที่ได้รับประโยชน์จาก AI ได้แก่ Google, Amazon, Nvidia, Tencent และ Alibaba ส่วนกลุ่ม Semiconductor เน้นบริษัทที่อยู่ในจุดคอขวดของอุตสาหกรรม หรือได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายของรัฐบาลจีนในการใช้ชิปภายในประเทศ เช่น Lumentum, Naura, SMIC และ Biren

พร้อมกันนี้ แนะนำกระจายความเสี่ยงออกจากหุ้นเทคโนโลยีไปยังหุ้นเชิงรับ ได้แก่ Hong Kong Exchanges & Clearing, Visa, AIA, Walmart, Iberdrola และ China Mobile รวมถึงธีมหุ้นปันผล เช่น Verizon, AXA, Enel, ICBC และ Hang Seng High Dividend (HSHD23)

นายจรณพงศ์ รัตนะโสภา Head of Investment Product Specialist InnovestX กล่าวว่า สำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงออกจากหุ้นเทคโนโลยี แนะนำกองทุน M-SCHD ซึ่งลงทุนผ่าน Schwab U.S. Dividend Equity ETF (SCHD) เน้นลงทุนในหุ้นปันผลคุณภาพของสหรัฐฯ ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมีความสม่ำเสมอในการจ่ายเงินปันผล

ปัจจุบัน SCHD มีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีน้อยกว่า 10% เทียบกับดัชนี S&P 500 ที่มีสัดส่วนเกือบ 40% ขณะที่ผลตอบแทนในปีนี้ปรับตัวขึ้นได้ดีกว่า S&P 500 สะท้อนว่าผลตอบแทนของตลาดไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะหุ้นเทคโนโลยีเท่านั้น

ขณะที่ค่าสหสัมพันธ์ (Correlation) ระหว่าง SCHD กับ S&P 500 ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 0.3 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่จัดตั้งในปี 2554 หมายความว่าการเคลื่อนไหวของหุ้นในกลุ่มดังกล่าวสอดคล้องกับตลาดหุ้นสหรัฐโดยรวมน้อยลง จึงช่วยเพิ่มการกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตลงทุน

นอกจาก M-SCHD แล้ว ยังมีกองทุน M-SCHG ซึ่งลงทุนผ่าน Schwab U.S. Large-Cap Growth ETF (SCHG) เพื่อเข้าถึงหุ้นขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ที่มีศักยภาพการเติบโต รวมถึง DR23 ที่เปิดโอกาสให้ลงทุนใน ETF สหรัฐฯ ภายใต้แบรนด์ iShares ของ BlackRock ผ่าน 3 หลักทรัพย์ ได้แก่ IVV23 อ้างอิง S&P 500, IQQ23 อ้างอิง Nasdaq-100 และ SOXX23 อ้างอิงกลุ่ม Semiconductor

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚