SMEs สต๊อกบวม-จีนตีตลาด TISCO ชี้ต้นทุนพุ่ง-ttb ชูธุรกิจดาวรุ่ง
TISCO ห่วงเอสเอ็มอีไทย “สต๊อกบวม” เจอสินค้าจีนตีตลาด แถมเผชิญสารพัดปัญหา “ต้นทุนการเงินพุ่ง-เข้าถึงสินเชื่อยาก” ฟาก “ttb” ชี้ SMEs บางธุรกิจมีโอกาส-เป็นดาวรุ่ง แนะเริ่มลงทุนเล็ก ๆ ก่อนขยายสาขา ส่วนธุรกิจที่ต้องเลี่ยง “มีการเปิดสาขาในตลาดจำนวนมาก-แข่งขันรุนแรง”
นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) กล่าวว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยเผชิญความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจหลายด้าน ทั้งปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตที่ปรับสูงขึ้นตามเงินเฟ้อ และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ชะลอตัว รวมถึงการแข่งขันในภาคธุรกิจที่รุนแรงขึ้น
นอกจากนี้ ยังเจอปัญหาสต๊อกที่เพิ่มสูงขึ้นเช่นเดียวกับธุรกิจขนาดใหญ่ โดยพบว่ากว่าครึ่งหนึ่งของสินค้าคงคลังที่เพิ่มขึ้นในไตรมาส 2 มาจากหมวดที่ยอดขายปรับตัวลดลง แต่สต๊อกกลับเพิ่มขึ้น เช่น ยานยนต์ ปิโตรเลียม เคมีภัณฑ์ เป็นต้น ซึ่งภาวะดังกล่าวทำให้ธุรกิจต้องลดกำลังการผลิตลงในระยะถัดไป และอาจกลายเป็นแรงฉุดอัตราการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจ (GDP) ตั้งแต่ไตรมาส 1 ของปี 2570 เป็นต้นไป

“ในช่วงไตรมาส 2 แรกปี 2569 มีตัวเลขที่ต้องเข้าไปพิจารณา เพราะการส่งออกโต 20% แต่ภาคการผลิตโตแค่ 0.1% หมายความว่าสินค้าที่ผลิตใช้เองในประเทศแทบจะไม่โตเลย ถูกแทนที่ด้วยสินค้าจีน สะท้อนได้จากในปัจจุบันผู้บริโภคจะเลือกซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ ทำให้ธุรกิจไทยแข่งขันได้อย่างยากขึ้น”
นอกจากนี้ เมื่อประเมินโครงสร้างอุตสาหกรรมไทยยังเกิดภาวะ “Hollowing Out” หรือการส่งออกที่ไม่สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจและแรงงานในประเทศ โดยเมื่อประเมินการส่งออกของไทยจะพึ่งพานำเข้าสินค้าและชิ้นส่วนเพิ่มขึ้นจาก 48% ในปี 2561 เป็นประมาณ 70% ในปัจจุบัน ทำให้มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจริงแทบไม่ขยับขึ้นนับตั้งแต่กลางปี 2567 เพราะเป็นการนำเข้าชิ้นส่วนเกือบสำเร็จรูปเข้ามาเพื่อประกอบและส่งออกต่อไป
“ประเทศมีการนำเข้ามาเป็นชิ้นส่วน นำเข้ามาเป็นเกือบที่จะสำเร็จและเอามาขันนอต เอามาแปะกาว แล้วส่งออกไปได้แล้ว จึงทำให้มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจแทบจะไม่ขยับเลย ถึงแม้ประเทศไทยจะส่งออกโตไป 40% จากเมื่อ 8 ปีที่แล้ว”
นายเมธัสกล่าวว่า ทางออกสำคัญในการแก้ปัญหาเรื่องเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ให้มาสร้างห่วงโซ่อุปทานแก่เอสเอ็มอีไทย จึงเสนอให้ภาครัฐปรับเปลี่ยนแนวคิดในการดึงดูดจากต่างประเทศ ด้วยการใช้มาตรการจูงใจทางภาษีมาใช้ในการให้สิทธิประโยชน์กับผู้ประกอบการที่ใช้วัตถุดิบและแรงงานในประเทศ (Local Content) เช่น หากใช้ Local Content ให้ถึง 50% จะได้รับการยกเว้นภาษี หรือกำหนดสัดส่วนวิศวกรไทยในโครงการ ตามแบบอย่างของสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และซาอุดีอาระเบีย เพื่อบังคับให้ทุนต่างชาติต้องเชื่อมโยงและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับเอสเอ็มอีไทยอย่างเป็นรูปธรรม
“การลงทุนที่เข้ามาจะเป็นดิจิทัลเป็นหลักตั้งแต่ปี 2566 แต่ความต้องการแรงงานต่อทุนลดลง หมายความว่า แม้เงินลงทุนจะเข้ามาสร้างสถิติสูงสุด แต่การจ้างงานในประเทศอาจจะไม่ขยับเลย แสดงว่าทุกหนึ่งบาทที่ลงทุนอาจต้องการจ้างงานที่ลดลง จึงไม่ได้ตอบว่าการลงทุนที่เพิ่มขึ้นจะมีการจ้างงานมากขึ้น ถ้ามองว่าสิ่งที่ประเทศต้องทำคือ ดึงเงินลงทุนมาให้ได้เยอะ ๆ อย่างเดียว อาจจะไม่ตอบโจทย์ละ โจทย์ที่ต้องตั้งก็คือว่า เงินลงทุนเหล่านั้นเข้ามาจะสร้างคุณภาพของการเติบโต สร้างอุตสาหกรรมในประเทศ สร้าง Potential GDP ของประเทศได้จริงหรือเปล่า”

ด้านนายฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทหารไทยธนชาต (ttb) กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีทั้งกลุ่มที่น่าเป็นห่วง ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่มีการเปิดสาขาจำนวนมาก ทำให้ตลาดเกิดการแข่งขันระดับสูง รวมถึงมีกลุ่มที่ยังสามารถขับเคลื่อนธุรกิจต่อได้
ขณะเดียวกันธุรกิจดาวรุ่งที่มีแนวโน้มสอดคล้องกับ Aging Society และโครงสร้างประชากรไทย ได้แก่ ธุรกิจสัตว์เลี้ยง ทั้งโรงแรมสุนัขและแมว และอาหารสัตว์เลี้ยง รวมถึงธุรกิจ Hospitality ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพ การนวด Meditation อาหารเพื่อสุขภาพ และการรักษาสุขภาพ
“ธุรกิจเอสเอ็มอีมีกลุ่มที่น่าเป็นห่วงและกลุ่มที่ไปได้อยู่ แต่หากจะเข้าไปลงทุนควรหลีกเลี่ยงธุรกิจที่คนทำพร้อมกันจำนวนมาก และมีการเปิดสาขาจำนวนมากในตลาด อย่างกลุ่มร้านเครื่องดื่ม”
นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจ Niche Market เช่น โรงแรมบูติคขนาดเล็ก ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และ AI รวมถึงคลินิกรักษาสุขภาพและคลินิกอาหารเสริมที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา (อย.)
ด้านธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ก็ยังมีโอกาส โดยเฉพาะอู่ซ่อมรถที่ปรับตัวรองรับ EV ทั้งการซ่อมสี ตรวจสภาพ และการให้บริการเฉพาะทางสำหรับรถ EV โดยไม่ต้องพึ่งศูนย์บริการ เนื่องจากรถใหม่ประมาณครึ่งหนึ่งเป็นรถ EV และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง และในอนาคตจะเพิ่มจำนวนถึงระดับหลายแสนคัน
“ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีควรเริ่มลงทุนน้อย ๆ และเล็ก ๆ ก่อน เพื่อประเมินสถานการณ์ของตลาด แต่ไม่ควรเร่งรีบเปิดสาขาทีเดียว 10 สาขา”

