ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ ให้สัมภาษณ์สื่อนอก ปัดตรึงดอกเบี้ยเป็นเวลานาน เบรกความคาดหวังตลาด
“วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าฯแบงก์ชาติให้สัมภาษณ์สื่อนอกครั้งแรก ออกมาปฏิเสธกระแสความคาดหวังของตลาดที่ว่า ธปท. จะคงดอกเบี้ยไว้ยาวนาน โดยระบุว่าผู้กำหนดนโยบายยังไม่ได้ผูกมัดว่าจะต้องตรึงดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิม และในอนาคตก็สามารถปรับขึ้นหรือลงได้
บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปฏิเสธความคาดหวังของตลาดเกี่ยวกับการคงอัตราดอกเบี้ยไว้เป็นเวลานาน โดยกล่าวว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินไม่ได้มุ่งมั่นที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม และการตัดสินใจดอกเบี้ยนโยบายครั้งต่อไปอาจเป็นไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งก็ได้
“ไม่ใช่ว่าเราจะต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้เป็นเวลานาน ผมยังไม่ทราบแน่ชัด” นายวิทัยกล่าวในการให้สัมภาษณ์ที่สำนักงานใหญ่ของธนาคารกลางในกรุงเทพฯ ในวันนี้ (27 ส.ค.) ซึ่งเป็นการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวต่างประเทศครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือนตุลาคมปีที่แล้ว โดยระบุอีกว่าการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงินซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 7 คน จะยังคง “ขึ้นอยู่กับข้อมูล”
ความเห็นดังกล่าวท้าทายความคาดหวังของตลาดที่ว่าธนาคารกลางจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% เป็นเวลานาน หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงินคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิมเป็นครั้งที่สามติดต่อกันแล้วเมื่อวานนี้ (26 ส.ค.) นายวิทัยกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสนับสนุนการปรับขึ้นหรือลดดอกเบี้ย ซึ่งก็คือต้นทุนการกู้ยืม โดยการตัดสินใจในอนาคตจะขึ้นอยู่กับอัตราเงินเฟ้อ ค่าเงินบาท และแนวโน้มเศรษฐกิจ
การตัดสินใจตรึงดอกเบี้ยครั้งล่าสุด เป็นไปตามทการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ทั้ง 23 คนที่สำรวจโดย Bloomberg News ยิ่งกว่านี้ นักเศรษฐศาสตร์จาก Standard Chartered Plc และ Maybank Securities เป็นกลุ่มที่คาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะคงที่ไปจนถึงสิ้นปี 2570
นายวิทัยกล่าวว่า การคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำเป็นเวลานานมีความเสี่ยง และผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องรักษาความยืดหยุ่นไว้หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง
ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยกล่าวว่า อาจพิจารณาขึ้นอัตราดอกเบี้ยหากอัตราเงินเฟ้อสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ หรือหากค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วพร้อมกับสกุลเงินเอเชียอื่นๆ และในทางกลับกัน ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหม่ก็อาจเป็นเหตุผลที่ควรลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกครั้ง โดยยกตัวอย่างเหตุการณ์แบบ “มินิ-โควิด”
“มันอาจเป็นไปได้ทั้งสองทาง” เขากล่าว “เราจะตัดสินใจอย่างดีที่สุดโดยพิจารณาจากข้อมูลในขณะนั้นและแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต”
การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก อาจไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากอย่างที่คิด และยังมีผลเสียตามมาที่ต้องระวัง
นายวิทัยกล่าวว่า การลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมอาจส่งผลดีต่อเศรษฐกิจอย่างจำกัด เนื่องจากสภาวะทางการเงินในปัจจุบันมีความผ่อนคลายสูงอยู่แล้ว ขณะที่กลไกที่ส่งผ่านระบบธนาคารเพื่อกระตุ้นสินเชื่อและการบริโภคนั้นยังคงอ่อนแอ นอกจากนี้ การคงอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำมากเป็นเวลานานเกินไป ยังก่อให้เกิดต้นทุนและผลกระทบตามมา เช่น ผลตอบแทนของผู้ฝากเงินที่ลดลง ความเสี่ยงในการจัดสรรเงินทุนอย่างผิดที่ผิดทาง และมีเครื่องมือที่ลดลงในการดำเนินนโยบายเพื่อรองรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจในอนาคต
เขากล่าวว่าธนาคารกลาง บริหารจัดการตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศอย่างแข็งขันภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความผันผวนมากกว่าการบิดเบือนค่าเงินบาทเพื่อประโยชน์ทางการค้า ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถดำเนินการได้ทั้งสองด้านของตลาด กล่าวคือ ซื้อดอลลาร์เมื่อเงินบาทแข็งค่าเร็วเกินไป และขายดอลลาร์เมื่อเงินบาทอ่อนค่าเร็วเกินไป
เขากล่าวว่า ธนาคารกลางมักจะเข้ามาแทรกแซงเมื่อมีกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายขนาดใหญ่ที่เสี่ยงจะก่อให้เกิดการผันผวนของค่าเงินอย่างฉับพลัน ตัวอย่างเช่น กระแสเงินทุนไหลเข้าจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จำนวนมาก สามารถสร้างอุปสงค์ต่อเงินบาทสูงเกินปกติในตลาดของไทยที่มีขนาดค่อนข้างเล็ก ซึ่งกดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องเข้ามาลดความผันผวนดังกล่าว
ในปีนี้ ค่าเงินบาทร่วงลงราว 4% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ แต่ยังคงมีเสถียรภาพแข็งแกร่งกว่าสกุลเงินในภูมิภาคหลายสกุล รวมถึงรูเปียห์ของอินโดนีเซียและรูปีของอินเดีย ซึ่งต่างปรับตัวลดลงเกือบ 6% ซึ่งอ้างอิงตามข้อมูลที่รวบรวมโดยบลูมเบิร์ก
อย่างไรก็ดี เงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นราว 2% แล้วในช่วงเดือนส.ค.นี้ ทำให้กลายเป็นสกุลเงินที่ทำผลงานได้ดีที่สุดเป็นอันดับ 3 ในบรรดาสกุลเงินเอเชีย
นายวิทัยกล่าวว่า การเคลื่อนไหวของเงินบาทเมื่อเร็ว ๆ นี้สะท้อนถึงการผสมผสานของหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยพื้นฐาน ทิศทางดอลลาร์สหรัฐ การเก็งกำไร และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย แม้กระแสเงินทุนจากการขายทองคำจะมีส่วนช่วยให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ แต่เขาระบุว่า การแข็งค่ารอบล่าสุดนี้มีสาเหตุหลักมาจากการเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ

