ปลัดคลังย้ำ ไทยช่วยไทยพลัส 30 ล้านสิทธิเพียงพอ ระบบไม่ล่ม ลงทะเบียน 25 พ.ค.นี้
ปลัดคลังย้ำ ไทยช่วยไทยพลัส 30 ล้านสิทธิเพียงพอ มั่นใจระบบไม่ล่ม เริ่มลงทะเบียน 25 พ.ค. นี้-ลงทะเบียนบัตรคนจนรอบ 2 รอเงื่อนไขใหม่เข้า ครม. ภายใน 2 เดือน
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน ในส่วนของสิทธิ 60/40 ที่จะเปิดให้ลงทะเบียนจำนวน 30 ล้านสิทธินี้ มั่นใจว่ามีจำนวนสิทธิเพียงพอรองรับผู้ลงทะเบียน เนื่องจากที่ผ่านมาโครงการในลักษณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นโครงการคนละครึ่งพลัส หรือ ชิม ช็อป ใช้ เคยมีผู้ลงทะเบียนรับสิทธิสูงสุดที่ 28 ล้านสิทธิ
อีกทั้งในครั้งนี้ขยับเกณฑ์อายุอยู่ที่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ต่างจากโครงการครั้งก่อน ๆ ที่ใช้เกณฑ์อายุ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป เพราะโครงการครั้งนี้มุ่งเป้าบรรเทาภาระค่าครองชีพของคนในตลาดแรงงาน ด้วยเหตุนี้จึงมั่นใจว่าสิทธิ 60/40 จำนวน 30 ล้านสิทธิในครั้งนี้จะเพียงพอ
นายลวรณย้ำว่า ระบบลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชั่นเป๋าตังของธนาคารกรุงไทยพร้อมรองรับการลงทะเบียนในวันที่ 25 พ.ค.-29 พ.ค. นี้ และเชื่อมั่นว่าระบบจะไม่ล่ม เนื่องจากผ่านการทำโครงการลักษณะนี้มาหลายครั้งแล้ว
“โครงการไทยช่วยไทยพลัสครั้งนี้ เป็นไปเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ต่างจากโครงการคนละครึ่งในครั้งก่อน ที่เป็นไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้นการวัดผลในครั้งนี้คือประชาชนสามารถก้าวข้ามวิกฤตเศรษฐกิจไปได้ ไม่ได้วัดผลที่จีดีพีจะเติบโตเท่าไร การที่จีดีพีโตจะเป็นผลพลอยได้จากโครงการเท่านั้น” นายลวรณกล่าว
นายลวรณ เปิดเผยว่า สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 13.2 ล้านสิทธิเดิมนี้จะได้รับสิทธิทันที โดยไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ เป็นเวลา 2 เดือน โดยระหว่างนี้จะมีการพิจารณาเกณฑ์เงื่อนไขผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ เพื่อให้ผู้ได้รับสิทธิอยู่ในเงื่อนไขเป็นผู้ที่มีรายได้น้อยจริง รวมถึงเป็นการอัพเดตผู้ที่อยู่ในเงื่อนไขเดิมด้วย
ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการกำหนดเกณฑ์เงื่อนไขดังกล่าว และจะนำเข้าเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป ก่อนจะเปิดให้ลงทะเบียนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ ซึ่งจะดำเนินการให้เสร็จภายใน 2 เดือน โดยจะมีกลุ่มตกหล่นและกลุ่มชายขอบที่เข้าเกณฑ์เงื่อนไขได้รับสิทธิเพิ่มมา ในขณะที่กลุ่มที่หลุดจากสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น จะได้รับสิทธิ 60/40 แทน
ทั้งนี้ ข้อมูลจากการลงทะเบียนสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่จะถูกเก็บไว้เป็นฐานข้อมูล เพื่อใช้กับการพิจารณาผู้ได้รับสิทธิในอนาคตต่อไป
สำหรับการใช้เงินจากพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาทนั้น ทั้งส่วนการบรรเทาภาระค่าครองชีพและส่วนการใช้เงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานสามารถดำเนินการไปพร้อมกันได้ โดยขณะนี้การใช้เงินเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ยังไม่มีหน่วยงานใดยื่นเสนอโครงการเข้ามา คาดว่าอยู่ระหว่างการจัดทำโครงการ และคาดว่าภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ จะมีการยื่นเข้ามา ซึ่งคณะกรรมการกลั่นกรองฯ จะเร่งพิจารณาต่อไป

