วิริยะฯ ลุ้น Non-Motor ทะลุเป้าแตะ 6 พันล้าน โต 18% ปักธงดันพอร์ตสู่ 20%
วิริยะประกันภัย เร่งขยายฐาน Non-Motor ตั้งเป้าโต 18% บ้านพุ่ง 29%-วิศวกรรมโตเกิน 20% ลุ้นปิดปีเบี้ยแตะ 6,000 ล้านบาท ก่อนดันสัดส่วนสู่ 20% หรือเกือบ 1 หมื่นล้านใน 5-6 ปี
นางฐวิกาญจน์ เตชทวีทรัพย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธุรกิจประกันภัยที่ไม่ใช่รถยนต์ (Non-Motor) ในปี 2569 มีทิศทางเติบโตดีกว่าเป้าหมาย โดยปัจจุบันเบี้ยประกันภัยเติบโตประมาณ 18% และคาดว่าทั้งปีมีโอกาสแตะอย่างน้อย 6,000 ล้านบาท จากเป้าหมายที่วางไว้ 5,700 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน ปัจจุบันธุรกิจ Non-Motor มีสัดส่วนประมาณ 13% ของเบี้ยประกันภัยรับรวม แม้สัดส่วนยังไม่สูงเมื่อเทียบกับธุรกิจประกันภัยรถยนต์ซึ่งเป็นธุรกิจหลัก แต่หากมองในแง่ขนาดพอร์ต เบี้ย Non-Motor ระดับ 6,000 ล้านบาทถือว่ามีขนาดค่อนข้างใหญ่ และบริษัทยังเห็นโอกาสขยายธุรกิจได้อีกมาก
ในระยะยาวบริษัทตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วน Non-Motor ขึ้นสู่ประมาณ 20% ของพอร์ต หรือคิดเป็นเบี้ยประกันภัยเกือบ 10,000 ล้านบาท โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 5-6 ปี ขณะที่ในระยะใกล้ตั้งเป้าหมายขยับอันดับมาร์เก็ตแชร์ Non-Motor จากปัจจุบันอยู่ที่อันดับ 7 ของตลาด ขึ้นสู่อันดับ 6 ภายในอีก 1-2 ปี
อย่างไรก็ตาม การขยับขึ้นสู่อันดับ 6 ถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย เนื่องจากต้องเพิ่มเบี้ยประกันภัยอีกในระดับหลักพันล้านบาท บริษัทจึงเดินหน้าขยายช่องทางขายผ่านเครือข่ายตัวแทนทั่วประเทศและพันธมิตรรายใหญ่ ควบคู่กับการต่อยอดฐานลูกค้าประกันภัยรถยนต์เดิมไปสู่ผลิตภัณฑ์ Non-Motor
ทั้งนี้ การขาย Non-Motor ไม่จำเป็นต้องขายพ่วงกับประกันภัยรถยนต์ โดยลูกค้าที่มีประกันรถยนต์กับบริษัทอื่นสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ Non-Motor ของวิริยะประกันภัยแยกได้ ขณะที่บริษัทเริ่มเห็นพันธมิตรรายใหญ่นำผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ไปจำหน่ายมากขึ้น และมีแผนขยายฐานพันธมิตรเพิ่มเติมในระยะต่อไป
สำหรับแรงขับเคลื่อนสำคัญของพอร์ต Non-Motor มาจากผลิตภัณฑ์หลายกลุ่มที่เติบโตได้ดี โดยประกันภัยวิศวกรรมเติบโตมากกว่า 20% ขณะที่ประกันภัยบ้านเติบโตประมาณ 29% หลังเหตุการณ์น้ำท่วม แผ่นดินไหว และเพลิงไหม้ ทำให้ประชาชนและผู้ประกอบการตื่นตัวกับการบริหารความเสี่ยงมากขึ้น และหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการตอบรับดีคือ ประกันบ้าน 999 เบี้ยประกัน 999 บาท ให้ความคุ้มครองสูงสุด 1 ล้านบาท โดยทุนประกันจะแตกต่างตามประเภทสิ่งปลูกสร้าง ทั้งบ้านปูน บ้านไม้ และบ้านกึ่งไม้กึ่งปูน
ขณะเดียวกัน บริษัทยังขยายตลาดไปยังผู้ประกอบการ SME หลังพบว่าเหตุเพลิงไหม้ร้านค้า ร้านอาหาร และสถานประกอบการที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง กระตุ้นให้ผู้ประกอบการสนใจประกันภัยมากขึ้น โดยบริษัทมีผลิตภัณฑ์เบี้ยประกัน 1,500 บาท ให้ความคุ้มครองสูงสุด 500,000 บาท เพื่อรองรับผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องการบริหารความเสี่ยงด้วยต้นทุนที่เข้าถึงได้
อย่างไรก็ตาม ความถี่ของภัยพิบัติที่เพิ่มขึ้นไม่ได้สร้างเพียงโอกาสทางธุรกิจ แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงด้านค่าสินไหม บริษัทจึงให้น้ำหนักกับการบริหารและกระจายความเสี่ยงมากขึ้น โดยปีนี้ได้เพิ่มวงเงินประกันภัยต่อ (Reinsurance) จากเดิมในระดับที่มากขึ้น เพื่อรองรับความเสียหายจากเหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำ
บริษัทมองว่าการบริหาร Reinsurance ต้องหาจุดสมดุลระหว่างต้นทุนและความเสี่ยง เพราะหากซื้อความคุ้มครองมากเกินไปจะกลายเป็นต้นทุน แต่หากมีความคุ้มครองไม่เพียงพอ เมื่อเกิดภัยพิบัติรุนแรงก็อาจกระทบต่อผลประกอบการได้
ขณะเดียวกัน ต้นทุน Reinsurance ในตลาดมีการปรับเพิ่มขึ้นตามความเสี่ยงจากภัยพิบัติ เนื่องจากบริษัทรับประกันภัยต่อได้รับผลกระทบจากความเสียหายทั้งน้ำท่วมและแผ่นดินไหว ทำให้บริษัทประกันต้องบริหารต้นทุนส่วนนี้อย่างระมัดระวังมากขึ้น
นางฐวิกาญจน์กล่าวอีกว่า อีกหนึ่งธุรกิจที่บริษัทให้ความสำคัญคือประกันสุขภาพ โดยมองว่าการเพิ่มขึ้นของค่ารักษาพยาบาลเป็นโจทย์สำคัญของอุตสาหกรรมในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เพราะส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนสินไหม และท้ายที่สุดอาจสะท้อนกลับมายังค่าเบี้ยประกันของลูกค้า บริษัทจึงนำ Deductible และ Co-payment มาเป็นทางเลือกให้ลูกค้าบริหารค่าเบี้ยตามกำลังซื้อ โดยไม่ได้บังคับให้ลูกค้าต้องเลือกใช้ ลูกค้าที่ต้องการให้บริษัทคุ้มครองตั้งแต่บาทแรกยังสามารถเลือกแผนปกติได้เช่นเดิม
สำหรับลูกค้าที่เลือก Co-payment เพียงอย่างเดียว ค่าเบี้ยสามารถลดลงได้สูงสุดประมาณ 23% ขณะที่หากเลือกทั้ง Co-payment และ Deductible สามารถลดค่าเบี้ยได้สูงสุดประมาณ 64%
ในช่วงแรกที่เริ่มนำทางเลือกดังกล่าวมาใช้ ยอดขายประกันสุขภาพชะลอตัวลง เนื่องจากทั้งลูกค้าและพนักงานยังต้องใช้เวลาทำความเข้าใจเงื่อนไข แต่ปัจจุบันยอดขายกลับเข้าสู่ระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนหน้า หลังบริษัทเพิ่มการสื่อสารและให้ความรู้แก่ลูกค้ามากขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทยังเน้นผลิตภัณฑ์ที่เข้ามาเติมช่องว่างจากสวัสดิการเดิมของลูกค้า เช่น Room Care สำหรับเพิ่มความคุ้มครองค่าห้องโรงพยาบาลแก่ผู้ที่มีประกันสังคม สวัสดิการบริษัท หรือประกันสุขภาพอยู่แล้ว รวมถึงเตรียมพัฒนา Mini Health สำหรับลูกค้าที่ต้องการเพิ่มวงเงินความคุ้มครองในระดับที่ค่าเบี้ยเข้าถึงได้
แนวทางดังกล่าวจะมีความสำคัญมากขึ้นในอนาคต ท่ามกลางการเข้าสู่สังคมสูงวัยและค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น โดยการแก้ปัญหา Medical Inflation จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งบริษัทประกัน โรงพยาบาล ผู้บริโภค และภาครัฐ เพื่อช่วยกันบริหารต้นทุนค่ารักษาพยาบาลให้อยู่ในระดับเหมาะสม
“ทิศทางธุรกิจในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า บริษัทจะยังเดินหน้าขยาย Non-Motor แต่เน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน โดยไม่มุ่งแข่งขันด้านราคาเป็นหลัก เนื่องจากการเติบโตของเบี้ยประกันต้องควบคู่ไปกับความสามารถในการทำกำไรและการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้บริษัทสามารถดูแลลูกค้าได้ในระยะยาว”

