SET งัดไม้เด็ด ‘ไทยแลนด์โฟกัส’ โชว์แผน 16 บจ. ‘JUMP+’ ดึงดูดฟันด์โฟลว์

SET งัดไม้เด็ด ‘ไทยแลนด์โฟกัส’ โชว์แผน 16 บจ. ‘JUMP+’ ดึงดูดฟันด์โฟลว์
ภาพประกอบข่าว

งานใหญ่ประจำปี 2569 ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ที่จัดขึ้นในวันที่ 26-28 ส.ค. นี้ ภายใต้ชื่อ “Thailand Focus 2026: Reignite Thailand” จะเป็นเวทีสำคัญของตลาดทุนไทยในการนำเสนอศักยภาพเศรษฐกิจและบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ต่อนักลงทุนสถาบันทั่วโลก ซึ่งปีนี้จะมี บจ. เข้าร่วม 78 แห่ง จากหลากหลายอุตสาหกรรม

พิเศษโชว์เคส 16 บริษัท JUMP+

ปีนี้ที่น่าสนใจเป็นพิเศษ คือ ในจำนวน บจ. 78 บริษัท มี 16 บริษัทที่เข้าร่วมโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้แก่ AAV, BBIK, BCH, BCPG, ERW, JMT, MGC, MOSHI, MTC, PTT, PTTEP, SJWD, SPALI, SPRC, THAI และ TISCO ซึ่งแต่ละบริษัทได้เปิดเผยแผนเพิ่มมูลค่าธุรกิจระยะ 3 ปีไปถึงปี 2571 ไว้แล้ว

ดังนั้น Thailand Focus ปีนี้จึงไม่เพียงนำเสนอผลประกอบการในปัจจุบัน แต่ยังเป็นเวทีที่นักลงทุนจะได้ประเมินว่า บริษัทไทยกำลังวางเครื่องยนต์การเติบโตในอีก 3 ปีข้างหน้าไว้อย่างไรบ้าง

ชี้หลังงาน 3 สัปดาห์ SET เด่น

นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า Thailand Focus เป็นปัจจัยเชิงบวกต่อการส่งผ่านความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทย และเปิดโอกาสให้บริษัทจดทะเบียนนำเสนอแผนธุรกิจและทิศทางการเติบโตต่อนักลงทุนโดยตรง

“หากย้อนดูการจัดงาน Thailand Focus ในช่วง 5 ครั้งที่ผ่านมา พบว่าหลังจบงานตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นบวก โดยหลังงาน 1 สัปดาห์ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 1.05% หลัง 2 สัปดาห์ 1.81% หลัง 3 สัปดาห์ 2.44% และหลัง 1 เดือน 1.77% ขณะที่โอกาสที่ตลาดให้ผลตอบแทนเป็นบวกอยู่ที่ 80% ในทุกช่วง ช่วงที่โดดเด่นที่สุดคือ 3 สัปดาห์หลังงาน ซึ่งตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 2.44%”

โดยกลุ่มหุ้นที่น่าจับตา บล.กรุงศรี มองว่าอาจแตกต่างจากอดีต ที่กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ประกัน เช่าซื้อ ท่องเที่ยว และค้าปลีก มักตอบรับได้ดี สะท้อนแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในขณะนั้นที่มาจากการลงทุนภาครัฐ การบริโภค และภาคบริการ

“รอบนี้แรงขับเคลื่อนเริ่มเปลี่ยนไปสู่การลงทุนด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง ทำให้กลุ่มที่มีโอกาสได้รับความสนใจขยับมาเป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ธนาคาร นิคมอุตสาหกรรม และรับเหมาก่อสร้าง”

ดึงฟันด์โฟลว์ไหลเข้าหุ้นไทย

นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovestX) กล่าวว่า บริษัททั้ง 78 แห่งมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมประมาณ 15 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นราว 74% ของมูลค่าตลาดหุ้นไทยทั้งหมด สะท้อนว่าบริษัทที่เข้าร่วมงานครอบคลุมหุ้นขนาดใหญ่และธุรกิจสำคัญของประเทศในสัดส่วนสูง

นอกจากนี้ ปีนี้ยังเป็นครั้งแรกที่มีตลาดหลักทรัพย์จาก 5 ประเทศอาเซียน ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม เข้าร่วม ทำให้ Thailand Focus รอบนี้มีอีกมิติของการเชื่อมโยงตลาดทุนในภูมิภาค โดยให้น้ำหนักกับโอกาสที่งานจะช่วยกระตุ้นเงินลงทุนจากต่างชาติ (Fund Flow) ให้เข้าสู่ตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น

“Thailand Focus อาจไม่ได้ทำให้เงินต่างชาติไหลเข้าด้วยตัวงานเพียงอย่างเดียว แต่หากนักลงทุนต่างชาติกำลังเพิ่มความสนใจตลาดหุ้นไทยอยู่แล้ว การเปิดโอกาสให้พบผู้บริหารและรับข้อมูลบริษัทโดยตรง อาจช่วยเร่งการตัดสินใจหรือเพิ่มน้ำหนักการลงทุนได้ อย่างไรก็ดี ผู้ที่เก็งกำไรระยะสั้นต้องระวัง Sell on Fact หรือแรงขายทำกำไรหลังราคาหุ้นปรับขึ้นรับความคาดหวังไปก่อนแล้ว”

16 บจ. โชว์แผนธุรกิจ 3 ปี

นอกเหนือจากทิศทางเงินทุนและการเคลื่อนไหวของตลาด สิ่งที่มีน้ำหนักต่อการตัดสินใจลงทุนในระยะถัดไป คือ แผนธุรกิจที่บริษัทจดทะเบียนนำเสนอ โดยเมื่อเจาะแผนของ 16 บริษัท JUMP+ ที่เข้าร่วม พบว่า แต่ละบริษัทเลือกเส้นทางเพิ่มมูลค่าที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การเร่งรายได้และกำไร การขยายกำลังผลิตและธุรกิจใหม่ ไปจนถึงการใช้ AI ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ

อย่างกลุ่มที่ตั้งเป้าเน้นกำไร ได้แก่ BBIK ตั้งเป้าหมายกำไรสุทธิปี 2571 ที่ 700-800 ล้านบาท จาก 340.73 ล้านบาท ในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 105-135% โดยใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพ พร้อมขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI, Cloud และ Virtual Bank รวมถึงการควบรวมและเข้าซื้อกิจการ และการร่วมทุน

ขณะที่ JMT ตั้งเป้ากำไรสุทธิปี 2571 ที่ 1,800 ล้านบาท จาก 1,029.56 ล้านบาทในปี 2568 เพิ่มขึ้น 75% โดยเดินหน้าสู่ Digital AMC นำ AI และเทคโนโลยีมาใช้ตั้งแต่การวิเคราะห์พอร์ต การติดตามหนี้ ไปจนถึงการบริหารทรัพย์สินรอการขาย พร้อมรักษาอัตราหนี้สินต่อทุนต่ำกว่า 1 เท่า

ด้าน MGC ตั้งเป้า Core Profit ปี 2571 ที่ 1,250-1,350 ล้านบาท จาก 683 ล้านบาทในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้น 83-98% วางเป้าหมายรายได้ 32,500-40,000 ล้านบาท โดยใช้ระบบ ERP เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน รวมถึงขยายฐานลูกค้าผ่าน Mobilife Loyalty Program

ส่วน SJWD ตั้งเป้ากำไรสุทธิส่วนของบริษัทใหญ่ปี 2571 ที่ 2,000 ล้านบาท จาก 1,172.14 ล้านบาทในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้น 70.6% ผ่านการขยายเครือข่ายระดับภูมิภาค ต่อยอดธุรกิจ Automotive และ Cold Chain และใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน

ขณะที่กลุ่มที่ตั้งเป้าเร่งฐานรายได้ โดย BCH ตั้งเป้าหมายรายได้จากการดำเนินงานปี 2571 ที่ 14,500 ล้านบาท จาก 11,984.48 ล้านบาทในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้น 21% ด้วยการขยายโรงพยาบาลในพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะ EEC พร้อมเพิ่มผู้ป่วยเงินสดและต่างชาติ รวมถึงพัฒนาเครือข่ายสู่ Smart Hospital

ต่อมา ERW ตั้งเป้ารายได้จากการดำเนินงานหลักแตะ 10,000 ล้านบาทในปี 2571 และวางเป้ารายได้เติบโตเฉลี่ย 7-10% ต่อปี ผ่านการขยายและกระจายพอร์ตโรงแรม พร้อมศึกษาการนำบริษัทย่อยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

ฟาก MOSHI ตั้งเป้ารายได้เติบโต 15-20% ต่อปี ในช่วงปี 2569-2571 พร้อมรักษาอัตรากำไรขั้นต้นที่ 54.5-57.5% โดยนำ Data และ AI มาช่วยวิเคราะห์ความต้องการลูกค้า บริหารสินค้า และเพิ่มประสิทธิภาพการขาย

ด้าน MTC ตั้งเป้ารายได้รวมปี 2571 ที่ 43,000 ล้านบาท จาก 30,739 ล้านบาทในปี 2568 เพิ่มขึ้น 40% พร้อมคุมหนี้เสีย (NPL) ไม่เกิน 2.55% และลดสัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้เหลือ 46.5%

ส่วน SPALI ตั้งเป้ารายได้รวมปี 2571 ที่ 31,000 ล้านบาท จาก 24,772.16 ล้านบาทในปี 2568 เพิ่มขึ้น 25% โดยขยายโครงการให้ครอบคลุม 34 จังหวัด เพิ่มสัดส่วนรายได้จากคอนโดมิเนียม ขยายการลงทุนต่างประเทศ และต่อยอดธุรกิจเกี่ยวเนื่อง

ฝั่งธุรกิจการบิน AAV ตั้งเป้ากำไรก่อนหักภาษี และค่าเสื่อม (EBITDA) ปี 2571 ประมาณ 17,000 ล้านบาท จาก 7,835 ล้านบาทในปี 2568 เพิ่มขึ้น 117% ขณะที่ THAI วางเป้าอัตราการเติบโตของรายได้รวมปี 2571 อยู่ที่ 14-15% ต่อปี จากปี 2568 ที่รายได้เติบโต 1% โดยเน้นปรับเครือข่ายเส้นทาง เพิ่มจุดบินและความถี่ในเส้นทางที่มีศักยภาพ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพฝูงบินและลดต้นทุนต่อที่นั่ง

ด้านกลุ่มพลังงานมีรูปแบบเป้าหมายแตกต่างจากกลุ่มอื่น เนื่องจากหลายบริษัทไม่ได้กำหนดรายได้หรือกำไรสุทธิเป็นเป้าหมายหลัก แต่ให้น้ำหนักกับประสิทธิภาพการดำเนินงาน กำลังผลิต ฐานะการเงิน และผลตอบแทนผู้ถือหุ้น อย่าง PTT ตั้งเป้าหมายอัตราการจ่ายผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นมากกว่า 57% ของกำไรสุทธิตามงบฯรวมต่อปี ตลอดช่วงปี 2569-2571

ส่วน PTTEP ตั้งเป้าหมายปริมาณขายปิโตรเลียมเพิ่มจาก 560,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวันในปี 2569 เป็น 625,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2571 พร้อมรักษา EBITDA Margin ไม่ต่ำกว่า 70% โดยขยายกำลังผลิตจากทั้งโครงการในประเทศและต่างประเทศ

ขณะที่ BCPG ตั้งเป้าหมาย EBITDA เติบโต 10-15% พร้อมลด Net Debt/Cash EBITDA เหลือ 4.0 เท่าในปี 2571 จาก 4.6 เท่าในปี 2568

ด้าน SPRC ตั้งเป้าหมายกำไรขั้นต้นปี 2571 ที่ 180-190 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก 169.9 ล้านดอลลาร์ในปี 2568 พร้อมเพิ่มความสามารถในการกลั่นน้ำมันดิบเบา 10-15% ซึ่งจะช่วยเพิ่มสัดส่วนการผลิตสินค้ามูลค่าสูงอย่างน้ำมันเบนซินและน้ำมันเครื่องบินประมาณ 3-5%

ปิดท้ายที่ TISCO ซึ่งใช้ตัวชี้วัดต่างจากบริษัทส่วนใหญ่ โดยไม่ได้ตั้งเป้าหมายรายได้หรือกำไรปี 2571 โดยตรง แต่ตั้งเป้าหมายอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) เฉลี่ย 15-17% ในปี 2571 เทียบกับ 15.41% ในปี 2568 โดยวาง AI และธุรกิจบริหารความมั่งคั่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพและขยายฐานลูกค้า

Thailand Focus รอบนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเวทีนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยต่อนักลงทุนโลก แต่ยังเป็นอีกบททดสอบว่า เรื่องราวการเติบโตของบริษัทไทยจะมีน้ำหนักมากพอเปลี่ยนความสนใจและเงินเก็งกำไรระยะสั้นให้กลายเป็นเงินลงทุนระยะยาวได้หรือไม่ ซึ่งต้องติดตามกันต่อไป

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚