No Peaceful Way Out ตลาดทุนไร้เชื้อเพลิง ท่ามกลางความหวังสงบศึกที่เลือนราง

No Peaceful Way Out ตลาดทุนไร้เชื้อเพลิง ท่ามกลางความหวังสงบศึกที่เลือนราง
ภาพประกอบข่าว
คอลัมน์ : สถานีลงทุน
ผู้เขียน : ธนธัช ศรีสวัสดิ์ 
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลับมาร้อนระอุอีกครั้งในเดือนกรกฎาคม เมื่อสหรัฐและอิหร่านเปิดศึกช่วงชิงอำนาจเหนือช่องแคบฮอร์มุซ การปะทะที่ทวีความรุนแรงขึ้น และเหตุโจมตีเรือขนส่งหลายลำระหว่างผ่านเส้นทางดังกล่าว ส่งผลให้ปริมาณการเดินเรือลดลงจนเข้าใกล้ระดับหยุดชะงักสมบูรณ์อีกครั้ง และยังไม่มีสัญญาณว่าความตึงเครียดจะคลี่คลายในระยะอันใกล้

สถานการณ์ปัจจุบันสอดคล้องกับมุมมองที่เราเคยเตือนไว้ก่อนหน้านี้ว่า ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว (MOU) มีความเปราะบางสูง และอาจเป็นเพียงการซื้อเวลาของทั้งสองฝ่ายมากกว่าจะเป็นการคลี่คลายปัญหาระยะยาว โดยเฉพาะจุดยืนอันแข็งกร้าวของอิหร่านที่ยืนกรานว่าการเดินเรือผ่านช่องแคบทุกลำต้องอยู่ภายใต้การกำกับของตน

ผลที่ตามมาคือภาวะตึงตัวด้านอุปทานที่ยังดำเนินต่อเนื่อง ก่อนหน้านี้นานาประเทศคาดว่าความไม่สงบจะยุติลงในเวลาไม่นาน จึงเร่งระบายน้ำมันจากคลังสำรองออกมาชดเชยอุปทานจากตะวันออกกลางที่หายไป อย่างไรก็ตาม คลังสำรองหลายแห่งกลับลดลงจนเข้าใกล้ระดับต่ำสุดที่สามารถดำเนินงานได้แล้ว 

ในกรณีสหรัฐ ซึ่งมีระบบรายงานข้อมูลพลังงานที่โปร่งใสและรวดเร็วที่สุด ปริมาณน้ำมันคงคลังลดลงมากกว่า 190 ล้านบาร์เรลนับตั้งแต่ต้นปี ถือเป็นการปรับลดลงในครึ่งแรกของปีที่รุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ เพื่อเป็นการเปรียบเทียบ โดยปกติในครึ่งแรกของปีคลังน้ำมันสหรัฐมักเพิ่มขึ้นราว 35 ล้านบาร์เรล ขณะที่ในปี 2020 ซึ่งทั่วโลกเผชิญกับมาตรการล็อกดาวน์และความต้องการใช้น้ำมันทรุดตัวอย่างรุนแรงฉับพลัน คลังน้ำมันกลับเพิ่มขึ้นกว่า 207 ล้านบาร์เรล หรือสูงกว่าแนวโน้มปกติราว 170 ล้านบาร์เรล 

แต่สถานการณ์ปัจจุบันกลับตรงข้าม สงครามทำให้อุปทานจากตะวันออกกลางหยุดชะงักกะทันหัน ขณะที่เศรษฐกิจโลกยังคงดำเนินต่อไปตามปกติ ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันคงคลังลดลงมากกว่า 190 ล้านบาร์เรล หรือต่ำกว่าระดับแนวโน้มปกติถึง 225 ล้านบาร์เรล กล่าวได้ว่าตลาดน้ำมันกำลังเผชิญภาวะไร้สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานที่รุนแรงยิ่งกว่าช่วงวิกฤตโควิดเสียอีก

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันในตลาดช่วงที่ผ่านมากลับยังไม่สะท้อนความตึงตัวดังกล่าวอย่างเต็มที่ สาเหตุหลักมาจากมุมมองเชิงลบของนักลงทุนในตลาดการเงิน (Bearish) ที่อยู่ในระดับรุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยอัตราส่วน Long to Short ณ สิ้นเดือนมิถุนายนลดลงเหลือเพียง 0.2 เท่า ต่ำกว่าระดับปกติที่ 2-5 เท่าอย่างมาก และต่ำกว่าระดับ 0.3 เท่าในเดือนมีนาคม 2020 ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดเผชิญภาวะ Panic Selloff จากวิกฤตโควิดด้วยซ้ำ  

การที่ราคาน้ำมันต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานอย่างมากเช่นนี้ ทำให้ส่วนต่างระหว่างราคาตลาดกับแบบจำลองราคาน้ำมันของ ESU ซึ่งประเมินมูลค่าที่เหมาะสมไว้ราว 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล กว้างขึ้นถึง 30-40% ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ระดับราคาน้ำมันต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสม (Fair Price) มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ หากไม่นับช่วง Panic Sell ในช่วงต้นวิกฤตโควิด

ภายใต้สถานการณ์ที่ยังไม่คลี่คลาย ประกอบกับระดับน้ำมันคงคลังทั่วโลกที่ลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ สวนทางกับ Sentiment ของตลาดที่ยังเชื่อว่าราคาน้ำมันมีโอกาสปรับลดลงต่อ 

TISCO ESU จึงมองว่าความเสี่ยงของราคาน้ำมันในระยะข้างหน้ามีน้ำหนักโน้มไปทางด้านสูง (Skewed to the Upside) อย่างมีนัยสำคัญ 

ด้วยเหตุนี้เราจึงแนะนำ Overweight หุ้นกลุ่มพลังงานเป็นหลัก พร้อมคงมุมมองเชิงบวกต่อสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวม ซึ่งมักเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน และยังทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์สำหรับกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚