EXIM BANK ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อปี’69 วงเงิน 7 หมื่นล้าน แนะธุรกิจรับมือภาวะ 3 สูง

EXIM BANK ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อปี’69 วงเงิน 7 หมื่นล้าน แนะธุรกิจรับมือภาวะ 3 สูง
ภาพประกอบข่าว

EXIM BANK ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ปี’69 วงเงิน 7 หมื่นล้านบาท โชว์ผลงาน 4 เดือนแรก ปล่อยสินเชื่อ 1.8-1.9 หมื่นล้านบาท ตั้งเป้าหาลูกค้าใหม่ 3,000 ราย แนะภาคธุรกิจไทยรับมือภาวะ 3 สูง

นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า EXIM BANK ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ปี 2569 วงเงิน 7 หมื่นล้านบาท โดยใน 4 เดือนแรก (ม.ค.-เม.ย.) ปล่อยสินเชื่อไปแล้ว 1.8-1.9 ล้านบาท เติบโตขึ้น 100% เทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน พร้อมทั้งตั้งเป้าดึงลูกค้าสินเชื่อและลูกค้าประกันภัยรายใหม่กว่า 3,000 ราย จากเดิมที่มีลูกค้าเก่าอยู่แล้ว 6,000 ราย

โดยปัจจุบัน EXIM BANK มียอดสินเชื่อคงค้าง (Outstanding) อยู่กว่า 1.8 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% เทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ราว 4% ของยอดสินเชื่อคงค้าง

นายชลัสกล่าวว่า ตอนนี้ผู้ส่งออกซึ่งเป็นลูกค้าของ EXIM BANK ยังพึ่งพาตลาดเดิมอยู่ ได้แก่ จีน สหรัฐ และสหภาพยุโรป แต่ด้วยมาตรการและกฎเกณฑ์ที่ซับซ้อนขึ้น จึงสนับสนุนให้ผู้ส่งออกบุกตลาดนิวฟรอนเทียร์มากขึ้น แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง

นอกจากนี้ EXIM BANK ได้คาดการณ์เศรษฐกิจไทย โดยประเมินว่า การส่งออกในปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวราว 7% และจีดีพีอยู่ที่ 2% เนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์การส่งออกดีกว่าคาด เพราะต่างประเทศมีความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จากเทรนด์ AI และความต้องการด้านความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงการลงทุนยังเป็นไปได้ด้วยดี นอกจากนี้ยังเป็นผลมาจากการออกพระราชกำหนดกู้เงินฯ 4 แสนล้านบาทด้วย

อย่างไรก็ตาม ในไตรมาสที่ 2-4 ยังต้องจับตาความท้าทายที่อาจเกิดขึ้น เช่น ผลที่อาจเกิดขึ้นจากการที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางเยือนประเทศจีนเพื่อดีลการค้า, การผลักดันการ De-Dollarization และการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ

นายชลัชกล่าวว่า ภาคการส่งออกของไทยกำลังเผชิญความท้าทายวิกฤตเศรษฐกิจจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง และต้องเผชิญกับภาวะ 3 สูง ได้แก่

1.Cost สูง จากต้นทุนวัตถุดิบ โลจิสติกส์ ค่าแรง ต้นทุนทางการเงิน และค่าใช้จ่ายในการบริหารความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น

2.Compliance สูง จากข้อกำหนดด้านมาตรฐานสากล ระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และมาตรฐานทางบัญชีที่เข้มงวดขึ้น

3.Competition สูง จากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ทั้งสินค้าต้นทุนต่ำจากจีน เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับตัวและรับมือกับความไม่แน่นอนที่ซับซ้อน ได้แก่ 1.ความขัดแย้งที่รุนแรง สงครามที่ยืดเยื้อและตึงเครียด ส่งผลต่อความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร รวมไปถึงมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะสูงได้ถึง 15%

2.ความผันผวนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และตลาดการเงินโลก จากราคาพลังงานและสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ค่าธรรมเนียมความเสี่ยงสงคราม ความผันผวนของค่าเงินบาทและราคาทองคำ รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่ลงยากและสินเชื่อหดตัว

3.ความแปรปรวนด้านสิ่งแวดล้อม จากสภาพอากกาศสุดขั้วกระทบผลผลิตการเกษตร มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่มีเงื่อนไขมากขึ้น รวมถึงความมั่นคงทางพลังงาน

อีกทั้ง EXIM BANK พร้อมเคียงข้างลูกค้า ตอบรับนโยบาย 5T ของรัฐบาล ได้แก่ 1.Target ช่วยบรรเทาผลกระทบและลดความเสี่ยงให้ SMEs อย่างตรงจุด ช่วยยืดหนี้ ลดดอกเบี้ย ประคองการจ้างงาน 2.Transition หนุนการปล่อยกรีนโลน 3.Transform กระจายความเสี่ยงด้วยการขยายตลาดใหม่ เพื่อเพิ่มสัดส่วนการส่งออก 4.Transparency สนับสนุนการส่งออกอย่างโปร่งใส เป็นไปตามมาตรฐานโลก และ 5.Together ร่วมมือภายใน EXIM One Team และกับภาครัฐและเอกชน

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚