AMEX รุกขยายจุดรับบัตร เปิดประตูร้านค้าไทยสู่กำลังซื้อพรีเมี่ยม

AMEX รุกขยายจุดรับบัตร เปิดประตูร้านค้าไทยสู่กำลังซื้อพรีเมี่ยม
ภาพประกอบข่าว

เมื่อพูดถึง “อเมริกัน เอ็กซ์เพรส (American Express)” ภาพจำส่วนใหญ่ที่หลายคนคุ้นเคย จะเป็นภาพของบัตรเครดิตที่ดูมีความหรูหรา ดูแพง และเป็นบัตรที่เน้นเอกสิทธิ์และบริการต่าง ๆ สำหรับผู้ใช้งาน

แต่หากใครที่เป็นสายรูดบัตร อาจจะเคยพบเห็นปัญหาที่หลาย ๆ ร้านค้า ไม่รับชำระด้วยบัตรดังกล่าว แม้จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ เดือนพฤษภาคม 2569 จะระบุไว้ว่า ประเทศไทยมีจำนวนเครื่องรูดบัตร (EFTPOS Terminal) สะสมในระบบทั้งหมดอยู่ที่ 916,936 เครื่อง และเคยสูงถึงกว่า 9.5 แสนเครื่องในช่วงต้นปี 2569

และท่ามกลางการท่องเที่ยวที่ลูกค้ามาจากหลายประเทศมากขึ้น รวมถึงรูปแบบการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป นี่จึงกลายเป็นอีกโอกาสของร้านค้าในการเข้าถึงลูกค้าที่มากขึ้น หลากหลายขึ้น และกำลังซื้อสูงขึ้น

ล่าสุด อเมริกัน เอ็กซ์เพรส จับมือ 3 ธนาคารชั้นนำ ทั้งธนาคารกสิกรไทย (KBank), ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (Krungsri), ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ประกาศความร่วมมือครั้งใหม่ในการขยายเครือข่ายการรับบัตรอเมริกัน เอ็กซ์เพรส ในประเทศไทย เพื่อให้ทั้งสมาชิกบัตรที่เดินทางมาจากต่างประเทศและสมาชิกบัตรในประเทศไทย สามารถใช้บัตรได้กับร้านค้าที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น

ยอดใช้จ่าย AMEX สูงกว่าบัตรอื่นทั่วโลกถึง 3 เท่า

อุสมาน อารีฟ รองประธานอาวุโส ฝ่าย Global Network Services ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ของอเมริกัน เอ็กซ์เพรส เปิดเผยว่า จากข้อมูลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเกือบ 33 ล้านคน ในปี 2568 สะท้อนสถานะของประเทศไทยในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวชั้นนำของเอเชีย และประเทศไทยยังคงดึงดูดนักท่องเที่ยวจากหลากหลายประเทศทั่วโลก ส่งผลให้ความต้องการใช้จ่ายในหมวดการท่องเที่ยว ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก และไลฟ์สไตล์เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ยอดใช้จ่ายต่อปีผ่านบัตรอเมริกัน เอ็กซ์เพรส โดยเฉลี่ย สูงกว่าบัตรที่อยู่บนเครือข่ายการชำระเงินอื่น ๆ ทั่วโลกประมาณ 3 เท่า

วิสัยทัศน์และการขยายเครือข่ายระดับโลก (Global Expansion)

อุสมาน อารีฟ ระบุต่อว่า การขยายเครือข่ายการรับบัตรในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ระดับโลกในการขยายการรับบัตรให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นระยะยาวของอเมริกัน เอ็กซ์เพรส ที่มีต่อประเทศไทยและการขยายเครือข่ายร้านค้าทั่วภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน บัตรอเมริกัน เอ็กซ์เพรส สามารถใช้ชำระเงินได้ที่ร้านค้าต่าง ๆ กว่า 170 ล้านแห่งทั่วโลก ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา ทางบริษัทได้เพิ่มจำนวนร้านค้าที่รับบัตรขึ้นถึง 2 เท่า โดยยังคงมุ่งเน้นการขยายการรับบัตรในจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญ ตลอดจนหมวดการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและธุรกิจที่มีมูลค่าการใช้จ่ายสูง

เชื่อมโยงร้านค้าไทยสู่ “กำลังซื้อระดับพรีเมียม” ทั่วโลก

อเมริกัน เอ็กซ์เพรส มุ่งหวังที่จะช่วยเชื่อมโยงธุรกิจในประเทศไทยเข้ากับกำลังซื้อของสมาชิกบัตรจากทั่วโลก ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงและมีความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) เป็นอย่างมาก

การมีธนาคารชั้นนำในประเทศเข้ามาเป็นพันธมิตรจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติและสมาชิกบัตรในประเทศไทยที่มียอดใช้จ่ายสูง ทั้งในหมวดการท่องเที่ยว ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก และไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนการเติบโตอย่างต่อเนื่องของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับโลกอีกทางหนึ่ง

ความร่วมมือในครั้งนี้คาดว่าจะช่วยขยายเครือข่ายร้านค้าที่ยินดีรับบัตรอเมริกัน เอ็กซ์เพรส ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และเมืองท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศไทย

นอกเหนือจากสถานที่ท่องเที่ยวระดับพรีเมียมแล้ว เครือข่ายที่ขยายเพิ่มขึ้นนี้จะครอบคลุมไปถึงหมวดหมู่ที่หลากหลายยิ่งขึ้น ได้แก่ หมวดการท่องเที่ยวและการเดินทาง หมวดร้านอาหารและการจัดเลี้ยง หมวดร้านค้าปลีกทั่วไป หมวดบริการด้านสุขภาพและเวลเนส (Health & Wellness) หมวดการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน (Everyday Spend)

ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่

อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญของการเดินหน้าขยายจุดรับบัตรคือการตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่

อุสมาน ระบุว่า กลุ่มลูกค้ามิลเลนเนียล (Millennials) และเจเนอเรชัน Z (Gen Z) เป็นกลุ่มลูกค้าที่เติบโตเร็วที่สุดของเรา และการขยายเครือข่ายการรับบัตรอเมริกัน เอ็กซ์เพรส ทั่วประเทศไทยจะช่วยตอบสนองความนิยมของคนกลุ่มนี้ที่มีต่อการเดินทาง การรับประทานอาหาร และการแสวงหาประสบการณ์ใหม่ ๆ

ขณะที่ พร้อม สิริสันต์ ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทย บริษัท อเมริกัน เอ็กซ์เพรส กล่าวว่า การขยายเครือข่ายการรับบัตรในครั้งนี้จะช่วยให้สมาชิกบัตรอเมริกัน เอ็กซ์เพรส ในประเทศไทยสามารถใช้บัตรได้อย่างสะดวกและราบรื่นยิ่งขึ้นในสถานที่ที่ใช้บริการในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการจับจ่าย รับประทานอาหาร หรือการเดินทาง

การขยายการรับบัตรทั่วประเทศ ไม่เพียงช่วยยกระดับประสบการณ์การชำระเงินให้กับสมาชิกบัตร แต่ยังช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงทั้งสมาชิกบัตรต่างประเทศและสมาชิกบัตรในประเทศ ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียมที่มีกำลังซื้อสูงอีกด้วย

โอกาสเข้าถึงลูกค้า AMEX กว่า 150 ล้านใบ

เบื้องหลังความน่าสนใจของการรุกขยายเครือข่ายจุดรับบัตรในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องความสะดวกสบายของระบบ แต่เป็น “ประตูบานใหญ่” ที่เปิดโอกาสให้ร้านค้าไทยสามารถเข้าถึงฐานสมาชิกบัตรขนาดมหึมาระดับโลก

โดย ณ สิ้นปี 2568 อเมริกัน เอ็กซ์เพรส มีจำนวนบัตรหมุนเวียนสะสมทั่วโลกบนเครือข่ายรวมทั้งสิ้น 152.8 ล้านใบ ซึ่งสามารถแบ่งโครงสร้างออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ ได้แก่

  • บัตรที่ออกโดย อเมริกัน เอ็กซ์เพรส โดยตรง มีจำนวน 86.6 ล้านใบ
  • บัตรที่ออกร่วมกับพันธมิตรธนาคารและสถาบันการเงินอื่น ๆ ทั่วโลก มีจำนวน 66.2 ล้านใบ

นอกจากนี้ ในแง่ของอัตราการเติบโต AMEX ยังสามารถอนุมัติและออกบัตรของตนเองให้กับลูกค้ารายใหม่ (Proprietary New Cards Acquired) ได้เพิ่มขึ้นถึง 12.5 ล้านใบ ภายในปีเดียว โดยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 เพียงไตรมาสเดียว มีการออกบัตรใหม่เพิ่มขึ้นอีกกว่า 3 ล้านใบ

ซึ่งกลุ่มลูกค้าใหม่ที่เติบโตเร็วที่สุดและเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนยอดการออกบัตรใหม่นี้ คือ กลุ่มคนรุ่นใหม่อย่าง Millennials และ Gen Z ที่คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณ 65% ของบัญชีลูกค้าบุคคลทั่วไปที่สมัครใหม่ทั้งหมด

โจทย์ท้าทาย ค่าธรรมเนียมรูดบัตรแพง

แม้การขยายเครือข่ายรับบัตร จะเป็นโอกาสใหม่ที่ลูกค้าและร้านค้าจะเจอกันมากขึ้น แต่ด่านสำคัญที่เป็นตัวชี้ชะตาความสำเร็จในชีวิตจริงของดีลนี้คือ “โครงสร้างค่าธรรมเนียมการรับบัตร (MDR)” ที่ร้านค้าต้องแบกรับ

ผู้สื่อข่าวสำรวจอัตราค่าธรรมเนียมการรับบัตร AMEX ในตลาดไทย พบว่าปัจจุบัน คิดค่าธรรมเนียมเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3.00% – 3.65% ต่อรายการ ในขณะที่บัตรเครดิตทั่วไปในประเทศมีอัตราต่ำกว่านั้น และบัตรเดบิตไทยมีต้นทุนค่าธรรมเนียมเพียง 0.55% เท่านั้น

และอัตราค่าธรรมเนียมที่สูงกว่าบัตรทั่วไปถึง 2-3 เท่าตัว ถือเป็นอุปสรรคสำคัญในการบุกหมวดการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน (Everyday Spend) เนื่องจากร้านอาหารทั่วไป ร้านกาแฟ หรือร้านค้าปลีกขนาดกลางและขนาดย่อย มักมีสัดส่วนกำไรต่อบิลค่อนข้างบางและอ่อนไหวต่อต้นทุนธุรกรรมที่เพิ่มขึ้น

ความน่าสนใจต่อไปคือการหาจุดสมดุลระหว่าง “กำลังซื้อที่สูงของผู้ถือบัตร” กับ “ต้นทุนธุรกรรมของร้านค้า” ซึ่งอาจทำให้ร้านค้าตัดสินใจเปิดรับลูกค้ากลุ่มดังกล่าวได้มากขึ้น โดยที่กระทบต่อธุรกิจน้อยลงกว่าเดิม

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚