สินทรัพย์โลกป่วนเทขายถือเงินสด ‘ทอง’ จบรอบขาขึ้น-หุ้นไทยสวน

สินทรัพย์โลกป่วนเทขายถือเงินสด ‘ทอง’ จบรอบขาขึ้น-หุ้นไทยสวน
ภาพประกอบข่าว

สินทรัพย์โลกป่วน แห่เทขาย “หุ้น-บอนด์-ทองคำ” ถือเงินสด  บล.เอเซีย พลัสชี้โลกเข้าโหมด “De-Risking” เทขายทรัพย์สินเพื่อลดความเสี่ยง ลุ้นผลประชุม “เฟด” 16-17 มิถุนายนนี้ จับสัญญาณดอกเบี้ยเปลี่ยนทิศ “ฮั่วเซ่งเฮง-โกลเบล็ก” ยอมรับปัจจัยลบกดดัน “ทองคำ” จบรอบขาขึ้น เผยแนวรับต่อไป 3,800 เหรียญต่อออนซ์ “เฟด-สงคราม” ความเสี่ยงหลัก “บล.กสิกรไทย” ชี้หุ้นโลกเข้าสู่โซนปรับฐาน ความหวังบอนด์ยีลด์ใกล้จุดพีก ดัชนีหุ้นไทยสวนทาง ปรับตัวเพิ่มขึ้น 25%  ในรอบ 4 ปี

เทขาย “หุ้น-ทอง” ถือเงินสด

นายชยนนท์ รักกาญจนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) ฟินโนมีนา กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า อาการแต่ละสินทรัพย์ตอนนี้กำลังบอกว่านักลงทุนกำลังอยู่ในโหมด Risk-Off อย่างชัดเจน ขายทั้งหุ้น ทองคำ เพื่อไปถือเงินสดมากขึ้น

โดยการที่หุ้นสหรัฐตกหนักมาจาก 3 ปัจจัยสำคัญ คือ IPO ของ SpaceX, ทรัมป์โจมตีอิหร่านอีกรอบ และความกังวลต่อการประชุมนัดแรกของนายเควิน วอร์ช ประธานเฟดคนใหม่ ซึ่งเดิมตลาดคาดการณ์ว่าจะมีการลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ แต่ตอนนี้ตลาดมองว่าเฟดมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งในช่วงปลายปี

“ตลาดเปราะบางมากช่วงนี้ สงครามอิหร่าน ราคาน้ำมันพุ่ง  เงินเฟ้อสูง เฟดอาจขึ้นดอกเบี้ย บอนด์ยีลด์พุ่ง  หุ้น Growth ถูกกดดัน หุ้นชิปถูกขายออกต่อเนื่อง ความเชื่อมั่นใน AI เริ่มสั่นคลอน ทองคำที่ควรเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยกลับร่วงลงไปด้วย”

ทั้งนี้ตลาดการลงทุนจะยังคงมีความผันผวนต่อเนื่องไปอีก จนกว่าการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รอบต่อไปช่วง 16-17 มิ.ย. นี้ ซึ่งนักลงทุนต่างจับตาแถลงการณ์ของประธานเฟด เพื่อดูว่าแนวโน้มต่อไปจะเป็นอย่างไร

นายชยนนท์กล่าวว่า  ขณะที่ทองคำมีโอกาสลงไปได้ถึง 3,600 เหรียญ แต่หากสงครามจบได้ ราคาน้ำมันลง  และหลังจบฟุตบอลโลกการจ้างงานสหรัฐอาจแย่ลง ก็อาจทำให้ทองบวกขึ้นได้อีก เพราะยังเชื่อว่าทรัมป์ยังคงพยายามหาทางยุติสงคราม เนื่องจากเข้าใกล้เลือกตั้งกลางเทอมเข้ามาทุกที  

ฮั่วเซ่งเฮง “ทองจบขาขึ้น” 

นางศิริลักษณ์ ปโกฏิประภา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส ให้ความเห็นกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ช่วงที่ผ่านมาทองคำปรับตัวลงจนหลุดค่าเส้นเฉลี่ย 200 วัน ที่ 4,450 ดอลลาร์ลงมา ทำให้มองกันว่า ทองคำจบรอบขาขึ้นแล้ว โดยระยะยาวอาจจะกลับเป็น “ขาลง” แม้จะมีรีบาวนด์บ้าง แต่ก็ยังต้องระวังแรงเทขายอยู่  โดยล่าสุด (บ่าย 12 มิ.ย.) ราคาทองคำอยู่ที่ประมาณ 4,180 เหรียญ

ทั้งนี้หลังจากเกิดสงครามฟันด์โฟลว์ก็ไหลออกจากกองทุน ETF ทองคำ จากที่เคยไหลเข้ามาก ๆ เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งกองทุน ETF ส่วนใหญ่จะเป็นนักลงทุนรายใหญ่ เป็นกองทุน รวมถึงเฮดจ์ฟันด์
ดังนั้น ยังคงต้องระวังแรงเทขายอยู่

แนวรับต่อไป 3,800 เหรียญ

นางศิริลักษณ์กล่าวว่า ตอนนี้ฮั่วเซ่งเฮงให้แนวรับที่ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และแนวรับต่อไป 3,800 ดอลลาร์ หรือทองแท่งไทยที่ 63,000 บาท และ 61,000 บาท โดยหากดูจากกองทุน ETF ทองคำรายใหญ่ อย่าง SPDR ก็มีการขายทองออกมาต่อเนื่อง หากตัวเลขการถือครองลดลงเหลือประมาณ 1,000 ตัน ก็จะเท่ากับช่วงเดือน ก.ย. 2568 ซึ่งราคาทองจะอยู่ที่ประมาณ 3,800 ดอลลาร์

“แต่ทั้งหมดก็ขึ้นกับสถานการณ์สงคราม หากทรัมป์บรรลุข้อตกลงได้จริงทองก็จะดีดไปในทิศทางที่อาจจะเป็น V shape แต่ตราบใดที่สถานการณ์ยังยืดเยื้อต่อไปทองก็อาจจะซึมลง ๆ แรงเทขายก็จะยังมีอยู่ แล้วก็อาจหลุด 4,000 ดอลลาร์ได้”

ระยะสั้นจับตา 3 ประเด็นหลัก

นางศิริลักษณ์กล่าวอีกว่า ช่วงสัปดาห์หน้าจะมีประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งอาจจะออกมาในโทนที่ทำให้ทองลง โดยต้องจับตา 3 ประเด็น คือ 1.ประธานเฟดคนใหม่จะมีนโยบายการเงินอย่างไร ซึ่งคิดว่าคงลดดอกเบี้ยไม่ได้ เพราะสงครามทำให้เงินเฟ้อพุ่ง 2. Dot Plot หรือประมาณการดอกเบี้ยของเฟด ที่คงต้องมีการปรับเปลี่ยนแน่ ๆ เพราะของเดิมยังบอกว่าจะลดดอกเบี้ยปีนี้ 1 ครั้งและปีหน้าอีก 1 ครั้ง

และ 3.หากมีการส่งสัญญาณตรึงดอกเบี้ยไปอีกนาน ก็จะทำให้เกิดเซนติเมนต์เชิงบวก ทำให้นักลงทุนสบายใจได้

“ก็จะมีประเด็นที่ต้องดูคือ ทรัมป์บรรลุข้อตกลงกับอิหร่านได้จริงไหม ซึ่งตอนนี้นักลงทุนก็จะยังไม่กล้าลงทุนเข้าซื้อ เพราะหากโทนเฟดออกมาเป็นสายเหยี่ยวก็อาจจะมีแรงเทขายอีกรอบ ทั้งนี้ ยอมรับว่าโอกาสที่ทองจะกลับไปราคาเพิ่มขึ้นสูง ๆ คงยาก เพราะมันเสียทรงไปแล้ว”

ปัจจัยลบรุมเร้า “ตลาดทอง”

สอดคล้องกับ นายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โกลเบล็ก กล่าวว่า ทองคำน่าจะจบรอบขาขึ้นแล้ว จากที่ขึ้นมา 3 ปีแล้ว โดยน่าจะเข้าสู่ช่วง “พักฐาน”  

ทั้งนี้การพักฐานของทองคำแต่ละรอบจะใช้เวลาเป็นปี ในอดีตเคยพักฐานนานสุดเป็น 10 ปี แต่ระยะหลังลดลงมาเหลือประมาณ 3-4 ปี อย่างไรก็ดีขึ้นกับทรัมป์ด้วย ว่าจะมีการทำอะไรประหลาด ๆ อีกหรือไม่ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความไม่แน่นอน แล้วทองจะกลับขึ้นมาได้อีก

ทั้งนี้ บล.โกลเบล็กให้กรอบราคาทองคำเดือน มิ.ย. แนวรับที่ 3,950 เหรียญต่อออนซ์ หากระยะสั้นต้องกลับไปยืนเหนือ 4,100-4,150 เหรียญได้ถึงจะดูดี แต่หากไม่ได้ก็มีโอกาสลงต่อ

นายณัฐวุฒิกล่าวด้วยว่า การเทขายทองคำที่ผ่านมาส่วนหนึ่งมองได้ว่านักลงทุนอาจต้องการนำเงินไปลงทุนในหุ้น SpaceX เพราะหุ้นก็ลง ทองก็ลง น้ำมันลง มีแต่แรงเทขาย แล้วเงินไปไหน พันธบัตรรัฐบาลก็ยีลด์เพิ่มอีก แสดงว่าเงินไหลออกมาหมดทุกสินทรัพย์ ก็เป็นไปได้ว่า คนขายเพื่อรอเข้า SpaceX 

โลกเข้าโหมด “De-Risking” 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินภาพรวมการลงทุนว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นโลกเผชิญกับแรงเทขายอย่างหนัก นำโดยแรงเทขายในกลุ่มเทคโนโลยี โดยฝ่ายวิจัยชี้ว่า ตลาดการเงินกำลังส่งสัญญาณก้าวเข้าสู่สภาวะ “De-Risking Mode  หรือการเทขายเพื่อลดความเสี่ยงอย่างชัดเจน ผ่าน 3 สัญญาณเตือน ได้แก่ 1.เงินทุนเคลื่อนย้าย (Fund Flow) ไหลออกหนัก เม็ดเงินต่างชาติไหลออกจากตลาดหุ้นทั่วเอเชียในเดือน มิ.ย. นี้

2.สินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) อ่อนแอ ราคาทองคำที่เคยปรับตัวขึ้นสูงสุดถึง 30% ในปีนี้เผชิญแรงเทขายอย่างหนัก จนผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี (YTD) พลิกกลับมาติดลบ -5.7% สะท้อนถึงความต้องการถือเงินสดเพื่อลดความเสี่ยง และ 3.เปลี่ยนมุมมองหุ้น AI สู่ Balance Sheet Risk  โดยตลาดเริ่มลดความสำคัญของการเติบโต (AI Growth) และหันมาระมัดระวังความเสี่ยงด้านกระแสเงินสดและหนี้สินแทน

ตลาดหุ้นโลกปรับฐาน

นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพใหญ่ที่เกิดขึ้นคือในเดือนมิ.ย.นี้จะเห็นว่าตลาดหุ้นโลกเริ่มเข้าสู่โซนปรับฐานเป็นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน หลังจากที่ปรับตัวขึ้นมาแบบ V shape ตั้งแต่เกิดภาวะสงคราม 

“ตอนนี้ตลาดหุ้นโลกปรับฐานลงมาแล้วประมาณ 4-5% โดยเฉพาะหุ้นสหรัฐ  ต้องบอกว่าเป็นสภาวะที่ภาพใหญ่กับภาพเล็กเริ่มคานกัน คือภาพเล็กฝั่งของตัวกำไรของตลาดหุ้นโลกยังมีโมเมนตัมที่ดีมาก ๆ ตั้งแต่ต้นปีมากำไรปรับขึ้น 8-10% แล้ว”

ขณะที่ช่วงนี้เริ่มมีปัจจัยกดดันระยะสั้นเข้ามา 2 เรื่อง ประเด็นแรก คือ การกลับมาก่อสงคราม ระหว่างสหรัฐกับตะวันออกกลางอีกครั้ง  เรื่องที่ 2 คือ การจ้างงานกับเงินเฟ้อของสหรัฐ ออกมาค่อนข้างดี ทำให้มีความกังวลว่าการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)  รวมถึงทิศทางการดำเนินนโยบายของสหรัฐในช่วงที่เหลือของปีโดยเฟดอาจมีการกลับลำปรับขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (บอนด์ยีลด์) ระยะยาวปรับตัวขึ้น 30-40 bps ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาซึ่งตามสถิติถ้บอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้น 4.5-5% จะเริ่มส่งผลกระทบเชิงลบต่อตลาดหุ้น ซึ่งเริ่มเห็นในเดือน มิ.ย.นี้เป็นเดือนแรกแล้ว

ประเด็นที่ 2  คือ ช่วงเทศกาลฟุตบอลโลก ซึ่งประมาณการว่าการจ้างงานสหรัฐ  2 เดือนนี้จะดีมาก ทำให้เงินเฟ้ออาจขยับขึ้นประมาณ 0.03% ของ GDP  

ลุ้นบอนด์ยีลด์ใกล้จุดพีก

นายสรพลกล่าวว่า ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้อาจส่งผลให้เฟดดำเนินนโยบายการเงินด้วยความลำบาก เพราะช่วง 2 เดือนข้างหน้า คือการจ้างงานดูดี เงินเฟ้อยังเป็นขาขึ้น แต่เศรษฐกิจยังดูดี ความกังวลหลาย ๆ ปัจจัยที่เข้ามาทำให้หลายสินทรัพย์ ทั้งทองคำ บอนด์ หุ้น โดนเทขายพร้อม ๆ กัน

อย่างไรก็ดีแนวโน้มข้างหน้าขึ้นกับพัฒนาการของสงครามเป็นหลัก ถ้าสงครามคลี่คลายได้เร็ว ราคาน้ำมันดิบอ่อนตัวลงจากช่องแคบฮอร์มุซกลับมาขนส่งได้  แล้วโมเมนตัมของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังค่อนข้างดีอยู่ สินทรัพย์ต่าง ๆ น่าจะฟื้นกลับมาได้

“มองว่าภาพรวมต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้บอนด์ยีลด์อาจจะใกล้ ๆ จุดพีกแล้ว และจะค่อย ๆ มีการปรับตัวลง  ขณะเดียวกันถ้าเงินเฟ้อสหรัฐ ซึ่งเราประเมินว่าไม่น่าจะแรงไปมากกว่านี้ อาจอยู่แถว 4-4.5% ไม่ทะลุ 5% ขึ้นไป ก็จะเป็นการคลาย Overhang แรงกดดันลง ซึ่งถ้า 2 อย่างนี้คลี่คลายตลาดหุ้นจะกลับมา Perform ได้ค่อนข้างดี” 

ดัชนีหุ้นไทยฟื้นในรอบ 4 ปี

นายสรพลกล่าวว่า สำหรับตลาดหุ้นไทยในช่วงเดือน มิ.ย. กรอบการแกว่งตัวอยู่บริเวณ 1,520 – 1,600  จุด ยอมรับว่าปีนี้เป็นปีแรกในรอบ 4 ปีที่โมเมนตัมดูดี ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ และกำไรตลาดหุ้น  และต้องบอกว่า ไตรมาส 3  เศรษฐกิจจะออกมาดีมาก อาจเห็น GDP โต 2.8-3.2%  เพราะมีแรงสนับสนุนจากเม็ดเงินไทยช่วยไทยพลัสประมาณ 2 แสนล้านบาท ที่จะเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ ฉะนั้นภาคการลงทุน ภาคก่อสร้าง ภาคการบริโภคจะดูดี

ขณะที่ ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (INVX) กล่าวว่า ต้องจับตาการประชุมเฟดในสัปดาห์หน้า รอบนี้ท้าทาย โดยมองไปข้างหน้า คาดว่าช่วงไตรมาส 3 จะไม่ค่อยดี เพราะความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกเริ่มเห็นตัวเลขที่ชัดเจนขึ้น แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นกับพัฒนาการของสงครามด้วย

อย่างไรก็ดีรอบนี้ตลาดหุ้นไทยไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากหุ้นไทยแย่มานาน และการเมืองมีความชัดเจนขึ้น ทำให้มีเงินไหลเข้าตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แม้จะมีความเสี่ยงบ้างตอนยุบสภา กับตอนเริ่มสงคราม แต่ภาพรวมยังไปได้ ส่วนความกังวลเกี่ยวกับปัญหาการขาดดุลแฝดก็ไม่ได้น่ากังวลมากนัก เพราะที่ผ่านมาไทยก็มีการนำเข้าเพื่อมาลงทุนจำนวนมาก และภาคเอกชนก็เป็นตัวหลักที่ทำให้เศรษฐกิจไตรมาสแรกโตได้ดีกว่าคาด

โดยปีนี้หุ้นไทยขึ้นมากว่า 25% ซึ่งจะเป็น Wealth Effect  ทำให้เรื่องของการบริโภค การลงทุนเพิ่มขึ้นได้บ้างประมาณ 0.05% ของ GDP และหากหุ้นขึ้นมากกว่า 25% ก็จะมีผลบวกต่อ GDP ได้เพิ่มขึ้น” 

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚