คลังปรับขึ้น GDP ปี’69 โตพุ่ง 2.5% จากเดิม 1.6% แรงหนุน ‘ลงทุนภาคเอกชน-พ.ร.ก.เงินกู้’

คลังปรับขึ้น GDP ปี’69 โตพุ่ง 2.5% จากเดิม 1.6% แรงหนุน ‘ลงทุนภาคเอกชน-พ.ร.ก.เงินกู้’
ภาพประกอบข่าว

คลังปรับขึ้น GDP ปี’69 โตพุ่ง 2.5% จากเดิม 1.6% จากแรงหนุนด้านลงทุนภาคเอกชน-พ.ร.ก.เงินกู้ 2 แสนล้าน

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สศค.ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปี 2569 เดือนกรกฎาคม เป็น 2.5% จากเดิม 1.6% เมื่อเดือนเมษายน เนื่องจากคำนวณรวมพระราชกำหนดเงินกู้ 2 แสนล้านบาท ตัวเลขที่ปรับเพิ่มขึ้นเกิดจากการส่งออกภาคเอกชนที่ขยายตัวต่อเนื่อง 12.5% ปรับขึ้นจากประมาณการครั้งก่อนที่ 6.2% ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 9.0% จากการลงทุนเครื่องจักรและแผงวงจรไฟฟ้า

ทั้งนี้ สศค.คาดการณ์ว่าการบริโภคภาคเอกชนจะโต 2.7% จากนโยบายเศรษฐกิจเพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานของภาครัฐ ทำให้ดีมานด์ในประเทศขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง ส่วนการบริโภคภาครัฐคาดว่าจะขยายตัว 1.5% เป็นผลจากการทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ที่แล้วเสร็จตามกรอบเวลา จึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้เม็ดเงินกระจายสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และดึงดูดการลงทุนภาคเอกชน (Crowding-in Effect) รวมทั้งลดการพึ่งพาพลังงานใดพลังงานหนึ่ง

สำหรับเสถียรภาพเศรษฐกิจคาดว่าจะยังแข็งแกร่ง ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลเล็กน้อยที่ -0.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น -0.1% ของจีดีพี จากการนำเข้าพลังงานจำนวนมาก ทำให้การขาดดุลในหมวดพลังงานสูง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดการณ์อยู่ที่ 2.0% ต่อปี ทั้งนี้คาดว่าในครึ่งปีหลัง ดุลบัญชีเดินสะพัดน่าจะกลับมาเกินดุลได้ และอัตราเงินเฟ้อน่าจะลดลง

นายวินิจกล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในครึ่งหลังปี 2569 มีปัจจัยที่น่ากังวลคือ ความขัดแย้งจากภูมิภาคตะวันออกกลางที่ผันผวน ซึ่งกระทบต่อราคาพลังงาน รวมถึงนโยบายกีดกันการค้าใหม่จากมาตรการภาษีสหรัฐ มาตรา 301 โดยเฉพาะจากกรณีการบังคับแรงงาน (Forced Labor) ที่ไทยถูกจัดเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเป็น 12.5% จากเดิม 10% แต่สินค้าบางประเภทยังได้รับการยกเว้น เช่น เซมิคอนดักเตอร์ และยา ขณะที่สถานการณ์เอลนีโญอาจทำให้เกิดภัยแล้งช่วงปลายปี และต้องเตรียมจัดการน้ำให้เพียงพอ

ทั้งนี้ นายวินิจมองว่าผลจากมาตรการกีดกันการค้าจะยังไม่มีผลกระทบมากนักในช่วงนี้ โดยขณะนี้กระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งเจรจากับสหรัฐ และพยายามแก้ปัญหา Over Capacity จากการรับมาเพื่อส่งออก และขณะนี้ต้องศึกษาสมมติฐานว่าสอดคล้องกับความเป็นจริงหรือไม่

นายวินิจกล่าวว่า แม้มาตรการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากวิกฤตของภาครัฐ ไม่ได้เป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็ทำให้ตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปรับขึ้นเล็กน้อย โดยตัวเลขที่ปรับขึ้นส่วนใหญ่เกิดจากการส่งออกภาคเอกชน ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดนั้นจะเห็นว่าตัวเลขการส่งออกดี แต่ต้องจับตาดูการนำเข้าเครื่องจักรเพื่อนำมาผลิตและส่งออก

“สำหรับตัวเลขคาดการณ์ที่ปรับดีขึ้นนี้ มาจากทิศทางการลงทุนที่ดี ไม่ได้มาจากแค่มาตรการของภาครัฐ เชื่อว่าทุกวิกฤตมีโอกาส ทั้งวิกฤตน้ำมันและความขัดแย้ง ซึ่งจะมีการลงทุนย้อนกลับขึ้นไป นักลงทุนจะใช้ประสบการณ์ที่ผ่านมาและมองเห็นโอกาส ส่วนภาครัฐก็ปรับกระบวนการเพื่อช่วยให้การลงทุนในประเทศเร็วขึ้นผ่านการทำงานของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)” นายวินิจกล่าว

นายวโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สศค. กล่าวว่า คาดการณ์สมมติฐานเศรษฐกิจ 15 ประเทศคู่ค้าหลักปี 2569 ขยายตัว 3.3% จากคาดการณ์ก่อนหน้าที่ 3.0% โดยปรับดีขึ้นจากเดือนเมษายน ประเทศที่เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น เช่น อินเดีย และเวียดนาม ด้านประเทศที่ส่งออกเครื่องใช้ไฟฟ้าก็ขยายตัวเช่นกัน

วโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล

ทั้งนี้มีปัจจัยสนับสนุนจาก 1.การลงทุนด้านเทคโนโลยีและเอไอ 2.ตลาดพลังงานกำลังปรับเข้าสู่ภาวะปกติ แม้ 2-3 วันนี้จะมีการกระชากขึ้นของราคาน้ำมัน และ 3.การเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ด้านเทคโนโลยีและเอไอ

ส่วนปัจจัยเสี่ยงคือ 1.ความไม่แน่นอนของความขัดแย้งตะวันออกกลาง 2.การแบ่งแยกทางการค้าและมาตรการทางการค้า เช่น มาตรการ 301 ของสหรัฐที่กดดันการค้าเสรีโลก กระทบห่วงโซ่อุปทานของผู้ผลิต และ 3.พื้นที่ทางนโยบายและฐานะการคลังที่จำกัดจากหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นในหลายประเทศ กดดันประเทศที่ฐานะการคลังเปราะบาง

ส่วนสมมติฐานคาดการณ์ค่าเงินบาท คาดว่าค่าเงินบาทปี 2569 มีแนวโน้มอ่อนค่าเฉลี่ย 32.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้น 1.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และอ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับประมาณการครั้งก่อนที่ 32.1 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เกิดจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น 3% ทำให้เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลง ด้านธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยเพื่อคุมอัตราเงินเฟ้อ

นอกจากนี้ ค่าเงินบาทยังมีทิศทางสอดคล้องกับดอลลาร์ฮ่องกง ดอลลาร์ไต้หวัน ดอลลาร์สิงคโปร์ ปอนด์สเตอร์ลิง และยูโร แต่ต้องติดตามการขึ้นอัตราดอกเบี้ย และดุลบัญชีเดินสะพัดอาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่า และต้องติดตามแนวโน้มดุลบัญชีเดินสะพัดจากการส่งออกและการท่องเที่ยว รวมทั้งนโยบายการเงินในเขตเศรษฐกิจใหญ่

ทั้งนี้ สมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบ ล่าสุดอยู่ที่ 89.41 บาทต่อบาร์เรล สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งปี 2568 จากปัจจัยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อปริมาณการผลิตน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ โดย สศค.คาดว่าราคาน้ำมันดิบทั้งปีจะอยู่ที่ 82 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากประมาณการครั้งก่อนที่ 91 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็นผลจากการหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมันซึ่งคลี่คลายลง

แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง, การฟื้นตัวของการผลิตน้ำมันในตะวันออกกลาง, อุปสงค์ของจีนที่สะสมสต็อกเชิงยุทธศาสตร์ รวมทั้งนโยบายของกลุ่ม OPEC+ อย่างไรก็ตาม

นายวโรทัยกล่าวว่า ราคาน้ำมันดิบดูไบยังมีความกดดันไปในทิศทางที่สูง แต่คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบตั้งแต่ไตรมาส 4 ถึงปีหน้าจะมีแนวโน้มลดลง ด้านอุปทานมีความตึงตัวลดลง แต่อาจฟื้นตัวไม่สม่ำเสมอ จากความผันผวนของสถานการณ์ ด้านอุปสงค์ลดลงมาก แต่มีแนวโน้มฟื้นตัวในปีหน้า “เมื่อรวมผลกระทบจากการปิดทะเลแดง ตัวเลขคาดการณ์ที่ 82 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็นประมาณการที่คอนเซอร์เวทีฟแล้ว”

สมมติฐานจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ คาดการณ์ว่าในปี 2569 จะมีแนวโน้มชะลอตัว โดยมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศทั้งปีที่ 33 ล้านคน ใกล้เคียงกับปี 2568 ที่ 32.9 ล้านคน และคาดว่าจะสร้างรายได้ให้เศรษฐกิจไทย 1.5 ล้านล้านบาท แต่ยังมีความเสี่ยงที่ต้องจับตา ได้แก่ ความไม่สงบของสถานการณ์ตะวันออกกลาง ราคาเชื้อเพลิง การปรับกลยุทธ์เพื่อเน้นการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และการแข่งขันดึงดูดนักท่องเที่ยว

นายวโรทัยกล่าวว่า ตัวเลขตั้งแต่เดือน ม.ค.-พ.ค. มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางเข้ามาราว 14 ล้านคน ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากความขัดแย้งตะวันออกกลาง และราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น แม้ในเดือน พ.ค. จะมีการขยายตัวเล็กน้อย จากแรงหนุนนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกล โดยเฉพาะนักท่องเทียวจีนและมาเลเซีย รวมทั้งรัสเซีย เกาหลีใต้ และสหราชอาณาจักร

อย่างไรก็ดี จำนวนนักท่องเที่ยวจีนยังต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด-19 จากการแข่งขันดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนของประเทศอื่น เช่น เกาหลีใต้ เวียดนาม และญี่ปุ่น ด้านนักท่องเที่ยวจากสหรัฐยังชะลอการท่องเที่ยว จากสถานการณ์ความขัดแย้งและความไม่แน่นอนของสภาพเศรษฐกิจ

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚