จับสัญญาณ กนง. ตรึงดอกเบี้ย เตือนระวังเก็งกำไรค่าเงินเพิ่มแรงกดดัน
ไม่มีเซอร์ไพรส์ เมื่อคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ตามคาด พร้อมคาดการณ์อัตราการเติบโตเศรษฐกิจปี 2569 ที่ 1.5% และปี 2570 ปรับลดเหลือ 2.0% จากเดิม 2.3% และคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 ที่ 2.9% จากเดิม 0.3% และปี 2570 อยู่ที่ 1.5% ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานคาดที่ 1.6% และปี 2570 ที่ 1.5%
โดย “ดอน นาครทรรพ” เลขานุการ กนง. ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงถึงมุมมองของ กนง. ว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงผ่านการเพิ่มภาระต้นทุนให้กับภาคธุรกิจและการบั่นทอนกำลังซื้อของภาคครัวเรือน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นในปี 2569 แต่จะลดลงในปี 2570 ตามแรงกดดันด้านอุปทานที่คาดว่าจะทยอยคลี่คลาย
“คณะกรรมการเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันเป็นระดับที่เหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทานแต่ยังมีความไม่แน่นอนในระดับสูง จึงต้องติดตามผลกระทบของสงครามและปัจจัยอื่น ๆ ต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไป”
“ดอน” กล่าวด้วยว่า กนง.ได้ประเมินว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเบื้องต้นคาดว่าจะมีเม็ดเงินที่ 3 แสนล้านบาท ซึ่งจะมีผลต่อเศรษฐกิจ (จีดีพี) ราว 0.5-0.7% และภายหลังมาตรการภาครัฐหมดลงคาดว่าในปี 2570 เศรษฐกิจจะปรับตัวลง 0.50%
“เรามองเม็ดเงินขั้นต่ำ 3 แสนล้านบาท เพราะยังไม่รู้ว่าเม็ดเงินจริงจะออกมาเท่าไหร่ แต่ความเสี่ยงระยะข้างหน้ายังมีอยู่ จึงอาจจะทยอยออก เพื่อรักษา Fiscal Space เพราะตัวเลขตามข่าวที่ 4-5 แสนล้านบาทมีโอกาสชนเพดาน ดังนั้นจึงเร็วเกินไปที่จะประเมิน”
“เลขานุการ กนง.” ชี้ว่า การปรับขึ้นและลดดอกเบี้ยล้วนมีต้นทุนต่อเศรษฐกิจ ในอนาคตยังปิดประตูไม่ได้ทั้งนั้น เพราะขึ้นอยู่กับความเสี่ยงจะมีด้านไหนมากกว่ากัน ทั้งด้านเงินเฟ้อและเศรษฐกิจ โดยการปรับขึ้นและลงดอกเบี้ยจะอยู่ที่ดีมานด์และการคาดการณ์เงินเฟ้อ
ขณะที่ “ดร.อมรเทพ จาวะลา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB Thai) กล่าวว่า การคงดอกเบี้ยเป็นแนวทางที่ปลอดภัยที่สุด และตรงตามหลักที่สุดแล้ว ซึ่งทางสำนักวิจัยฯ ก็มองคล้ายกับ กนง. คือ มองว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มโตต่ำกว่าที่คาด และเงินเฟ้อมีโอกาสพุ่งขึ้นแรง โดยเฉพาะช่วงครึ่งปีหลัง
“บทบาทของ กนง.เขาดู 3 เรื่องหลัก คือ การเติบโตของเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และเสถียรภาพตลาดเงิน ซึ่งตอนนี้ผมว่าโจทย์หลักไม่ได้อยู่ที่เรื่องเสถียรภาพ เพราะหนี้เสียอะไรต่าง ๆ มันควบคุมได้ ผมว่าโจทย์วันนี้ ธปท.ดู 2 เรื่องหลัก คือ การเติบโตของเศรษฐกิจ กับเงินเฟ้อ แต่ตอนนี้จะทำอะไรก็ผิดหมด จะลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่โตต่ำก็มีเงินเฟ้อค้ำอยู่ ซึ่งเลขาฯ กนง.ก็บอกว่าห่วงเงินเฟ้อ”
“ดร.อมรเทพ” กล่าวว่า จากโทนการสื่อสารของ กนง.มองได้ว่าหลังจากนี้ถ้าเงินเฟ้อยังพุ่งขึ้นสูง แล้วควบคุมได้ยาก เพราะมาจากฝั่งซัพพลาย แต่ถ้าเริ่มกระจายไปสู่อะไรที่มากขึ้น เช่น ค่าอาหารการกินทั่วไป ค่าเช่าแผงค้า ค่าของใช้ทั่วไป เป็นต้น จะเปลี่ยนจากเงินเฟ้อทั่วไปมาสู่เงินเฟ้อพื้นฐาน
“นอกจากเงินเฟ้อจะกระจายไปสู่สินค้าต่าง ๆ แล้ว อีกเรื่องคือมาตรการภาครัฐ วันนี้ยังไม่ได้คุยกันว่าภาครัฐจะออกมาตรการอะไร คนละครึ่งพลัสช่วยค่าครองชีพอย่างเดียว หรือจะอัดฉีดอะไรเพิ่ม ที่เตรียมกู้เงินกันอยู่ ทีนี้มันจะเกิด Demand-Pull Inflation หรือเงินเฟ้อจากฝั่งอุปสงค์มากขึ้น ซึ่งภาพตรงนี้จะเห็นชัดเจนขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี ฉะนั้นที่คาดกันว่า กนง.จะคงดอกเบี้ยทั้งปีก็รู้กันอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผมเตือน คือ Defensive Tightening หรือการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อป้องกันไว้ก่อน เพราะวันนี้เราเริ่มเห็นกันแล้ว ที่สหรัฐ นักวิเคราะห์เริ่มคุยกัน ว่าอาจจะเห็นการขึ้นดอกเบี้ย”
“ดร.อมรเทพ” กล่าวว่า มองไปข้างหน้าไทยและภูมิภาคอาเซียนจะเริ่มเจอหลายเรื่อง เช่น เงินไหลออก เสถียรภาพเริ่มมีปัญหา ค่าเงินอ่อน รวมถึงจะเริ่มมีสัญญาณการเก็งกำไรเงินบาทที่จะอ่อนค่ามากขึ้น ทำให้มีเงินโยกออกไปต่างประเทศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นแรงกดดันให้ขึ้นดอกเบี้ยได้ ทั้งนี้ ต้องบอกว่าเรามองดอกเบี้ยจะคงตลอดปีนี้ แต่สิ่งที่อยากจะย้ำจะเตือนว่าต้องระมัดระวังสัญญาณหลังจากนี้ โดยเฉพาะการประชุม กนง.รอบเดือน มิ.ย. ว่าความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางเป็นอย่างไร สัญญาณในต่างประเทศเป็นอย่างไร

