ไทยเจ้าภาพ ประชุม IMF- World Bank 1991 ที่ถูกยกย่องว่า ปฏิบัติตาม Master Plan ได้ดีที่สุดที่เคยปรากฏ
แนวความคิดในการเสนอตัวให้ประเทศไทย เป็นเจ้าภาพครั้งแรก เพื่อจัดการประชุมประจำปี สภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เกิดขึ้นในยุครัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ต่อเนื่องมาถึง ยุคชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี
การเตรียมงานเริ่มต้นขึ้นล่วงหน้านับตั้งแต่ปี 2530 โดย “กระทรวงการคลัง” และ “ธนาคารแห่งประเทศไทย” ได้ตอบรับการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมอย่างเป็นทางการ โดยมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding) เมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2530 ก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะมีมติยืนยันการเป็นเจ้าภาพเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2532
การประชุมประจำปีฯ ในปี พ.ศ. 2534 จัดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของเศรษฐกิจโลก ทั้งการเปลี่ยนผ่านของประเทศในยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกสู่ระบบเศรษฐกิจแบบตลาด การปฏิรูปเศรษฐกิจในประเทศกำลังพัฒนาที่ได้รับการสนับสนุนจาก IMF และธนาคารโลก ตลอดจนการแสวงหาแนวทางเสริมสร้างเสถียรภาพทางการเงินระหว่างประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจโลกภายหลังการสิ้นสุดของสงครามเย็น
ในช่วงปี พ.ศ. 2529-2533 ประเทศไทยได้รับความสนใจจากนานาชาติ เนื่องจากมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่โดดเด่น มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Real GDP Growth) เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 10.9 ต่อปี ซึ่งถือได้ว่าเป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจดาวรุ่งของเอเชีย และถูกคาดหมายว่าจะก้าวขึ้นเป็น “เสือตัวที่ 5” ต่อจากกลุ่ม “4 เสือเอเชีย” ได้แก่ ฮ่องกง สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และไต้หวัน
รัฐบาลพลเอกชาติชาย ให้ความสำคัญในการเตรียมการเป็นเจ้าภาพการประชุม Annual Meetings ปี 2534 มีการเตรียมการมาล่วงหน้าหลายปี แต่แล้ว ก่อนการจัดประชุมเพียง 8 เดือน คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช. ก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศไทยบนเวทีนานาชาติอย่างมาก
นายอานันท์ ปันยารชุน ในฐานะนายกรัฐมนตรีพลเรือน เป็นผู้ที่ก้าวมาในช่วงอ่อนไหวนี้
“ต่างชาติในช่วงเวลานั้นไม่ได้รู้จักเมืองไทยมากนัก เมื่อเกิดการรัฐประหารขึ้นก็เกิดความกังวลขึ้นมาทันที เพราะมีภาพจำจากการปฏิวัติในลาตินอเมริกาหรือในประเทศยุโรปตะวันออกบางประเทศ ทุกครั้งที่มีการปฏิวัติก็มีการสู้รบกันมากทีเดียว ผู้คนและทหารเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ความสงบเรียบร้อยก็ไม่เกิดขึ้นในทันที ยังต้องมีทหารหรือตำรวจเดินตรวจตราอยู่เสมอ พอเมืองไทยมีการปฏิวัติขึ้นมา สิ่งที่เขากังวลที่สุดคือประเทศไทยจะมีเสถียรภาพดีพอที่จะจัดประชุมได้หรือไม่” นายอานันท์ กล่าวในการให้สัมภาษณ์ กองบรรณาธิการ พระสยาม BOT Magazine สื่อของหน่วยงาน ธนาคารแห่งประเทศไทย
อดีตนายกรัฐมนตรี เล่าต่อว่า เมื่อรู้ว่าต่างชาติกังวลตรงไหน ก็เร่งแก้ไขตรงนั้น
“พอผมมาเป็นนายกฯ เขาก็เดินทางมาคุยกับผม สิ่งแรกที่เขาเห็นคือตามถนนไม่มีทหารตำรวจเดิน คนก็ทำมาหากินโดยปกติ เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น และรัฐบาลของผมก็เป็นพลเรือนส่วนใหญ่ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ผมก็ให้คำมั่นกับเขาว่า ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะจัดงานได้ หอประชุมที่กำลังสร้างอยู่ก็จะเสร็จทัน เขาก็รู้สึกพอใจ”
รัฐบาลที่นำโดยนายกอานันท์ ปันยารชุน ยังคงใช้ข้าราชการและคณะทำงานเดิม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและปลัดกระทรวงการคลังลงมาควบคุมภาพรวม
ในต้นทศวรรษ 2530 ประเทศไทยยังไม่มีศูนย์การประชุมขนาดใหญ่ในระดับมาตรฐานสากล ที่เพียงพอรองรับผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 10,000 คน รัฐบาลไทยจึงเห็นความจำเป็นที่จะต้องจัดสร้างสถานที่แห่งใหม่ขึ้นเพื่อรองรับการประชุมครั้งประวัติศาสตร์นี้
27 ตุลาคม พ.ศ. 2532 คณะรัฐมนตรีมีมติให้กระทรวงการคลังดำเนินการก่อสร้างศูนย์การประชุมแห่งชาติ โดยขณะนั้นพื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทยบริเวณสวนจตุจักร และพื้นที่ของโรงงานยาสูบกระทรวงการคลัง บริเวณถนนรัชดาภิเษก เป็น 2 ตัวเลือกที่มีความเหมาะสม
เมื่อพิจารณาองค์ประกอบต่างๆ แล้ว ในที่สุดจึงมีมติให้ดำเนินการก่อสร้างศูนย์การประชุมแห่งชาติ ในพื้นที่ของโรงงานยาสูบ ซึ่งเป็นพื้นที่ราชพัสดุ เนื่องจากความเหมาะสมทั้งด้านตำแหน่งที่ตั้งที่เชื่อมต่อกับโครงข่ายทางพิเศษ (ทางด่วน) และถนนสายสำคัญหลายเส้นทาง อาทิ ถนนรัชดาภิเษก ถนนพระราม 4 อีกทั้งยังรายล้อมด้วยโรงแรมชั้นนำที่สามารถรองรับผู้เข้าร่วมประชุมจากต่างประเทศ และที่สำคัญคือพื้นที่ดังกล่าวสามารถเริ่มการก่อสร้างได้ทันที ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญภายใต้กรอบเวลาที่มีจำกัด
นายนิพัทธ พุกกะณะสุต อดีตผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เล่าในการให้สัมภาษณ์ “พระสยาม BOT Magazine” ว่า ในระยะแรก รัฐบาลไทยไม่ได้มีแนวคิดจะสร้างศูนย์การประชุมขึ้นใหม่ ส่วนหนึ่งเพราะธนาคารโลกเองไม่ต้องการให้ประเทศต้องลงทุนมหาศาลไปกับสิ่งก่อสร้าง แผนเดิมจึงเป็นการใช้โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ซึ่งเพิ่งสร้างขึ้นและมีห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ ฝ่ายไทยประเมินว่าพื้นที่ราว 2,500 ตารางเมตรน่าจะดัดแปลงเป็นห้องประชุมรองรับงานนี้ได้
แต่ระหว่างการเตรียมข้อเสนอ แผนก็เปลี่ยนไป รัฐบาลเห็นว่า หากการประชุมก่อให้เกิดประโยชน์ระยะยาว ประเทศควรมีสถานที่ของตนเอง จึงมีคำสั่งจากคณะรัฐมนตรีมาถึงกระทรวงการคลังว่า ให้สร้างศูนย์การประชุมแห่งชาติขึ้นเพื่อรองรับการประชุมใหญ่ครั้งนั้น นายนิพัทธจึงได้รับบทผู้อำนวยการก่อสร้าง ที่ไม่ใช่แค่อาคารสถานที่ แต่รวมไปถึงระบบบริการที่จำเป็นให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี
ในที่สุด ศูนย์การประชุม ซึ่งได้รับพระราชทานนามในเวลาต่อมาว่า ‘ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์’ ก็สร้างเสร็จตรงเวลา ใช้งบประมาณต่ำกว่ากรอบที่ตั้งไว้ และเปิดรับการประชุมได้ตามกำหนด
หลังจากใช้เวลาหลายปีในการวางแผนและเตรียมความพร้อม ทั้งด้านสถานที่ บุคลากร และระบบสนับสนุนต่างๆ ในที่สุดประเทศไทยก็ได้ต้อนรับผู้แทนจากทั่วโลกเข้าสู่การประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ประจำปี พ.ศ. 2534 ณ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 11–17 ตุลาคม พ.ศ. 2534
ตลอดหนึ่งสัปดาห์ของการประชุม กรุงเทพมหานครได้กลายเป็นศูนย์กลางของการหารือด้านเศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศ โดยมีผู้แทนจากประเทศสมาชิกกว่า 150 ประเทศ รวมถึงผู้บริหารองค์กรระหว่างประเทศ นักเศรษฐศาสตร์ ผู้แทนภาคการเงิน และสื่อมวลชนจากทั่วโลก เดินทางเข้าร่วมงาน นับเป็นหนึ่งในงานประชุมนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดที่ประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพในขณะนั้น
จุดสำคัญของสัปดาห์แห่งการประชุมอยู่ที่วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2534 เมื่อมีพิธีเปิดการประชุมประจำปีอย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีนายอานันท์ ปันยารชุน นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น เป็นประธานกล่าวต้อนรับผู้แทนจากทั่วโลก ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาที่สะท้อนบทบาทของประเทศไทยบนเวทีการเงินระหว่างประเทศได้อย่างชัดเจน
การเป็นเจ้าภาพการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศในปี พ.ศ. 2534 ไม่ได้ทิ้งไว้เพียงความทรงจำและความภาคภูมิใจของประเทศเท่านั้น หากยังสร้างมรดกสำคัญที่ส่งผลต่อประเทศไทยในหลายมิติ ทั้งด้านบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีระหว่างประเทศ
การประชุมครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการก่อสร้างศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สถานที่ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นศูนย์กลางการจัดประชุมและนิทรรศการระดับนานาชาติของประเทศไทย และยังคงมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการประชุมของประเทศมาจนถึงปัจจุบัน
หนังสือพิมพ์ The Washington Post เขียนถึงการประชุมครั้งนั้น โดยยกย่องว่ารัฐบาลอานันท์ทำให้ไทยกลับมาเป็น “คู่สนทนาที่น่าเชื่อถือ”
หลังการประชุม เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบการประชุมนอกกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของธนาคารโลกและ ไอเอ็มเอฟบอกกับ นิพัทธ พุกกะณะสุต ว่า งานที่กรุงเทพฯ ปฏิบัติตาม master plan ได้อย่างสมบูรณ์และดีที่สุดที่เคยปรากฏ



















อ้างอิงข้อมูล
-“ย้อนรอยปี 2534 : เมื่อไทยเป็นเจ้าภาพ World Bank/IMF Annual Meetings ครั้งแรก / “ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย”
-อานันท์ ปันยารชุน กับภารกิจสร้างความเชื่อมั่นประเทศไทย ด้วยการทำให้คน “เห็น”/ พระสยาม BOT Magazine
-นิพัทธ พุกกะณะสุต กับ ภารกิจเปลี่ยน “ที่ว่าง” ให้เป็น ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ / พระสยาม BOT Magazine

