ห่วง GDP ปักหัวลง CIMB ชี้ล้าหลังเพื่อนบ้าน จี้ผ่าตัดใหญ่รัฐจ่ออุ้มค่าครองชีพ-เปลี่ยนผ่านพลังงาน
เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ปี 2569 ชะลอตัวอย่างที่คาดการณ์กันไว้ โดยขยายตัวเพียง 1.9% ต่อปี เทียบกับไตรมาสแรกที่โตได้ 2.8% ทำให้ภาพรวมครึ่งปีขยายตัว 2.4% อย่างไรก็ดี ตัวเลขดังกล่าวยังออกมาดีกว่าที่สำนักวิจัยต่าง ๆ มองกันไว้
จีดีพีครึ่งปีโต 2.4% จี้แก้หนี้ SMEs
โดย “ดนุชา พิชยนันท์” เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ กล่าวว่า ในไตรมาส 2 เครื่องชี้ทั้งหมดชะลอตัว แต่การส่งออกและการลงทุนขยายตัวดี ทั้งนี้ การลงทุนรวมขยายตัว 9.1% เฉพาะการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 13.4% สูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส ขณะที่การส่งออกสินค้าและบริการขยายตัว 12.5%

“ไตรมาส 2 เมื่อตัดผลทางฤดูกาลออก จะเห็นว่าหดตัวลง 0.2% เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า”
ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 “ดนุชา” คาดว่าจะขยายตัวช่วง 2.0-2.5% (ค่ากลาง 2.2%) โดยมีปัจจัยสนับสนุน คือ การลงทุนภาคเอกชน การอุปโภคบริโภคภาคครัวเรือน การส่งออกสินค้า และแรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐ อย่างไรก็ตาม คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะขาดดุล 1.2% ของ GDP
“ข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงคือ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก การชะลอตัวมากกว่าคาดของเศรษฐกิจและการค้าโลก ผลกระทบของเอลนีโญต่อภาคเกษตร ภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงและคุณภาพสินเชื่อของ SMEs ที่ด้อยลง”
โดยโจทย์สำคัญที่ต้องแก้ คือ หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของธุรกิจ SMEs ที่อยู่ที่ 9% ของสินเชื่อทั้งหมด ประกอบกับสินเชื่อธุรกิจ SMEs ในสาขาสำคัญยังลดลง เช่น สาขาการผลิต การก่อสร้าง การขายปลีก ขายส่ง และที่พักแรมยังปรับตัวลดลงอยู่
“ภาคการเงินจะต้องดูแล SMEs อย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ”
อุ้มค่าครองชีพ-เปลี่ยนผ่านพลังงาน
สำหรับแนวทางการบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคช่วงที่เหลือของปี 2569 ได้แก่ ต้องดูแลการผลิตภาคเกษตรและเสริมสร้างความมั่นคงด้านรายได้ของเกษตรกร ซึ่งต้องเตรียมความพร้อมเรื่องน้ำและปุ๋ย, การรักษาการขยายตัวของภาคการส่งออก, การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน จาก Thailand FastPass และ รักษาประโยชน์จาก Data Center, รักษาแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐและการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และต้องเตรียมความพร้อมรองรับความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลาง
“ในช่วงครึ่งหลังสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เร่งการลงทุนภาครัฐ รักษาระดับการลงทุนภาคเอกชนให้ต่อเนื่อง รวมทั้งการส่งออกด้วย โดยในไตรมาส 3 เศรษฐกิจไทยน่าจะปรับตัวดีกว่าไตรมาส 2 ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง คาดว่าทั้งปีโตได้ 2.2%”
“เลขาธิการ สศช.” กล่าวว่า ภาครัฐได้มีการเตรียมการช่วยเหลือค่าครองชีพ และการเปลี่ยนผ่านพลังงานในช่วงถัดไป
รมว.คลังยันแก้ปัญหาถูกทาง
“ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวว่า ถึงแม้ว่าตัวเลข GDP ในไตรมาส 2 ยังไม่ใช่ตัวเลขที่น่าพอใจ แต่ยืนยันว่าเป็นไปตามที่ได้คาดการณ์ และมาตรการประคองเศรษฐกิจที่ทำไปถือว่ามาถูกทาง เพราะไม่เช่นนั้นเศรษฐกิจจะหดตัว ซึ่งการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ก็เพื่อประคองค่าครองชีพ ผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส และจะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดต่อไป
“ไทยช่วยไทยพลัสจะทำต่อในไตรมาสสุดท้ายหรือไม่ ต้องพิจารณาผลของโครงการที่จะจบลงในไตรมาส 3 ก่อน และคำนึงถึงงบประมาณที่เหลืออยู่ด้วย”
เซ็กเตอร์ก่อสร้างทรุด-จี้รัฐดูแล
“ดร.อมรเทพ จาวะลา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ตัวเลข GDP ที่ออกมาตนมองว่าน่าห่วง แม้ว่าไตรมาส 2 ที่ออกมา 1.9% จะดีกว่าที่คิดไว้ และการลงทุนเอกชนดูโตได้ดี ขณะที่มาตรการไทยช่วยไทยพลัสที่ทำก็พอประคองเศรษฐกิจได้ สะท้อนจากธุรกิจกลุ่มอาหารที่ไม่ได้แย่

“สิ่งที่ผมห่วงก็คือ ดูเหมือนว่าการฟื้นตัวในอนาคตมันจะฟื้นได้ไม่ดี ถ้าไม่มีมาตรการอะไรมาประคองต่อ มันเหมือนเศรษฐกิจจะย่ำอยู่กับที่หรือทรุดลง อย่างการบริโภคถ้าแกะดูไส้ในถ้าไม่ใช่กลุ่มที่ได้อานิสงส์จากไทยช่วยไทยพลัสกลุ่มอื่น ๆ ดูแย่ไปเลย สะท้อนว่ากำลังซื้อหรือความเชื่อมั่นของคนไม่ได้ฟื้น”
ขณะที่เมื่อดูภาคการลงทุน มีการนำเข้าเครื่องจักร ซึ่งเป็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ Data Center แต่ถ้าไปดูด้านการก่อสร้างจะเห็นว่าทรุดหนักไปเรื่อย ๆ ซึ่งน่าเป็นห่วง เพราะเป็นภาคที่ตัวคูณทางเศรษฐกิจ (มัลติพายเออร์) สูง และเป็น Local Content ขณะที่ Data Center จะยังไม่เห็นผลในระยะสั้น แต่ระยะยาวจะสร้างซัพพลายเชนที่ใหญ่มาก แต่ต้องใช้เวลา
“ผมว่าน่าเป็นห่วง ภาคก่อสร้างถ้าไม่ทำอะไรเลยจะฉุดเศรษฐกิจ ทำให้โอกาสฟื้นตัวได้ยากขึ้น คือ ก่อนนี้ยังพอมีการก่อสร้างภาครัฐมาช่วยประคอง แต่ตอนนี้การก่อสร้างภาครัฐก็หดตัวต่อเนื่อง ไม่เฉพาะภาคเอกชน ไม่มีโปรเจ็กต์ใหญ่ ที่อาจจะเริ่มอิ่มตัวแล้ว และจะชะลอแล้ว ดังนั้น หากไม่ทำแค่เอาเงินไปแจก สุดท้ายพอหมดโครงการเศรษฐกิจก็จะปักหัวลง หรือจะไม่มีเงินมาทำลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นระยะยาว”
โตล้าหลังเพื่อนบ้าน-จี้ผ่าตัดใหญ่
นอกจากนี้ ถ้าดูตัวเลขฝั่งอุปทาน อย่างภาคเกษตร ภาคการผลิตอุตสาหกรรม ก็พบว่าติดลบจากไตรมาสก่อน ทั้ง ๆ ที่ส่งออกโตได้สูง ซึ่งยังอธิบายไม่ได้ โดยหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ไปต่อ สุดท้ายหลังหมดมาตรการไทยช่วยไทยพลัสเศรษฐกิจไทยก็ยังไม่มีสัญญาณว่าจะฟื้นตัวได้ดี ไตรมาส 4 ก็จะฟื้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้เร่งแรง
“วันนี้ถ้าเราหันไปดูเพื่อนบ้านเราจะอาย เพราะมาเลเซียจีดีพีเขาโต 6% สิงคโปร์โต 5.9% อินโดนีเซียขนาดร่อแร่ มีปัญหาด้านเสถียรภาพหนักมาก ยังโตได้ 5.3% เวียดนามแทบไม่ต้องพูดถึงเขาโตกว่า 8% ส่วนเราปีนี้และปีหน้าเราโตเต็มที่ได้ก็แถว ๆ 2% ผมว่าตรงนี้น่าห่วงแล้ว บริษัทต่างชาติที่อยู่เมืองไทย เขาก็เริ่มหาแล้ว ว่าย้ายไปต่างประเทศดีไหม เชื่อว่ายังมีหลายอุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่รถยนต์”
“ดร.อมรเทพ” กล่าวด้วยว่า มองต่อไปมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะเป็นการใช้ยาแก้ปวดเพื่อประคองตัว หรือจะผ่าตัดใหญ่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยหากต่ออายุไทยช่วยไทยพลัส ข้อดีก็คือ ช่วยประคองเศรษฐกิจไปได้ แต่สุดท้ายจะทำให้เหลือเงินน้อยลงในการไปทำอย่างอื่น โดยเฉพาะการลงทุนที่จะสามารถยกระดับเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้ ก็จะเสียโอกาสไป
“ผมว่าต้องหามาตรการที่มากกว่าจะแจกเงินดีกว่า คือแจกเงินทุกคนก็ชอบ แต่เราก็เห็นว่า มันไม่ได้ฟื้นจริง อยากเห็นมาตรการสร้างงานสร้างอาชีพดีกว่า”
ธปท.ชี้หนี้เสีย SMEs ยังน่าห่วง
นายโชติ เปี่ยมชล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบแบบจำลอง และวิเคราะห์ความเสี่ยงสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 สินเชื่อ SMEs ยังหดตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 16 ที่ -4.6% จากไตรมาสก่อนที่ -3.9% จากประเด็นความกังวลความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกหนี้ที่ยังอยู่ระดับสูง
อย่างไรก็ดี NPL ค่อนข้างทรงตัว จากการเร่งบริหารจัดการหนี้ของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งมีส่วนช่วยชะลอการเกิด NPL โดยมาตรการลดภาระหนี้และสนับสนุนสภาพคล่อง มีส่วนช่วยประคับประคองภาคธุรกิจและครัวเรือนไทย
“อย่างไรก็ดี เมื่อดูการไหลเป็น NPL ในไตรมาสนี้ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้น ซึ่งต้องยอมรับว่าคุณภาพหนี้จะด้อยลงบ้างจากแรงกดดันจากสถานการณ์ภายนอก แต่ที่น่าสังเกตคือ เป็นการไหลมาจากลูกหนี้ Re-entry สะท้อนว่าลูกหนี้มีความเปราะบางอยู่เดิม พอเจอช็อกก็เลยมีปัญหา”
ขณะที่หนี้ครัวเรือนปรับลดลงเล็กน้อย โดยสินเชื่อครัวเรือนยังขยายตัวต่ำ และมีผลจากฐานที่ GDP ปรับตัวสูงขึ้นด้วย
“ความเสี่ยงจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ยังเป็นปัจจัยกดดันคุณภาพสินเชื่อที่ต้องติดตามต่อไป รวมถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ไม่เท่ากัน ยังเป็นลักษณะ K Shape อยู่ ซึ่งยังต้องติดตามทั้ง SMEs และครัวเรือน ที่มีความผันผวนของรายได้และค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น”

