แบงก์รัฐตบเท้าโชว์ผลงาน ปล่อยสินเชื่อพยุงเศรษฐกิจ-ประคองลูกค้า

แบงก์รัฐตบเท้าโชว์ผลงาน ปล่อยสินเชื่อพยุงเศรษฐกิจ-ประคองลูกค้า
ภาพประกอบข่าว

ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความผันผวน ธนาคารพาณิชย์ยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ จึงเป็นบทบาทของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) ที่เข้ามาเติมเงินเข้าสู่ระบบแทน

ธอส. สินเชื่อใหม่ทะลุ 5 หมื่นล้าน

ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ธอส. สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ 50,124 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.72% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อยู่ที่ 103,885 ล้านบาท คิดเป็น 5.46% ของยอดสินเชื่อรวม ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน 0.31% เป็นผลจากการบริหารจัดการหนี้อย่างมีคุณภาพ

ทั้งนี้ ภายใต้วิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ธอส.ให้ความสำคัญกับการดูแลช่วยเหลือลูกค้าลดภาระค่าครองชีพ โดยเตรียมกรอบวงเงิน 20,000 ล้านบาท สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้ให้มีภาระชำระเงินงวดลดลง ช่วยเหลือต่อเนื่องจากมาตรการแก้ไขหนี้ที่ ธอส.มีอยู่ โดยปัจจุบันมีลูกค้าได้รับความช่วยเหลือจากมาตรการต่าง ๆ แล้วกว่า 32,858 บัญชี คิดเป็นวงเงินต้นคงเหลือกว่า 37,204.66 ล้านบาท

สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 ธอส.ยังคงเดินหน้ายกระดับการดูแลลูกค้าทุกกลุ่มมีบ้านเป็นของตนเองได้มากขึ้น ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม ภายใต้เงื่อนไขที่ผ่อนปรน พร้อมทั้งช่วยรักษาบ้านให้คนไทยได้อย่างยั่งยืน

“เราจะนำเทคโนโลยี Digital Data และ AI มาใช้ยกระดับกระบวนการทำงานและพัฒนาการให้บริการที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้กรอบความเสี่ยงและสนับสนุนเสถียรภาพภาคอสังหาริมทรัพย์”

ออมสินเพิ่มปล่อยผู้ประกอบการ

โดยธนาคารออมสินเพิ่งเปิดตัวผู้นำคนใหม่ “ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์” ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน คนที่ 18 ซึ่งได้ประกาศทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 ว่า ธนาคารตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ประมาณ 2.7-3.2 แสนล้านบาท โดยจะสนับสนุนประชาชนฐานรากมากกว่า 1 ล้านคน เพิ่มสัดส่วนสินเชื่อใหม่แก่ผู้ประกอบการมากกว่า 40% ของสินเชื่อรวมในปี 2568

สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกยังเป็นไปตามเป้าหมาย ทั้งเงินฝากและสินเชื่อ อย่างไรก็ดีปกติแล้วการเติบโตจะอยู่ในช่วงไตรมาส 2-3 มากกว่า

โดยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) วงเงิน 1 แสนล้านบาท ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่สนับสนุนให้ประชาชนติดโซลาร์เซลล์และซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งล่าสุดธนาคารเบิกวงเงินไปปล่อยกู้ต่อให้ลูกค้าแล้ว 9,000 ล้านบาท ยังเหลืออีกประมาณ 90,000 ล้านบาท ที่จะเร่งดำเนินการในปีนี้ คาดว่าจะสามารถปล่อยกู้ได้เร็วขึ้น

“เราจะเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ทุกช่วงชีวิต อาทิ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ที่สนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน ทั้งที่เป็นการกู้ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์และกู้เพื่อซื้อยานยนต์ไฟฟ้า การเปิดจำหน่ายสลากออมสินพิเศษในโอกาสครบรอบก่อตั้งธนาคาร 113 ปี รวมถึงผลิตภัณฑ์เงินฝากที่มีสิทธิประโยชน์ เช่น เงินฝากแบบมีประกันชีวิต/ประกันสุขภาพ เพื่อส่งเสริมการออมและสร้างความมั่นคงทางการเงินให้คนไทยในทุกมิติ”

“ทรงพล” กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีครบรอบออมสิน 113 ปี ซึ่งจะขยายผลสู่การเป็นธนาคารเพื่อสังคม โดยนับจากนี้ไปธนาคารพร้อมเดินหน้าต่อเพื่อยกระดับการดำเนินงานมุ่งเป้าหมายการเป็นธนาคารเพื่อสังคม เพื่อทุกชีวิต หรือ Smart Social Bank for All Lives ที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมครอบคลุมทุกช่วงชีวิตของคนไทย ภายใต้บริบทปัจจุบันของเศรษฐกิจโลกที่มีปัจจัยเสี่ยงและความท้าทายส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ

“ส่วนการสนับสนุนนโยบายรัฐ ธนาคารมุ่งเน้น 2 ภารกิจที่สำคัญ คือ 1) การช่วยเหลือคนตัวเล็ก รายย่อย กลุ่มฐานราก ให้ได้ลืมตาอ้าปาก และมีเงินออม และ 2) การช่วยผู้ประกอบการรายเล็ก ธุรกิจ SMEs และ Supply Chain ของอุตสาหกรรมเป้าหมาย ให้สามารถประคับประคองธุรกิจก้าวต่อได้ภายใต้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่มีปัจจัยเสี่ยงหลากหลาย”

ธพว.อุ้ม SMEs สินเชื่อโต

“พิชิต มิทราวงศ์” กรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank กล่าวว่า ผลการดำเนินการไตรมาส 1 ปี 2569 ธนาคารปล่อยสินเชื่อได้กว่า 19,800 ล้านบาท ขยายตัว 3% สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ และสวนทางกับตลาดที่ปล่อยสินเชื่อลดลงมาก

ส่วนช่วง 3 ไตรมาสที่เหลือของปี SME D Bank จัดเตรียมวงเงินรวมกว่า 20,000 ล้านบาท สนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs รายเล็กและรายกลางเข้าถึงแหล่งเงินทุน อัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุดถึง 10 ปี ช่วยให้มีสภาพคล่องเพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจในภาวะวิกฤต ก้าวสู่อุตสาหกรรมสีเขียว

ขณะเดียวกันยังเดินหน้าช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง ผ่านแนวทาง 3 ลด ได้แก่ 1. ลดเงินต้น 2. ลดอัตราดอกเบี้ย และ 3. ลดค่างวด ซึ่งธนาคารได้ช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มเปราะบางให้สามารถประคับประคองธุรกิจได้ต่อเนื่องกว่า 5,590 ราย เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องตามความสามารถของกิจการ ส่งผลให้ภาพรวมการบริหารจัดการ NPL สิ้นเดือน มี.ค. 2569 ลดลงเหลือ 7,857 ล้านบาท หรือ 7.86%

“ช่วงไตรมาสที่ 2-3 จะเร่งยอดเบิกจ่ายสินเชื่อไม่น้อยกว่า 80,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือ SMEs โดยเน้น 3 กลุ่มธุรกิจสำคัญ ได้แก่ อาหาร เกษตรแปรรูป และสุขภาพ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐ โดยคำนึงถึงเรื่องพลังงานสะอาด สิ่งแวดล้อม โดยคาดว่ายอดสินเชื่อคงค้าง (Outstanding) สิ้นปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 1.05 แสนล้านบาท”

ธ.ก.ส.ลุย “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง”

“ฉัตรชัย ศิริไล” ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ในปีบัญชี 2569/70 (เม.ย. 69-มี.ค. 70) ธ.ก.ส.ตั้งเป้าว่าสินเชื่อใหม่จะเพิ่มประมาณ 30,000 ล้านบาท ซึ่งจะต้องพยายามสร้างสมดุล รับมือกับความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น โดยพยายามขยายในส่วนสินเชื่อนอกภาคเกษตร เพื่อให้มีรายได้มาดูแลการปล่อยสินเชื่อในภาคเกษตรที่มีสัดส่วนถึง 80%

“ตอนนี้สินเชื่อนอกภาคเกษตรเราปล่อยไปประมาณ 14% ของพอร์ตทั้งหมด 1.7 ล้านล้านบาท ยังเหลืออยู่ 6-7% ซึ่งภายใต้โปรดักต์ที่ออก อย่างสินเชื่อเกษตรวิวัฒน์ จะรองรับคนเกษียณที่จะกลับไปทำการเกษตร คือเป็นการหาลูกค้าใหม่เข้ามาในภาคเกษตร ทั้งนี้ การเติบโตของสินเชื่อในปีบัญชีใหม่ก็จะแบ่งเป็นในภาคเกษตร 15,000 ล้านบาท นอกภาคเกษตร 15,000 ล้านบาท”

ขณะที่การช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบต่อเนื่องมาจากเหตุการณ์สู้รบในตะวันออกกลางนั้น ธ.ก.ส.จะดำเนินโครงการสินเชื่อ “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” วงเงิน 30,000 ล้านบาท ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2569 เพื่อลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกร ซึ่งจะให้เกษตรกรกู้รายละไม่เกิน 100,000 บาทต่อ 1 ฤดูกาลเพาะปลูก

“เกษตรกรจะจ่ายดอกเบี้ยแค่ 3% รัฐจ่าย 3% ส่วน ธ.ก.ส.รับภาระอีกส่วนประมาณ 0.4-0.5% เพราะปกติดอกเบี้ยจะ 6% กว่า”

บสย.สนองรัฐ-ยอดค้ำประกันพุ่ง

“ดร.สิทธิกร ดิเรกสุนทร” กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า ผลดำเนินงานไตรมาสที่ 1 ปี 2569 บสย.มียอดค้ำประกันสินเชื่อ 23,448 ล้านบาท คิดเป็น 33% จากเป้าหมายปี 2569 ที่ตั้งเป้ายอดค้ำประกันสินเชื่อกว่า 70,000 ล้านบาท สูงขึ้นถึง 2.87 เท่า จากช่วงเดียวกันปีก่อน

“ถือเป็นส่วนสำคัญในการช่วยพยุงสินเชื่อในระบบที่ติดลบต่อเนื่องถึง 14 ไตรมาส ให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 26,032 ล้านบาท ช่วย SMEs และรายย่อย Micro SMEs ได้รับสินเชื่อ 27,353 ราย รักษาการจ้างงานรวม 195,641 ตำแหน่ง และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 96,842 ล้านบาท ปัจจัยสำคัญมาจากมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ บสย. Quick Big Win หนึ่งในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล”

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚