สันติธาร มองเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง ไม่ต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย

สันติธาร มองเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง ไม่ต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ย
ภาพประกอบข่าว

สันติธารมองเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง คาดไม่จำเป็นต้องเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่เศรษฐกิจต่างประเทศปรับขึ้นดอกเบี้ยรับความผันผวน

นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ทิศทางเศรษฐกิจไทยและการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันนี้ (25 มิ.ย.) ไทยยังมีจุดแข็งเรื่องเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับดี ทำให้นโยบายดอกเบี้ยของไทยยังมีความยืดหยุ่น และไม่จำเป็นต้องเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ในขณะที่หลายประเทศซึ่งเสถียรภาพทางเศรษฐกิจต้องเผชิญแรงกดดันจากความผันผวนของค่าเงินจนไม่สามารถดำเนินนโยบายการเงินเพื่อดูแลเศรษฐกิจภายในประเทศได้อย่างเต็มที่ และต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (เฟด) เพื่อป้องกันความผันผวนของค่าเงิน

“เราเห็นตัวอย่างในหลายประเทศที่เศรษฐกิจยังไม่พร้อม แต่ถูกบีบให้ต้องขึ้นดอกเบี้ย เพราะค่าเงินผันผวนรุนแรง ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่น่ากลัวมาก โชคดีที่ไทยยังไม่ได้อยู่ในจุดนั้น มองว่าเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันถือเป็นจุดแข็งสำคัญที่ช่วยให้การดำเนินนโยบายการเงินมีความยืดหยุ่นมากกว่าหลายประเทศ โดยจากการติดตามมุมมองของตลาดล่าสุด ยังไม่เห็นปัจจัยใหม่ที่ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงอะไร อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจสุดท้ายยังขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของ กนง.” นายสันติธารกล่าว

นายสันติธารกล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ ซึ่งยุคดอกเบี้ยขาลงของเฟดได้สิ้นสุดลงแล้ว และกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะสภาพคล่องตึงตัวมากขึ้นทั่วโลก ส่งผลให้หลายประเทศเผชิญแรงกดดันด้านค่าเงินและต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ดี แม้ไทยมีความผันผวนของค่าเงินและอัตราดอกเบี้ยน้อยกว่าหลายประเทศ แต่ในโลกยุคใหม่ นักลงทุนอาจให้ความสำคัญกับผลตอบแทนมากขึ้น ทำให้ประเทศไทยต้องรักษาสมดุลระหว่างเสถียรภาพและการเติบโตด้วย

นายสันติธารกล่าวว่า ขณะนี้ไทยยังขาด Growth Story หรือเรื่องราวการเติบโตใหม่ที่จะดึงดูดนักลงทุน เพราะหากประเทศมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แต่ไม่มีศักยภาพการเติบโตที่น่าสนใจ ก็อาจไม่สามารถดึงดูดเงินลงทุนได้เพียงพอ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังตั้งเป้าหมายทางเศรษฐกิจสำคัญภายในปี 2573 ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ การผลักดันให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตเฉลี่ยเกิน 3% ต่อปี การเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อจีดีพีให้ใกล้ระดับ 30% จากปัจจุบันอยู่ที่ 22-23% และการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทยให้ติด Top20 ประเทศแรกของโลก

นายสันติธารกล่าวว่า เป้าหมายทั้งหมดเป็นเรื่องท้าทาย แต่ยังมีความเป็นไปได้ หากภาครัฐทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนและปลดล็อกอุปสรรคการลงทุนของภาคเอกชนอย่างจริงจัง เนื่องการลงทุนของไทยส่วนใหญ่มาจากภาคเอกชน ภาครัฐจึงต้องช่วยเหลือผ่าน Thailand FastPass เพื่อให้เอกชนเข้ามาลงทุนได้ง่ายและเร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม ไทยต้องดึงดูดการลงทุนใหม่ และใช้โอกาสดังกล่าวสร้างการกระจายรายได้ให้ SMEs ด้วย รวมถึงการพัฒนาทักษะแรงงานควบคู่กันด้วย เช่น โมเดลการพัฒนาอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นในอดีต ซึ่งเกิดจากการเข้ามาลงทุนของบริษัทต่างชาติ และค่อย ๆ สร้างเครือข่ายซัพพลายเออร์ท้องถิ่น ถ่ายทอดเทคโนโลยี และยกระดับทักษะแรงงานในประเทศ จนเกิดการสร้างงานและสร้างมูลค่าเพิ่มภายในระบบเศรษฐกิจต่อไป

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚