ธุรกิจที่รอด ต้องไม่ใช่ธุรกิจที่รอ

ธุรกิจที่รอด ต้องไม่ใช่ธุรกิจที่รอ
ภาพประกอบข่าว
คอลัมน์ : Smart SMEs
ผู้เขียน : ดวงกมล ลิมป์พวงทิพย์
กรุงศรี SME

เศรษฐกิจไทยในวันนี้ไม่ได้เผชิญวิกฤตฉับพลันแบบต้มยำกุ้งหรือโควิด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเติบโตยังอยู่ในระดับที่ไม่น่าพอใจนัก กำลังซื้อผู้บริโภคยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ต้นทุนผันผวนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันจากทุนต่างชาติถาโถมเข้ามาในทุกมิติ สงครามการค้าระหว่างมหาอำนาจยังเปลี่ยนกติกาอยู่ตลอดเวลา และนี่คือสิ่งที่น่ากลัวกว่าวิกฤต เพราะในวิกฤตคนรู้ว่าต้องสู้ แต่ใน “ความเฉื่อย” คนมักเลือกรอ รอข้อมูลเพิ่ม รอความชัดเจน รอให้คนอื่นลองก่อน แต่สำหรับผู้ประกอบการ SMEs คำถามที่แท้จริงไม่ใช่ “เศรษฐกิจจะดีขึ้นเมื่อไหร่” แต่คือ “เราจะรอข้อมูลให้ครบก่อนค่อยตัดสินใจได้อีกนานแค่ไหน”

จากการทำงานในภาคธนาคาร ดิฉันมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้ประกอบการ SMEs จำนวนมาก ทั้งรายที่เติบโตอย่างน่าทึ่งในช่วงเศรษฐกิจย่ำแย่ และรายที่เคยแข็งแกร่งแต่สะดุดล้มในจังหวะที่ไม่คาดคิด สิ่งที่สังเกตเห็นเสมอคือ ผู้ประกอบการที่ผ่านพ้นช่วงเวลายากลำบากมาได้ ไม่ใช่คนที่มีข้อมูลครบถ้วนกว่าคนอื่น แต่คือคนที่ “ตัดสินใจเป็น” แม้ในวันที่ข้อมูลไม่ครบ พวกเขามีวิธีคิดบางอย่างที่ช่วยให้ก้าวต่อไปได้โดยไม่ต้องรอให้ทุกอย่างชัดเจนร้อยเปอร์เซ็นต์ และเมื่อได้อ่านแนวคิดด้านการตัดสินใจในโลกธุรกิจ ก็พบว่าหลายอย่างสอดคล้องกับสิ่งที่ได้เห็นจากผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จจึงอยากหยิบมาพูดคุย แบ่งปันและชวนคิดกัน

แนวคิดแรกคือ “กฎ 70%” มีหลักคิดในโลกธุรกิจที่ว่า ถ้ารอจนมีข้อมูลครบ 90% ก่อนตัดสินใจ ส่วนใหญ่แล้วมักช้าเกินไป แต่ถ้ามีข้อมูลประมาณ 70% ก็ควรตัดสินใจได้แล้ว ผู้ประกอบการ SMEs ที่ดิฉันเห็นว่าปรับตัวได้เร็วก็มักทำแบบนี้โดยธรรมชาติ พวกเขาตัดสินใจเมื่อรู้สึกว่า “พอจะมองเห็นทาง” แล้วค่อยปรับระหว่างทาง เพราะหลายครั้งที่เรารอข้อมูลเพิ่ม สิ่งที่เสียไปคือเวลาและโอกาส และบ่อยครั้งสภาพแวดล้อมก็เปลี่ยนไปแล้ว สำหรับ SMEs กฎนี้ยิ่งเป็นจริง เพราะความได้เปรียบที่สุดของ SMEs ไม่ใช่เงินทุน แต่คือความเร็วในการตัดสินใจ 

อีกแนวคิดที่น่าสนใจคือการแยกแยะระหว่าง “การตัดสินใจที่ย้อนกลับได้” กับ “การตัดสินใจที่ย้อนกลับไม่ได้” หรือที่เรียกกันว่า Two-Way Door กับ One-Way Door การตัดสินใจส่วนใหญ่ในธุรกิจ SMEs เป็นแบบ Two-Way Door คือถ้าผิดพลาดก็ยังแก้ไขหรือถอยกลับได้ เช่น การทดลองช่องทางขายใหม่ การปรับราคา หรือการลองใช้เครื่องมือดิจิทัลตัวใหม่ สิ่งเหล่านี้ถ้าไม่เวิร์กก็หยุดได้ ตัดสินใจเร็วแล้วเรียนรู้จากผลลัพธ์ดีกว่า ส่วน One-Way Door เช่น การเซ็นสัญญาเช่าระยะยาว หรือการลงทุนก้อนใหญ่ สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่ต้องคิดให้รอบคอบ แต่สิ่งที่มักเห็นคือผู้ประกอบการหลายท่านใช้ความระมัดระวังระดับเดียวกันกับทุกการตัดสินใจ ทำให้ทุกอย่างช้าไปหมด ทั้งที่การตัดสินใจในแต่ละวันส่วนใหญ่เป็นแบบ Two-Way Door ที่ควรตัดสินใจให้เร็วที่สุด

แนวคิดที่สามคือ “การจำกัดความเสียหาย” แทนที่จะถามว่า “ถ้าทำแล้วจะได้อะไร” ลองถามว่า “ถ้าทำแล้วผิดพลาดเราเสียอะไรมากที่สุด และเรารับได้ไหม” วิธีคิดแบบนี้ช่วยได้มากในสถานการณ์ที่ข้อมูลไม่ครบ เพราะเราอาจคาดการณ์ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดไม่ได้ แต่ประเมินผลเสียที่แย่ที่สุดได้ค่อนข้างแม่นยำ ผู้ประกอบการที่ก้าวผ่านความไม่แน่นอนได้ดีมักมีนิสัยคล้ายกันคือ ก่อนลงมือทำอะไรใหม่จะประเมินก่อนเสมอว่าถ้าล้มเหลวทั้งหมดธุรกิจหลักยังยืนอยู่ได้หรือไม่ ถ้าคำตอบคือ “ได้” ก็ลงมือทำ เพราะความเสียหายถูกจำกัดไว้แล้วตั้งแต่ต้น

แนวคิดสุดท้ายคือ “วงจรตัดสินใจ-เรียนรู้-ปรับ ให้เร็วที่สุด” ในยุคที่ข้อมูลไม่ครบและสถานการณ์เปลี่ยนเร็ว คุณภาพของการตัดสินใจไม่ได้วัดจากว่าตัดสินใจถูกตั้งแต่แรกหรือไม่ แต่วัดจากว่าเรียนรู้และปรับได้เร็วแค่ไหน SMEs ที่ตัดสินใจเร็ว ผิดเร็ว แก้เร็ว จะวิ่งได้ไกลกว่า SMEsที่รอจนแน่ใจแล้วค่อยก้าวเสมอ จากที่ได้เห็นมาผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จในช่วงเศรษฐกิจผันผวนไม่ใช่คนที่ไม่เคยตัดสินใจผิด แต่คือคนที่รู้เร็วว่าผิดและแก้ได้เร็ว เพราะในขณะที่บางคนยังนั่งรอข้อมูลให้ครบ คนที่ลงมือทำก็กำลังเรียนรู้จากตลาดจริงไปแล้ว และข้อมูลที่ได้จากการลงมือทำจริงนั้น มีค่ามากกว่ารายงานวิจัยใด ๆ ที่นั่งอ่านอยู่หน้าจอ

และสิ่งที่อยากทิ้งท้ายไว้คือ การตัดสินใจภายใต้ข้อมูลไม่ครบไม่ใช่เรื่องของความบ้าบิ่น แต่คือทักษะที่ฝึกฝนได้ และอาจเป็นหนึ่งในทักษะสำคัญที่สุดของผู้ประกอบการในยุคนี้ เพราะในวันที่ไม่มีใครมีข้อมูลครบเท่ากัน ความได้เปรียบจึงไม่ใช่การรู้มากกว่า แต่คือการกล้าตัดสินใจได้ก่อน

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚