TISA เริ่มลงทุนไม่ทันปีนี้คลังปักหมุดปี’70-FETCO จี้ประกาศเกณฑ์
ล่าสุดโครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล (Thailand Individual Savings Account) หรือ TISA มีกระแสว่าจะเริ่มได้ไม่ทันปลายปีนี้ หรือไม่ทันในปี 2569 แต่จะเริ่มเปิดให้ออมได้ตั้งแต่เดือน ม.ค. 2570 เป็นต้นไป ซึ่งผู้ออมหรือผู้ลงทุนจะสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ ในการยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่จะยื่นในช่วงเดือน ม.ค.-มี.ค. 2571
คลังยอมรับเริ่มออมได้ปีหน้า
โดย “วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ” ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ยอมรับว่า ทางกระทรวงการคลัง “ตั้งใจเสนอให้ทันเริ่มออมในปีภาษี 2570”

นับเป็นการขยับไทม์ไลน์ออกไป จากเดิมที่คาดว่าจะให้เริ่มออมได้ตั้งแต่ปลายปีนี้เป็นต้นไป
FETCO จี้ออกเกณฑ์ชัดเจนปีนี้
“ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ จำกัด และประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า FETCO ประเมินไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า TISA น่าจะยังไม่สามารถเริ่มลงทุนได้ภายในปี 2569 อย่างไรก็ดีคาดหวังให้ภาครัฐออกหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนภายในปีนี้ เพื่อให้สามารถเริ่มใช้งานจริงได้ในปี 2570

“เราคาดอยู่แล้วว่ายังไงก็คงไม่ได้ใช้ปีนี้ แต่อยากให้กฎเกณฑ์ออกมาในปีนี้ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า TISA จะเกิดขึ้นแน่นอน”
“ไพบูลย์” กล่าวว่า แม้จะเริ่มใช้ TISA ในปีหน้า มองว่าจะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดทุน เนื่องจากในปี 2569 นักลงทุนยังสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) วงเงินลดหย่อนภาษีสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาทต่อคนต่อปีได้อยู่
ขณะเดียวกันการเปิดให้ TISA รองรับการลงทุนในหุ้นรายตัว ถือเป็นรูปแบบใหม่สำหรับตลาดทุนไทย จำเป็นต้องให้เวลาบริษัทหลักทรัพย์พัฒนาระบบรองรับ โดยเฉพาะระบบติดตามวงเงินลงทุนของลูกค้าแต่ละราย รวมถึงการจัดทำบัญชีเฉพาะสำหรับ TISA และการควบคุมให้เป็นไปตามเงื่อนไขการถือครองที่ภาครัฐกำหนด
“หากหลักเกณฑ์ TISA มีความชัดเจนภายในปี 2569 และเริ่มใช้งานในปี 2570 เชื่อว่าบริษัทหลักทรัพย์จะมีเวลาเพียงพอในการเตรียมความพร้อมด้านระบบ”
แนะรัฐตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วน “ออม”
“ประธาน FETCO” กล่าวอีกว่า หาก TISA ถูกออกแบบให้มีแรงจูงใจที่เหมาะสม โดยเฉพาะสิทธิประโยชน์ทางภาษีและวงเงินลงทุนที่จูงใจเพียงพอ จะสามารถช่วยเพิ่มเม็ดเงินออมภายในประเทศ และเป็นอีกกลไกสำคัญในการสร้างแหล่งเงินทุนระยะยาว เพื่อรองรับการลงทุนของประเทศในอนาคต
โดยสิ่งที่ FETCO ต้องการเห็นจากภาครัฐในระยะต่อไปคือ TISA ไม่ควรถูกพิจารณาเฉพาะในฐานะมาตรการสนับสนุนตลาดทุน แต่ควรถูกใช้เป็นหนึ่งในเครื่องมือเพิ่มการออมของประเทศ เพื่อรองรับการลงทุนรอบใหม่ของไทย เนื่องจากรัฐบาลมีเป้าหมายผลักดันสัดส่วนการลงทุนของประเทศขึ้นสู่ประมาณ 30% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)
“การเพิ่มการลงทุนจำเป็นต้องมีเงินออมภายในประเทศมารองรับด้วย ปัจจุบันเงินออมของไทยอยู่ที่ประมาณ 25% ของ GDP หากในอนาคตสัดส่วนการลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 30% แต่เงินออมยังอยู่ที่ระดับเดิม จะทำให้เกิดช่องว่างระหว่างการออมและการลงทุน และเพิ่มความเสี่ยงที่ไทยจะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูง ดังนั้นนอกจากการตั้งเป้าหมายเพิ่มการลงทุนแล้ว ภาครัฐควรกำหนดเป้าหมายเพิ่มการออมของประเทศควบคู่กัน โดยผลักดันสัดส่วนเงินออมจากระดับประมาณ 25% ของ GDP ให้สูงขึ้น”
TISA หนุนเซนติเมนต์เชิงบวก
ด้าน “กรภัทร วรเชษฐ์” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บล.กรุงศรี ประเมินว่า TISA เป็นปัจจัยบวกเชิงจิตวิทยาต่อตลาดหุ้นไทย หลังภาครัฐมีความชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับกรอบเวลาในการผลักดันโครงการ ซึ่งจะเป็นอีกช่องทางสร้างเม็ดเงินลงทุนระยะยาวเข้าสู่ตลาดทุน

“ประเด็นสำคัญที่ตลาดยังต้องติดตามคือ วงเงินลดหย่อนภาษี ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการยืนยันตัวเลขที่ชัดเจน เนื่องจากขนาดของวงเงินดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญต่อการกำหนดปริมาณเม็ดเงินใหม่ที่มีโอกาสไหลเข้าสู่ตลาดทุน”
ขณะเดียวกันแนวทางของ TISA จะเปิดกว้างให้เจ้าของบัญชีสามารถเลือกแนวทางการลงทุนได้ด้วยตนเองตามความเหมาะสม รวมถึงมีโอกาสเปิดให้ลงทุนในสินทรัพย์ประเภทใหม่ ๆ นอกเหนือจากหน่วยลงทุนกองทุนรวมในรูปแบบดั้งเดิม ซึ่งรายละเอียดของสินทรัพย์ที่สามารถลงทุนได้ยังเป็นอีกปัจจัยที่ต้องติดตาม
ส่องหุ้นรับปัจจัยบวก TISA
“กรภัทร” กล่าวอีกว่า แม้ความชัดเจนด้านกรอบเวลาของ TISA จะสร้างจิตวิทยาเชิงบวกต่อตลาด แต่ระดับผลบวกต่อหุ้นไทยยังขึ้นอยู่กับเงื่อนไขสำคัญ ทั้งวงเงินสิทธิประโยชน์ทางภาษี และประเภทสินทรัพย์ที่อนุญาตให้ลงทุน ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าเม็ดเงินจากโครงการจะเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยมากน้อยเพียงใด
“หากมีเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ตลาดหุ้นไทยทุก ๆ 10,000 ล้านบาท จะสร้างผลบวกต่อดัชนีหุ้นไทยราว 25-30 จุด หากโครงการ TISA สามารถดึงเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดได้ในระดับที่มีนัยสำคัญ คาดว่าจะเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นขนาดใหญ่ (Large-Big Cap) ซึ่งมีโอกาสเป็นเป้าหมายของเม็ดเงินลงทุน”
“หัวหน้าสายงานวิจัย บล.กรุงศรี” ระบุว่า สำหรับหุ้นที่ฝ่ายวิจัยแนะนำ ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT, บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA, บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT, บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC
จับตาชง ครม.ภายใน ก.ย. ?
ขณะที่รายงานจากบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ชี้ว่า จุดสำคัญต่อไปคือการเสนอ TISA ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือน ก.ย. 2569 รวมถึงรายละเอียดที่ยังอยู่ระหว่างจัดทำ ไม่ว่าจะเป็นหลักเกณฑ์การใช้สิทธิ ระยะเวลาถือครอง ช่วงเปลี่ยนผ่าน การจัดการเงินลงทุนเดิม และวงเงินลดหย่อนภาษีสุดท้าย
อย่างไรก็ดีข้อสรุปที่สำคัญคือ แนวคิดเรื่อง “ตัวคูณ” (Multiplier) ถูกตัดออกแล้ว จากเดิมที่เคยมีแนวคิดให้ผู้มีเงินได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปีลดหย่อนได้ 1.3 เท่า และผู้มีเงินได้เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปีลดหย่อนได้ 0.7 เท่า
ส่วนวงเงินลดหย่อนภาษียังไม่ได้ข้อสรุปอย่างเป็นทางการ โดยกระทรวงการคลังระบุว่าจะไม่น้อยไปกว่าสิทธิเดิม หรือไม่ต่ำกว่า 500,000 บาท
TISA หนุน “ผู้ออมเป็นศูนย์กลาง”
รายงานจาก “InnovestX” ชี้ด้วยว่า หัวใจสำคัญของ TISA คือการเปลี่ยนมุมมองของมาตรการส่งเสริมการออม จากเดิมที่เน้นการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อส่งเสริมตลาดทุน มาเป็นการให้ “ผู้เสียภาษีและผู้ออมเป็นศูนย์กลาง” โดยเจ้าของบัญชีจะมีทางเลือกในการกำหนดแนวทางลงทุนให้เหมาะกับตัวเองมากขึ้น
รวมถึงเปิดกว้างสำหรับสินทรัพย์ประเภทอื่น นอกเหนือจากการลงทุนผ่านหน่วยลงทุนกองทุนรวมแบบเดิม
โครงสร้างประเภทสินทรัพย์ หรือ Asset Class จะมีความยืดหยุ่น โดยสามารถเพิ่มสินทรัพย์ประเภทใหม่ในอนาคตได้ หากผ่านเกณฑ์ที่กำหนด และเป็นสินทรัพย์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ
และตลาดเป้าหมายสำคัญคือการสร้างวินัยการออมระยะยาว และเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนสามารถปรับพอร์ตตามช่วงอายุและระดับความเสี่ยง เพื่อให้การออมมีความต่อเนื่องมากขึ้น
นอกจากนี้การทำให้ TISA สามารถสับเปลี่ยนพอร์ตข้ามผลิตภัณฑ์ได้ จำเป็นต้องมีระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อมโยงข้อมูลกับกรมสรรพากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งระบบดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพัฒนา หากดำเนินการได้ตามแผน ปี 2570 จึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นของ TISA อย่างเป็นทางการ โดยเปลี่ยนแนวทางการส่งเสริมการออมจากการเน้นผลิตภัณฑ์และตลาดทุน มาให้ความสำคัญกับ “ผู้ออมเป็นศูนย์กลาง” มากขึ้น

