YLG มองทองระยะยาวยังขาขึ้น จับตาจีนเร่งสะสม หลังถือเพียง 8% ของทุนสำรอง
YLG ชี้ราคาทองคำอ่อนตัวเป็นเพียงแรงขายทำกำไรระยะสั้น ภาพใหญ่ยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น แรงซื้อธนาคารกลางทั่วโลกเป็นหนึ่งในปัจจัยหนุนสำคัญ เปิดข้อมูลประเทศถือทองสัดส่วนสูงสุด อุซเบกิสถานนำที่ 86-87% สหรัฐฯ-เยอรมนีตามที่ 84% ขณะที่จีนยังถือทองในสัดส่วนต่ำเมื่อเทียบประเทศมหาอำนาจ มองมีโอกาสเดินหน้าสะสมเพิ่ม
นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) เปิดเผยว่า แนวโน้มราคาทองคำในภาพใหญ่ยังอยู่ในรอบขาขึ้น แม้ระหว่างทางอาจเผชิญแรงขายทำกำไรและความผันผวนจากอัตราดอกเบี้ย รวมถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้น
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ยังสนับสนุนราคาทองคำระยะยาว คือ การเข้าซื้อของธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศขนาดใหญ่ เช่น จีน ซึ่งยังเดินหน้าสะสมทองคำเข้าพอร์ตอย่างต่อเนื่อง ขณะที่จีนนำเข้าทองคำสะสมตั้งแต่ต้นปีถึงเดือน ส.ค. 2569 มากกว่า 1,000 ตัน สูงกว่าปริมาณนำเข้าตลอดทั้งปี 2568
ขณะเดียวกัน โปแลนด์เป็นอีกประเทศที่เร่งสะสมทองคำมาตั้งแต่ปี 2561 หรือก่อนช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ปัจจุบันมีทองคำคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ของทุนสำรองระหว่างประเทศ และตั้งเป้าเพิ่มปริมาณทองคำสำรองเป็น 700 ตัน

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนทองคำต่อทุนสำรองระหว่างประเทศ จะพบว่าหลายประเทศมหาอำนาจมีสัดส่วนการถือครองทองคำในระดับสูง ขณะที่หลายประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ยังมีสัดส่วนค่อนข้างต่ำ จึงมีโอกาสเห็นธนาคารกลางบางประเทศเพิ่มการสะสมทองคำในระยะข้างหน้า
สำหรับข้อมูลสัดส่วนการถือครองทองคำที่ YLG อ้างอิงจากสภาทองคำโลก ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ณ ไตรมาส 2/2569 พบว่า อุซเบกิสถาน มีสัดส่วนทองคำต่อทุนสำรองสูงสุดประมาณ 86-87% หรือประมาณ 416 ตัน
อันดับ 2 คือ สหรัฐอเมริกา มีสัดส่วนประมาณ 84% และยังเป็นประเทศที่ถือครองทองคำในเชิงปริมาณมากที่สุดในโลกที่ 8,133.5 ตัน ตามด้วย เยอรมนี มีสัดส่วน 84% หรือ 3,350.3 ตัน
อันดับถัดมา ได้แก่ เลบานอน 82% หรือ 286.8 ตัน, ฝรั่งเศส 81.8% หรือ 2,437 ตัน, อิตาลี 81.3% หรือ 2,451.8 ตัน, โปรตุเกส 79.9% หรือ 382.7 ตัน, คาซัคสถาน 77% หรือ 339.9 ตัน, เนเธอร์แลนด์ 74.2% หรือ 612.5 ตัน และกรีซประมาณ 64-65% หรือ 115 ตัน
ส่วนอันดับ 11-20 ประกอบด้วย ไซปรัส 62.4%, ตุรกี 53.4%, รัสเซีย 47%, สเปน 33.8%, โปแลนด์ 30.1%, คูราเซาและซินต์มาร์เติน 29.9%, เบลารุส 28.4%, ธนาคารกลางยุโรป (ECB) 28.1%, สโลวาเกีย 23.2% และสหราชอาณาจักร 22.5%
สำหรับ ประเทศไทย มีทองคำสำรอง 234.5 ตัน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10.5% ของทุนสำรองระหว่างประเทศ อยู่ในอันดับ 23 ของโลก และตามข้อมูลของ YLG ถือเป็นสัดส่วนสูงสุดในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่ประเทศส่วนใหญ่ในภูมิภาคมีสัดส่วนอยู่ประมาณ 5%
อีกประเทศที่น่าจับตาคือจีน ซึ่งแม้มีปริมาณทองคำสำรองในระดับมากกว่า 2,300 ตัน แต่เมื่อเทียบกับทุนสำรองระหว่างประเทศทั้งหมดแล้ว สัดส่วนยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศมหาอำนาจหลายแห่ง จึงมองว่ายังมีพื้นที่ให้จีนเพิ่มการสะสมทองคำได้อีก
นางพวรรณ์ กล่าวว่า การซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยที่มีผลต่อทิศทางราคา ขณะที่อัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนของสินทรัพย์ประเภทอื่นยังเป็นตัวแปรสำคัญ ทำให้ราคาทองคำระหว่างทางสามารถปรับตัวลงจากแรงขายทำกำไรได้
“ปัจจัยเรื่องการสะสมทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องอัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนของสินทรัพย์อื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ระหว่างทางราคาทองคำจะเกิดการแกว่งตัวจากการขายทำกำไร แต่มองว่าระยะยาวราคาจะยังคงเป็นทิศทางขาขึ้น”
สำหรับการปรับตัวลงของราคาทองคำในช่วงนี้ส่วนหนึ่งมาจากแรงขายทำกำไรของพอร์ตลงทุน หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม มุมมองระยะยาวต่อทองคำยังไม่เปลี่ยนแปลง และคาดว่าในช่วงครึ่งหลังของปี 2570 มีโอกาสเห็นราคาทองคำกลับขึ้นไปทดสอบจุดสูงสุดเดิมอีกครั้ง

