KAsset จับตา Blue Sweep เขย่าหุ้นเทคสหรัฐ ชี้คานอำนาจทรัมป์อาจหนุนตลาด
บลจ.กสิกรไทย (KAsset) มองเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐส่อเกิด Blue Sweep หลังเดโมแครตคะแนนพุ่งเกินคาด กดดันหุ้นเทค-AI หวั่นนโยบาย Data Center สะดุด แต่ชี้การคานอำนาจทรัมป์อาจหนุนตลาดหุ้น แนะกระจายพอร์ตรับความผันผวน
นายวิน พรหมแพทย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย จำกัด (KAsset) ประเมินผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐอเมริกาว่า จากผลคะแนนล่าสุดมีแนวโน้มเกิดปรากฏการณ์ Blue Sweep หรือการที่พรรคเดโมแครตได้รับชัยชนะอย่างกว้างขวาง โดยผลคะแนนที่ออกมาถือว่าเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ในเบื้องต้น แต่จำนวนคะแนนเสียงที่พรรคเดโมแครตได้รับอาจสูงกว่าคาดเล็กน้อย
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประชาชนชาวอเมริกันหันมาสนับสนุนพรรคเดโมแครตมากขึ้น มาจากความไม่พอใจต่อปัญหาค่าครองชีพ โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชน และกลายเป็นแรงกดดันต่อรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
สำหรับปฏิกิริยาของตลาดการเงิน ภายหลังเริ่มมีการรายงานผลคะแนนเลือกตั้งในช่วงเช้า พบว่าสัญญาซื้อขายล่วงหน้าดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงค่อนข้างแรง โดยเฉพาะ Nasdaq Futures ซึ่งได้รับแรงกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับนโยบายของพรรคเดโมแครตที่อาจส่งผลกระทบต่อการขยายการลงทุนด้านเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI)
หนึ่งในประเด็นที่ตลาดจับตาคือผลการเลือกตั้งในรัฐเท็กซัส ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญในการลงทุนก่อสร้าง Data Center ของสหรัฐ โดยพรรคเดโมแครตมีแนวทางที่ไม่สนับสนุนการขยาย Data Center มากนัก จึงสร้างความกังวลต่อแนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรม AI และส่งผลให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเผชิญแรงขายในช่วงแรก
อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางวัน ความกังวลของตลาดเริ่มลดลง สะท้อนว่าการตอบสนองต่อผลการเลือกตั้งครั้งนี้ยังมีความไม่แน่นอน แม้ผลคะแนนจะเป็นไปตามคาด แต่ทิศทางตลาดหุ้นหลังการเลือกตั้งยังประเมินได้ยาก โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและปัจจัยด้านราคาน้ำมัน
ทั้งนี้ หากพรรคเดโมแครตสามารถเพิ่มอำนาจในสภาคองเกรสได้ตามแนวโน้มผลการเลือกตั้ง จะทำให้รัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์เผชิญข้อจำกัดในการผลักดันนโยบายต่าง ๆ มากขึ้น เนื่องจากอาจเกิดการคานอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ
แม้สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้การดำเนินนโยบายของรัฐบาลเป็นไปได้ยากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ตลาดการเงินอาจตอบรับเชิงบวกต่อภาวะที่รัฐบาลไม่สามารถเปลี่ยนแปลงนโยบายได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากช่วยลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งใหญ่
อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการใช้สิทธิยับยั้งกฎหมาย (Veto) หากมีข้อเสนอจากฝ่ายเดโมแครตที่รัฐบาลไม่เห็นด้วย ซึ่งอาจทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป
สำหรับทิศทางราคาน้ำมัน ประเมินว่า ระดับราคาประมาณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลถือว่าค่อนข้างสูง และมีโอกาสปรับตัวลดลงมากกว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้สถานการณ์สงครามยังไม่สิ้นสุด ทั้งนี้ ปริมาณการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุสมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ราคาน้ำมันยังทรงตัวในระดับสูง ซึ่งอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับความต้องการสะสมสต็อกน้ำมันในช่วงฤดูหนาว
ขณะเดียวกัน หากราคาน้ำมันในปีหน้ายังคงทรงตัวใกล้ระดับปัจจุบัน ผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนจะทยอยลดลงตามผลของฐานราคา ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันต่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
KAsset จึงประเมินว่า โอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดในช่วงปีนี้ต่อเนื่องถึงปีหน้าอาจจำกัดอยู่ที่ประมาณ 1–2 ครั้ง หากราคาน้ำมันไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นไปมากกว่าระดับปัจจุบัน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนตลาดตราสารหนี้
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ยังคงมองว่าหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง เนื่องจากผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังขยายตัวได้ดี และระดับมูลค่าหุ้นไม่ได้ถือว่าแพงมากเมื่อเทียบกับการเติบโตของกำไร
ดังนั้น ราคาหุ้นเทคโนโลยีที่ปรับตัวขึ้นมามากสะท้อนความคาดหวังของนักลงทุนในระดับสูง ทำให้แม้บริษัทจะรายงานกำไรเติบโต แต่หากผลประกอบการดีกว่าคาดเพียงเล็กน้อย หรือไม่เป็นไปตามความคาดหวัง ก็อาจเผชิญแรงขายและเกิดการปรับฐานได้ นักลงทุนที่ต้องการเพิ่มน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีควรรอจังหวะราคาปรับฐาน และพิจารณาสัดส่วนการลงทุนเดิม เนื่องจากพอร์ตหุ้นทั่วโลกมีน้ำหนักหุ้นสหรัฐอยู่แล้วประมาณ 60% การเพิ่มหุ้นเทคโนโลยีโดยตรงจึงอาจทำให้พอร์ตกระจุกตัวมากเกินไป
นายวินกล่าวย้ำว่า การกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์หลายประเภท ทั้งหุ้นทั่วโลก ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ และทองคำ ยังคงเป็นกลยุทธ์สำคัญในการรับมือความผันผวน เนื่องจากแม้จะประเมินแนวโน้มผลการเลือกตั้งได้ แต่การคาดการณ์ว่าตลาดการเงินจะตอบสนองอย่างไรยังทำได้ยาก

