ธปท.เขย่าดอกเบี้ยน็อนแบงก์เข้ม “พีโลน-นาโนไฟแนนซ์-จำนำทะเบียน”
ธปท.ลุยกำกับดูแลน็อนแบงก์ จ่อเข้าไปตรวจสอบใบอนุญาต-การคิดดอกเบี้ย ทั้งไลเซนส์ “พีโลน-นาโนไฟแนนซ์-จำนำทะเบียนรถ” หวังสร้างความเป็นธรรมให้ประชาชน หลังพบน็อนแบงก์โตเร็ว บางรายคิดดอกเบี้ยผิดประเภท ขณะที่ “MTC” พร้อมรับนโยบาย-เห็นด้วย “แบงก์ชาติ” คุมน็อนแบงก์ เชื่อช่วยเพิ่มมาตรฐาน-เปิดช่องทางให้ประชาชนเข้าร้องเรียนได้ พร้อมแจงน็อนแบงก์โตเร็วช่วยแก้ปมหนี้นอกระบบ-คนเข้าไม่ถึงแหล่งทุน
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า จากการติดตามการขยายตัวของสินเชื่อของผู้ให้บริการสินเชื่อที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (น็อนแบงก์) ที่มีทั้งสิ้นกว่า 3,600 ราย พบว่ามีการเติบโตอย่างรวดเร็ว จากระดับ 2.8 แสนล้านบาท เพิ่มเป็น 4.7 แสนล้านบาท ในช่วงเวลาเพียง 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2564 แตกต่างจากสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ที่ไม่ค่อยมีการเติบโต ทำให้ ธปท.เตรียมยกระดับการกำกับดูแลน็อนแบงก์ เนื่องจากมีขนาดใหญ่และมีความซับซ้อนมากขึ้น รวมถึงบทบาทสูงมากขึ้นในการให้สินเชื่อในประเทศ
ทั้งนี้ จะติดตามใน 3 ด้านที่สำคัญ ทั้ง 1.ผู้ประกอบการน็อนแบงก์ที่มีสินเชื่อหลายประเภทและวัตถุประสงค์ของการให้สินเชื่อ 2.สินเชื่อบัตรเครดิต ที่มีกลุ่มชำระหนี้ขั้นต่ำเป็นเวลานาน ซึ่งควรปรับเป็นสินเชื่อระยะยาว และ 3.สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ จะเข้าไปดูโครงสร้างดอกเบี้ย ปรับให้สอดคล้องระหว่างอัตราดอกเบี้ยกับความเสี่ยงจริงของหลักประกัน

นายวิทัยกล่าวว่า น็อนแบงก์บางรายมีใบอนุญาตหลายประเภท มีทั้งใบอนุญาตสินเชื่อส่วนบุคคล (พีโลน) ที่สามารถนำไปใช้ได้หลากหลาย และสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ มีวัตถุประสงค์ปล่อยสินเชื่อเพื่อนำไปประกอบธุรกิจหรือประกอบอาชีพ โดยพบว่าผู้ประกอบการบางรายมีใบอนุญาตทั้ง 2 ประเภท และมีบางส่วนนำใบอนุญาตนาโนไฟแนนซ์ไปคิดดอกเบี้ย 33% กับลูกค้าทั้งหมด โดยไม่ตรวจสอบวัตถุประสงค์การนำไปใช้จริง จึงต้องพิจารณาว่าการให้สินเชื่อเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของใบอนุญาตหรือไม่
“ผู้ประกอบการบางรายถือใบอนุญาต ทั้งสินเชื่อส่วนบุคคล ที่กำหนดดอกเบี้ยไม่เกิน 25% และนาโนไฟแนนซ์ ดอกเบี้ยไม่เกิน 33% ใช้เพื่อการประกอบอาชีพ แต่กลับนำใบอนุญาตนาโนไฟแนนซ์ไปคิดดอกเบี้ย 33% กับลูกค้าทั้งหมดโดยไม่ตรวจสอบวัตถุประสงค์การนำไปใช้จริง”
สำหรับกลุ่มลูกค้าที่ใช้บัตรเครดิต เพดานอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 16% สำหรับการใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้า แล้วมีการผ่อนชำระ ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าจ่ายขั้นต่ำต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี และต้องจ่ายดอกเบี้ยต่อเนื่องเป็นเวลานาน จึงมีแนวคิดว่าควรสนับสนุนให้ลูกค้ากลุ่มที่ชำระขั้นต่ำต่อเนื่อง เปลี่ยนเป็นสินเชื่อระยะยาวที่มีอัตราดอกเบี้ยลดลงเหลือประมาณ 8-10% แล้วกระจายการผ่อนชำระออกไปเป็นระยะเวลา 5-7 ปี เพื่อให้ภาระการชำระหนี้มีความเหมาะสมมากขึ้น
นอกจากนี้ สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ ซึ่งอยู่ในกลุ่มสินเชื่อส่วนบุคคลไม่มีหลักประกัน ควรมีการทบทวนความเหมาะสมของดอกเบี้ยสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ เนื่องจากสินเชื่อไม่มีหลักประกันมีการคิดอัตราดอกเบี้ยระดับสูง แต่ในความเป็นจริงมีเล่มทะเบียนเป็นหลักประกันและมีอัตราหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ต่ำมาก จึงควรปรับให้สอดคล้องระหว่างอัตราดอกเบี้ยกับความเสี่ยงจริงของหลักประกัน
“ภาพรวมธุรกิจน็อนแบงก์โดยเฉพาะกลุ่มให้สินเชื่อมีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างชัดเจน และมีการเติบโตเฉลี่ยปีละ 12% โดยมูลค่าสินเชื่อของน็อนแบงก์มีสัดส่วนประมาณ 55% ของสินเชื่อทั้งระบบ”

นายปริทัศน์ พัชรชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC กล่าวว่า เห็นด้วยในหลักการที่ ธปท. จะเข้ามาดูแลกำกับธุรกิจน็อนแบงก์ ทำให้การดำเนินงานของผู้ประกอบการต้องปรับตัวให้สอดรับกับมาตรฐาน ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้สามารถเข้ามาร้องเรียนได้ที่ ธปท.ได้โดยตรง ดังนั้น ในระยะยาวจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ
ทั้งนี้ มองว่าการที่น็อนแบงก์เติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากที่ผ่านมากลุ่มคนที่ไม่มีรายได้ประจำ มักถูกธนาคารพาณิชย์ปฏิเสธให้สินเชื่อ ทำให้ต้องไปกู้เงินนอกระบบ ขณะเดียวกันกลุ่มที่ไม่มีรายได้ประจำ หันมาใช้บริการของน็อนแบงก์แทน
“มีรายงานจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า เมื่อ 10 ปีก่อนประเทศไทยมีหนี้นอกระบบประมาณ 5 แสนล้านบาท ดังนั้น การเติบโตของสินเชื่อน็อนแบงก์ในช่วงที่ผ่านมาส่วนหนึ่งก็เป็นการเข้ามาทดแทนหนี้นอกระบบ ทำให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ อย่างไรก็ดี การที่น็อนแบงก์มีผู้กำกับดูแลที่ชัดเจน คือ ธปท. จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาระบบและมาตรฐานได้ รวมถึงสามารถเข้าถึงที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านได้”
นายปริทัศน์กล่าวด้วยว่า สำหรับ MTC ที่ผ่านมาบริษัทได้วางมาตรฐานการบริหารงานตามสากล โดยได้ทำงานร่วมกับธนาคารโลก และ IMF มาโดยตลอด ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการออกหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ จำหน่ายให้แก่นักลงทุนในสหรัฐ และยุโรป แสดงถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกที่มีต่อองค์กร
นายปริทัศน์กล่าวอีกว่า ภาพรวมของบริษัทในปี 2569 ตั้งเป้าหมายสินเชื่อจะขยายตัว 10-15% แต่ในช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยมีความท้าทายจากสงครามอิหร่าน ทำให้ครึ่งปีแรกสินเชื่อโต 8-10% ดังนั้น บริษัทจึงมีแผนจะปรับเป้าหมายการขยายสินเชื่อของปี 2569 ใหม่
ขณะที่สถานการณ์หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของบริษัทในช่วงไตรมาส 2 ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จาก 2.57% โดยเพิ่มความระมัดระวังและปรับเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อ สำหรับลูกค้าที่มีภาระหนี้สูงในระดับหลักแสนบาทกับการกำหนดวงเงิน และสอบถามวัตถุประสงค์ของการกู้เงิน
“การที่เศรษฐกิจไม่ดีไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องกู้เงิน เพราะบางคนเมื่อเศรษฐกิจไม่ดีก็ไม่ต้องการกู้เงินเช่นกัน โดยลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการส่วนใหญ่เป็นลูกค้าที่มีคุณภาพ และบริษัทให้ความสำคัญกับการคัดเลือกลูกค้าที่ดี”

