ริชาร์ด เท็ง ตอบ Stablecoin-Tokenization ไทยมีโอกาสแค่ไหน?

ริชาร์ด เท็ง ตอบ Stablecoin-Tokenization ไทยมีโอกาสแค่ไหน?
ภาพประกอบข่าว

Gen Z ควรลงทุนอะไรในโลกการเงินใหม่?  ริชาร์ด เท็ง ชู Financial Super App ดัน Stablecoin-Tokenization จับตาไทยสู่ Digital Finance Hub

“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสเข้าไปพูดคุยถาม-ตอบ กับ ริชาร์ด เท็ง ซีอีโอร่วม Binance ถึงทิศทางอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลและโลกการเงินในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ว่าคริปโต เดินหน้าเปลี่ยนผ่านจากสินทรัพย์เฉพาะกลุ่มไปสู่ส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินโลกมากแค่ไหน? 

ในขณะที่ Binance เองก็กำลังขยับขยาย จากที่เป็นแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตทั่วไป สู่การเป็น Financial Super App ที่รวบรวมสินทรัพย์การลงทุนหลายประเภทไว้บนแพลตฟอร์มเดียว ตั้งแต่คริปโต หุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ ETF ไปจนถึงการลงทุนในตลาด Pre-IPO

ริชาร์ด มองว่า เทรนด์ของโลกการเงินในเวลานี้ไม่ได้อยู่ที่ราคาของ Bitcoin หรือสินทรัพย์ดิจิทัลเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มมีการเดินทางมาบรรจบกันระหว่าง Traditional Finance (TradFi) กับ Decentralized Finance (DeFi) โดยมี Stablecoin, Tokenization, AI และ Blockchain มาเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานของระบบการเงิน

สำหรับประเทศไทย นายริชาร์ด เท็ง มองว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการพัฒนาไปสู่ Digital Financial Hub ได้ หากภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแลสามารถสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรม การคุ้มครองผู้ลงทุน และการกำกับดูแลความเสี่ยง โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ Stablecoin, Tokenization และโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินดิจิทัล

จาก Crypto Exchange สู่ Financial Super App

ริชาร์ด กล่าวว่า เริ่มแรกเขาเข้ามาวิ่งลู่อยู่ในอุตสาหกรรมคริปโตตั้งแต่ปี 2017 ตลาดในเวลานั้นยังเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม จำนวนผู้ใช้งานคริปโตทั่วโลกอยู่ในระดับเพียงไม่กี่ล้านคน 

แต่ปัจจุบัน Binance ระบุว่ามีผู้ใช้งานมากกว่า 300 ล้านรายทั่วโลก เห็นได้ชัดว่าคริปโตขยายตัวจากตลาดเฉพาะกลุ่มเข้าสู่ระบบการเงินในวงกว้างมากขึ้น

“คริปโตเปลี่ยนจากสินทรัพย์เฉพาะกลุ่มมาเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินระดับโลก” นายริชาร์ด เท็งกล่าว

ทิศทางของ Binance จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเป็น Cryptocurrency Exchange แต่มุ่งสู่การเป็น Global Financial Service หรือ Financial Super App ที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลายผ่านแพลตฟอร์มเดียว

ปัจจุบัน Binance ขยายบริการจากคริปโตไปสู่สินค้าโภคภัณฑ์ หุ้นสหรัฐฯ หุ้นฮ่องกง รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ Pre-IPO และ Tokenized Assets โดยแนวคิดสำคัญของการขยายธุรกิจ คือการแก้ปัญหาเรื่อง “Access” หรือการเข้าถึงสินทรัพย์ลงทุน ที่ริชาร์ด มองว่ายังคงเป็นข้อจำกัดของระบบการเงินโลก

เขายกตัวอย่างว่า นักลงทุนจำนวนมากทั่วโลกยังไม่สามารถเข้าถึงหุ้นสหรัฐฯ หรือสินทรัพย์ก่อนการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไป หรือ Pre-IPO ได้โดยง่าย 

การนำสินทรัพย์หลากหลายประเภทเข้ามาอยู่ในแพลตฟอร์มเดียว จึงเป็นหนึ่งในแนวทางที่ Binance ต้องการใช้เพื่อขยายการเข้าถึงโอกาสการลงทุน

นายริชาร์ด เท็ง ย้ำว่า Binance ไม่ได้ต้องการหยุดอยู่ที่ผลิตภัณฑ์คริปโต แต่จะเดินหน้าเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้ง ETF สินค้าโภคภัณฑ์ การลงทุนในตลาด Pre-IPO และผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบอื่น เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถบริหารการลงทุนในสินทรัพย์ทั้งแบบดั้งเดิมและสินทรัพย์ดิจิทัลได้จากแพลตฟอร์มเดียว

เนื่องจากการแข่งขันในตลาดการเงินยุคใหม่อาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดซื้อขายคริปโตอีกต่อไป แต่เพราะมันเริ่มขยับไปสู่การแข่งขันในการเป็น “ประตู” ให้ผู้ใช้งานเข้าถึงสินทรัพย์ทางการเงินทั่วโลกได้ง่ายขึ้นต่างหาก

ในมุมนี้ Financial Super App จึงไม่ได้หมายถึงการเพิ่มสินทรัพย์ให้ซื้อขายจำนวนมากขึ้นในแอปเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการทำให้ประสบการณ์ของผู้ใช้งานตั้งแต่การเข้าถึงสินทรัพย์ การลงทุน การบริหารพอร์ต ไปจนถึงการทำธุรกรรมอยู่บนโครงสร้างเดียวกันให้มากที่สุด ซึ่งเป็นทิศทางที่สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภครุ่นใหม่ ผู้ต้องการเข้าถึงบริการทางการเงินได้รวดเร็วและสะดวกผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล

ความหวัง Stablecoin ในไทย 

อีกหนึ่งเทรนด์ที่ริชาร์ด เท็งให้ความสำคัญอย่างมาก คือ Stablecoin 

เพราะ Stablecoin มีศักยภาพในการเปลี่ยนรูปแบบการชำระเงิน โดยเฉพาะธุรกรรมระหว่างประเทศ หรือ Cross-border Payment

จุดเด่นสำคัญอยู่ที่ความเร็วและต้นทุนของธุรกรรม เมื่อเปรียบเทียบกับระบบโอนเงินข้ามประเทศแบบดั้งเดิม Stablecoin สามารถโอนสินทรัพย์ดิจิทัลข้ามเครือข่ายได้อย่างรวดเร็ว และมีศักยภาพที่จะช่วยลดต้นทุนของธุรกรรม

ริชาร์ด มองว่า สิ่งที่น่าสนใจคือ Stablecoin ไม่ได้ถูกผลักดันโดยบริษัทคริปโตเพียงอย่างเดียว แต่ทยอยได้รับความสนใจมากขึ้นจากธนาคาร สถาบันการเงิน และผู้ให้บริการระบบชำระเงินทั่วโลก

เทคโนโลยีที่พัฒนาเร็ววินาทีต่อวินาที ทำให้โลกการเงินจึงเข้าสู่ช่วงที่ Traditional Finance กับ Crypto Finance ทำงานร่วมกันมากขึ้น นั่นทำให้ Stablecoin อาจกลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมระบบการเงินสองโลกเข้าด้วยกัน

สำหรับประเทศไทย แนวโน้มดังกล่าวเริ่มเห็นอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว โดยธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. เปิดให้ภาคเอกชนทดสอบ THB Stablecoin ภายใต้ Enhanced Regulatory Sandbox เพื่อศึกษาการนำไปใช้ในบริการทางการเงิน เช่น Escrow Payment และการชำระเงินสำหรับสินทรัพย์ที่ถูก Tokenize

ขณะเดียวกัน ธปท. ระบุว่ามีภาคเอกชน 8 รายเคยเข้าร่วมการทดสอบ THB Stablecoin และยังเปิดรับผู้เข้าทดสอบเพิ่มเติม เพื่อศึกษาทั้งประโยชน์ ความเสี่ยง และความเหมาะสมของเทคโนโลยีดังกล่าวต่อระบบการเงิน

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. และ ธปท. ได้หารือร่วมกับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในประเด็นการยกระดับการกำกับดูแลธุรกรรม Stablecoin และการรับมือกับอาชญากรรมทางไซเบอร์ 

เหล่านี้ทำให้ประเด็น Stablecoin ขยายจากกรอบของนวัตกรรมเฉพาะกลุ่มเข้าสู่ระดับนโยบายและการกำกับดูแลทางการเงินอย่างจริงจัง

ในมุมของตลาดทุน การพัฒนาของ Stablecoin จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่เรื่องของการใช้เป็นสินทรัพย์สำหรับซื้อขาย แต่ยังเกี่ยวข้องกับคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า ในอนาคตเงินดิจิทัลจะเข้ามามีบทบาทในระบบชำระเงิน การโอนเงิน และการทำธุรกรรมทางการเงินในระดับใด

Tokenization ตลาดทุนในอนาคต

นอกจาก Stablecoin แล้ว ริชาร์ด ยังมองว่า Tokenization จะเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีสำคัญที่เข้ามาเปลี่ยนระบบการเงินในอนาคต

Tokenization คือการนำสินทรัพย์หรือสิทธิในสินทรัพย์มาแปลงให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลบนระบบ Blockchain เพื่อให้สามารถนำไปซื้อขาย โอน หรือกำหนดเงื่อนไขของการทำธุรกรรมได้ในรูปแบบดิจิทัล

ในมุมของ Binance ตลาด Tokenization ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและมีโอกาสขยายตัวอีกมาก เพราะสินทรัพย์จำนวนมหาศาลในระบบการเงินปัจจุบันยังไม่ได้ถูกนำมาอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานแบบ On-chain

เมื่อสินทรัพย์ถูกนำขึ้นไปอยู่บน Blockchain การซื้อขายสามารถพัฒนาไปสู่รูปแบบ 24 ชั่วโมง 7 วัน หรือ 24/7 Trading ได้ ซึ่งเป็นรูปแบบที่ตลาดคริปโตคุ้นเคยอยู่แล้ว

แรงผลักดันอีกด้านคือความต้องการซื้อขายนอกเวลาทำการของตลาดแบบดั้งเดิม เพราะแม้ตลาดหุ้นจะปิดทำการ แต่ข่าวสาร เหตุการณ์ทางเศรษฐกิจ และความเสี่ยงต่าง ๆ ยังคงเกิดขึ้นตลอดเวลา

ดังนั้น ระบบการเงินในอนาคตอาจจำเป็นต้องมีโครงสร้างที่สามารถรองรับการบริหารความเสี่ยง การโอนสินทรัพย์ และการซื้อขายได้อย่างต่อเนื่อง ไม่จำกัดอยู่เฉพาะช่วงเวลาที่ตลาดเปิดทำการ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นของ Tokenized Assets คือการแยกให้ชัดระหว่าง “โทเคนที่อ้างอิงสินทรัพย์” กับ “กรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์จริง” เพราะสิทธิของผู้ถือโทเคนอาจไม่ได้เทียบเท่ากับการถือสินทรัพย์โดยตรง ซึ่งเป็นประเด็นที่หน่วยงานกำกับดูแลให้ความสำคัญ และจำเป็นต้องมีกติกาที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ลงทุนเข้าใจว่ากำลังถือสิทธิในรูปแบบใด มีสิทธิอะไร และมีความเสี่ยงจากโครงสร้างของสินทรัพย์อย่างไร

ไทยกับโอกาสขึ้นเป็น Digital Finance Hub

สำหรับประเทศไทย มองว่าไทยมีโอกาสสร้างตำแหน่งของตัวเองในฐานะ Digital Financial Hub หากสามารถออกแบบกฎเกณฑ์ที่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรม ขณะเดียวกันต้องรักษามาตรฐานการคุ้มครองผู้ลงทุนและเสถียรภาพของระบบการเงิน

ประเด็นที่ไทยควรให้ความสำคัญในมุมมองของผู้บริหารร่วม Binance ได้แก่ Stablecoin, Crypto, Tokenization รวมถึงการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินดิจิทัล

“ประเทศไทยมีทางเลือกที่จะสร้างศูนย์กลางทางการเงินดิจิทัลที่จริงจังได้” 

อย่างไรก็ดี ความท้าทายอยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่างการเปิดรับนวัตกรรมกับการควบคุมความเสี่ยง เนื่องจากสินทรัพย์ดิจิทัลและ Blockchain สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ระบบการเงิน แต่ในเวลาเดียวกันก็สร้างความเสี่ยงรูปแบบใหม่ ทั้งด้านการฉ้อโกง การป้องกันอาชญากรรมไซเบอร์ การคุ้มครองผู้บริโภค และเสถียรภาพของระบบ

แนวทางของไทยในปัจจุบัน ทำให้พอมีความหวังของทิศทางดังกล่าว โดย ธปท. ใช้ Regulatory Sandbox เป็นพื้นที่ให้ภาคเอกชนทดลองนวัตกรรมทางการเงินภายใต้กรอบควบคุม ขณะที่ ก.ล.ต. รับผิดชอบการกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้กฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้น โจทย์ของไทยจึงไม่ได้อยู่เพียงการดึงดูดบริษัทสินทรัพย์ดิจิทัลหรือผู้ลงทุนเข้ามาในประเทศ แต่ยังอยู่ที่การสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่ทำให้เทคโนโลยีสามารถเติบโตได้ในระยะยาว ขณะที่ผู้ใช้งานและนักลงทุนยังได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสม

Binance ไม่โฟกัสเฉพาะส่วนแบ่งตลาด

เมื่อถูกถามถึงแรงกดดันด้านส่วนแบ่งตลาดของ Binance ริชาร์ด ไม่ได้ให้น้ำหนักกับตัวเลขดังกล่าวเป็นประเด็นหลัก

เขาระบุว่า สิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญมากกว่าคือ “ความต้องการของผู้ใช้งาน” และการทำให้ผู้ใช้งานได้รับทั้งความปลอดภัยและประสบการณ์ที่ดี

ในมุมของการแข่งขันในตลาดไม่ควรวัดจาก Market Share เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองถึงความสามารถในการสร้างความไว้วางใจและตอบโจทย์ผู้ใช้งานในระยะยาว

หนึ่งในเครื่องมือที่ Binance ให้ความสำคัญคือ User Protection รวมถึงการเปิดเผย Proof of Reserves เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับสินทรัพย์สำรองของแพลตฟอร์มได้ตามกลไกที่บริษัทกำหนด

ขณะเดียวกัน ก็มองว่าความแตกต่างของผู้เล่นในตลาดจะไม่ได้อยู่ที่การมีจำนวนเหรียญให้ซื้อขายมากที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่จะรวมถึง Liquidity, Access, Product, Compliance และ User Protection ซึ่งทั้งหมดจะกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของการแข่งขันในตลาดการเงินดิจิทัล

Scam ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะโลกคริปโต

อีกประเด็นที่มีความสำคัญมากขึ้น คือความเสี่ยงจาก Scam และ Cybersecurity เขามองว่า การหลอกลวงไม่ได้เป็นปัญหาที่จำกัดอยู่ในตลาดคริปโตเท่านั้น แต่เป็นปัญหาของระบบการเงินและสังคมดิจิทัลโดยรวม

ยกตัวอย่างกรณีในสิงคโปร์ที่มีการใช้ Deepfake และการแอบอ้างเป็นนายกรัฐมนตรี Lawrence Wong รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล จนมีผู้เสียหายรายหนึ่งถูกหลอกให้โอนเงินอย่างน้อย 4.9 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ 

กรณีดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่าความก้าวหน้าของ AI สามารถถูกนำมาใช้ในอาชญากรรมทางการเงินได้เช่นกัน

จึงมองว่า “จุดอ่อน” ของระบบไม่ได้อยู่ที่แพลตฟอร์มเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่พฤติกรรมของผู้ใช้งานด้วย โดยเฉพาะการคลิกลิงก์ที่ไม่รู้จัก การเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว และการเชื่อบุคคลที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่

ในฝั่ง Binance บริษัทระบุว่าใช้ระบบตรวจจับธุรกรรมที่มีความเสี่ยง รวมถึงการแจ้งเตือนผู้ใช้งานก่อนทำธุรกรรม และทำงานร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเพื่อช่วยติดตามและระงับเงินที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกง

ข้อมูลของ Binance ระบุว่า ในปี 2025 ระบบควบคุมภายในของบริษัทช่วยป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดจาก Fraud และ Scam ประมาณ 6.69 พันล้านดอลลาร์ให้แก่ผู้ใช้งาน 5.4 ล้านราย และบริษัทดำเนินการตามคำร้องจากหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายมากกว่า 71,000 ครั้ง

เมื่อการเงินเคลื่อนเข้าสู่โลกดิจิทัลมากขึ้น ความเสี่ยงก็ไม่ได้หายไป แต่เปลี่ยนรูปแบบไปตามเทคโนโลยี ดังนั้นการสร้างความรู้ให้ผู้ใช้งานและการพัฒนาระบบป้องกันภัยจึงเป็นอีกส่วนสำคัญของระบบนิเวศทางการเงินดิจิทัล

AI + Blockchain เปลี่ยน Back Office ธนาคาร

นายริชาร์ด เท็ง ยังมองว่า AI และ Blockchain จะเป็นสองเทคโนโลยีหลักที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบการเงินในระยะต่อไป

AI มีจุดแข็งในด้านการประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาล ขณะที่ Blockchain สามารถช่วยสร้างระบบข้อมูลที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ และลดการพึ่งพาการบันทึกข้อมูลซ้ำหลายระบบ

ในภาคธนาคาร มองว่า Middle Office และ Back Office ซึ่งมีงานจำนวนมาก เช่น Reconciliation, Clearing และ Settlement มีศักยภาพที่จะถูกออกแบบกระบวนการใหม่ด้วยการใช้ Blockchain และ AI

เมื่อข้อมูลถูกบันทึกบนโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถตรวจสอบได้ และมี AI เข้ามาช่วยประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูล กระบวนการบางส่วนอาจสามารถลดขั้นตอน ลดเวลาทำงาน และลดต้นทุนในการดำเนินงาน

ขณะเดียวกัน Binance เองก็เริ่มนำ AI มาใช้งานทั้งในผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ใช้งานและกระบวนการภายในองค์กร โดยเฉพาะ Analytics, Trading Execution, KYC, Compliance และ Fraud Detection

อนาคตจะไม่ใช่การแข่งขันระหว่าง AI กับมนุษย์ แต่เป็นเรื่องของ “มนุษย์จะใช้ AI อย่างไร” มากกว่า เพราะเทคโนโลยีเดียวกันสามารถถูกนำไปใช้ทั้งเพื่อสร้างประโยชน์และสร้างความเสียหาย

ดังนั้น สิ่งที่จำเป็นคือการมี Guardrails หรือกรอบควบคุมที่เหมาะสม รวมถึงการใช้ AI เพื่อป้องกันภัยที่เกิดจาก AI เช่น การทำ Penetration Testing และการพัฒนาระบบตรวจจับภัยคุกคามรูปแบบใหม่

Gen Z ควรลงทุนอะไร?

เมื่อถูกถามว่า หากย้อนกลับไปเป็นคนอายุ 25 ปีและต้องเริ่มลงทุนในวันนี้จะจัดสรรเงินอย่างไร นายริชาร์ด เท็งไม่ได้ให้คำแนะนำด้วยการเลือกสินทรัพย์เฉพาะตัว แต่เน้นให้นักลงทุนรู้จัก Risk Appetite หรือระดับความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้ก่อน

เขาแนะนำให้สร้าง Portfolio ที่สมดุลและกระจายความเสี่ยง เนื่องจากสินทรัพย์แต่ละประเภทมีวัฏจักรและระดับความเสี่ยงแตกต่างกัน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นายริชาร์ด เท็งมองว่าสำคัญกว่าการลงทุนทางการเงินสำหรับคนวัย 25 ปี คือ 

“ลงทุนในตัวเองดีที่สุด”

เขามองว่าโลกเปลี่ยนวิต่อวิ ทั้ง AI, Blockchain และเทคโนโลยีทางการเงิน หากหยุดเรียนรู้ ก็มีโอกาสที่จะตามการเปลี่ยนแปลงไม่ทัน

ดังนั้น Knowledge Acquisition หรือการเพิ่มพูนความรู้ การทำความเข้าใจว่าโลกกำลังเคลื่อนไปทางไหน และการพัฒนาทักษะให้ทันต่อเทคโนโลยี จึงเป็นการลงทุนที่สำคัญไม่แพ้การลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงิน

มุมมองดังกล่าวทำให้การลงทุนสำหรับคนรุ่นใหม่ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ที่คำถามว่า “ซื้ออะไรดี” แต่รวมไปถึงคำถามว่า “จะเพิ่มความสามารถในการสร้างรายได้และรับมือกับเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปอย่างไร” เพราะในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความรู้และทักษะก็สามารถกลายเป็นสินทรัพย์รูปแบบหนึ่งได้เช่นกัน

ก้าวต่อไปของ Binance

ในภาพใหญ่ นายริชาร์ด เท็ง มองว่า Binance กำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้องทำหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งการรักษาฐานผู้ใช้งาน การเพิ่มผลิตภัณฑ์ทางการเงิน การขยายบริการในตลาดที่มีใบอนุญาต และการยกระดับระบบรักษาความปลอดภัย

เขาเปรียบ Binance ในอนาคตว่าเป็นองค์กรที่ต้อง “ทำหลายสิ่งให้ดีพร้อมกัน” หรือมีลักษณะ Ambidextrous โดยความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้บริหารเพียงไม่กี่คน แต่ต้องอาศัยทีมผู้นำในแต่ละภูมิภาคและแต่ละสายงาน

ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดคริปโตที่มีผู้เล่นจำนวนมาก ความได้เปรียบของแพลตฟอร์มจึงไม่ได้อยู่ที่การมีเหรียญให้ซื้อขายมากที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรวมถึง Liquidity, Access, Product, Compliance และ User Protection

สำหรับประเทศไทย โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่าง “นวัตกรรมกับการกำกับดูแล” หากไทยสามารถพัฒนากรอบสำหรับ Stablecoin, Tokenization และ Digital Finance ได้อย่างเหมาะสม พร้อมรักษามาตรฐานการคุ้มครองผู้ใช้และเสถียรภาพระบบการเงิน ก็มีโอกาสที่จะยกระดับบทบาทจากตลาดผู้ใช้งานสินทรัพย์ดิจิทัลไปสู่การเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการเงินดิจิทัลของภูมิภาค

และในมุมของ Binance นี่คือพื้นที่ที่บริษัทกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะทิศทางของตลาดในระยะต่อไปอาจไม่ได้วัดกันเพียงว่าใครเป็น “Crypto Exchange” ที่ใหญ่ที่สุด แต่จะวัดกันว่าใครสามารถเชื่อมโลกของ Crypto, Traditional Finance, Stablecoin, Tokenization และ AI เข้าไว้ในโครงสร้างทางการเงินเดียวกันได้มากที่สุด

ท้ายที่สุด สิ่งที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลจึงอาจไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของคริปโตอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของทิศทางระบบการเงินในภาพใหญ่ ตั้งแต่การลงทุน การชำระเงิน การเข้าถึงสินทรัพย์ การบริหารความเสี่ยง ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานหลังบ้านของสถาบันการเงิน และหากเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถพัฒนาไปพร้อมกับกฎเกณฑ์ที่เหมาะสม ก็อาจทำให้เส้นแบ่งระหว่างตลาดการเงินแบบดั้งเดิมกับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลบางลงเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ Binance มองว่าจะเป็นหนึ่งในแกนหลักของระบบการเงินในระยะต่อไป

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚