SET ดึง New Economy ก.ล.ต.เคาะเกณฑ์ ‘BOI to IPO’

SET ดึง New Economy ก.ล.ต.เคาะเกณฑ์ ‘BOI to IPO’
ภาพประกอบข่าว

งาน “Thailand Focus” ปีนี้ ถือได้ว่าค่อนข้างคึกคัก มีนักลงทุนสถาบันเข้าร่วมถึง 220 ราย จาก 74 กองทุน ในจำนวนนี้เป็นกองทุนต่างประเทศ 42 กองทุน สูงกว่าปี 2568 ที่มีเข้าร่วม 180 ราย และในปี 2567 ที่มี 178 ราย

บรรยากาศ SET ปรับเชิงบวก

ปัจจัยสำคัญมาจากบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยที่เริ่มส่งสัญญาณบวกมากกว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมา

“อัสสเดช คงสิริ” กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ ชี้ว่า บรรยากาศปีนี้เป็นไปในเชิงบวก จากการพูดคุยกับนักลงทุนต่างชาติมีมุมมองต่อประเทศไทยดีขึ้น ดังนั้นเมื่อความสนใจของต่างชาติเริ่มกลับมา คำถามสำคัญก็คือ ตลาดทุนไทยจะมี “สินทรัพย์ใหม่” อะไรมารองรับเม็ดเงินลงทุน เพราะโครงสร้างตลาดหุ้นไทยปัจจุบันยังมีบริษัทเทคโนโลยี และ New Economy ขนาดใหญ่จำกัด

อัสสเดช คงสิริ

โจทย์ที่รัฐบาลและตลาดหลักทรัพย์ฯ กำลังเร่งผลักดัน จึงเป็นการเชื่อม “คลื่นลงทุน” เข้ากับ “ตลาดหุ้นไทย” ผ่านแนวทาง BOI to IPO ดึงบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน และธุรกิจ New Economy ให้มาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

“เป้าหมายไม่ได้หยุดอยู่ที่การเพิ่มจำนวน IPO แต่ต้องการสร้างบริษัทจดทะเบียนและมาร์เก็ตแคปชุดใหม่ เพิ่มทางเลือกให้นักลงทุน และปรับโครงสร้างตลาดหุ้นไทยให้มีธุรกิจแห่งอนาคตมากขึ้น”

เกณฑ์ BOI to IPO ใกล้คลอด

ล่าสุด หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการผลักดันบริษัท New Economy ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แล้ว ขั้นตอนต่อไปตลาดหลักทรัพย์ฯ จะหารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อเชื่อมบริษัทเป้าหมายเข้าสู่ตลาดทุน

“การหารือจะครอบคลุมทั้งแนวนโยบายและมาตรการให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตลาดทุน เพื่อให้ BOI สามารถนำไปเชื่อมต่อกับบริษัทในอุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพ และจัดทำแนวทางเชิญชวนบริษัทเป้าหมายเข้าสู่ตลาดหุ้นในอนาคต”

ขณะที่ในภาพใหญ่จากระดับนโยบาย “ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวว่า รัฐบาลต้องการผลักดันบริษัท New Economy เข้าสู่ตลาดทุน และเชื่อมบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI ให้สามารถใช้ตลาดหุ้นไทยเป็นแหล่งระดมทุนเพื่อการเติบโต

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

“แนวคิดนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ Investment-Led Growth ที่ต้องการให้ประโยชน์จากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ไม่ได้จบเพียงการลงทุน การตั้งโรงงาน และการจ้างงาน แต่สามารถต่อยอดบริษัทจากคลื่นลงทุนใหม่ให้กลายเป็นหุ้น New Economy และมาร์เก็ตแคปใหม่ของตลาดทุนไทย”

New Economy ต้องวัดคุณภาพ

“ศุภโชค ศุภบัณฑิต” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKPS กล่าวว่า ตลาดทุนไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจแบบเดิมไปสู่ธุรกิจเศรษฐกิจใหม่ การเพิ่มบริษัท New Economy จะช่วยเพิ่มความหลากหลายและทำให้ตลาดหุ้นสอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจยุคใหม่

“การเป็น New Economy ไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะได้รับความสนใจจากนักลงทุน หรือมีผลประกอบการที่ดีโดยอัตโนมัติ จึงต้องพิจารณาคุณภาพและศักยภาพของแต่ละบริษัทควบคู่กัน ซึ่งจากการพูดคุยกับลูกค้าต่างชาติ พบว่ามีความสนใจและความคาดหวังต่อทิศทางตลาดหุ้นไทย”

โจทย์ใหญ่ต้องสร้าง “Big Cap”

ฟาก “พรชัย ประเสริฐสินธนา” Vice Chairman-Investment Bank, Southeast Asia and Country Head Thailand บริษัทหลักทรัพย์ ยูบีเอส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เห็นด้วยกับทิศทางของตลาดหลักทรัพย์ฯ เพราะสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ แต่โจทย์สำคัญคือ ไทยมีบริษัท New Economy ที่มีศักยภาพและพร้อมเข้าจดทะเบียนมากเพียงใด รวมถึงนักลงทุนเข้าใจ Ecosystem ของธุรกิจเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน

ปัจจุบันบริษัท New Economy ของไทยส่วนใหญ่ยังเป็นหุ้นขนาดกลางถึงเล็ก ทำให้อาจยังดึงดูดนักลงทุนต่างชาติได้ไม่กว้าง หากสามารถนำบริษัทขนาดใหญ่และเป็นที่รู้จักเข้าตลาดได้ ภาพจะเปลี่ยนไป ยกตัวอย่าง LINE MAN Wongnai ว่า หากเข้าจดทะเบียนจะมีความน่าสนใจ เพราะมีขนาดธุรกิจไม่เล็กและเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

“ดังนั้นการเพิ่ม New Economy ไม่ใช่การดึงเงินออกจากหุ้น Old Economy แต่เป็นการสร้าง ‘New Opportunity’เพิ่มทางเลือกและความหลากหลายให้ตลาดหุ้นไทย”

สร้าง “DELTA” หลาย ๆ ตัว

ด้าน “ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล” กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า เห็นด้วยกับการเร่งนำ New Economy เข้าตลาด โดยสะท้อนปัญหาการขาดหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของไทย ว่าตลาดหุ้นไทยมี DELTA น้อยไป คือมีแค่ตัวเดียวก็เลยวุ่นวายปั่นป่วนอยู่เสมอ

“ไม่ใช่ว่าอยากให้ DELTA ใหญ่ขึ้น แต่อยากให้เรามีแบบ DELTA หลาย ๆ ตัว โจทย์จึงไม่ใช่การทำให้บริษัทเทคโนโลยีรายเดียวมีขนาดใหญ่ขึ้น แต่ต้องสร้างบริษัท New Economy ขนาดใหญ่เพิ่มอีกหลายบริษัท เพื่อกระจายทางเลือกการลงทุนและสร้างมาร์เก็ตแคปใหม่”

“ดร.กอบศักดิ์” กล่าวด้วยว่า BOI to IPO เป็นทิศทางที่ดี โดยเฉพาะหากสามารถดึงบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย ทั้งเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่ให้เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยได้ หากบริษัทเหล่านี้ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตและฐานเจาะตลาดอาเซียน ก็ควรต่อยอดเข้าสู่ตลาดทุน เพื่อให้ประโยชน์จาก FDI ส่งผ่านมายังตลาดหุ้นและนักลงทุนไทยด้วย

เกณฑ์ใหม่ดึง New Economy

สำหรับหลักเกณฑ์ที่นำมาเปิดทาง New Economy มีข้อเสนอปรับเกณฑ์ Market Capitalization โดยใน SET จากเดิมไม่น้อยกว่า 7,500 ล้านบาท เสนอให้ New Economy ลดเหลือ 5,000 ล้านบาทและหากได้รับการส่งเสริมจาก BOI/EEC ลดเหลือ 3,000 ล้านบาท

ส่วน mai จากเดิมไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านบาท เสนอให้ New Economy ใช้เกณฑ์ 1,500 ล้านบาท และกลุ่ม BOI/EEC เหลือ 1,000 ล้านบาท

ด้าน Track Record บริษัท New Economy ทั่วไปเสนอให้มีประวัติรายได้จากการดำเนินงานอย่างน้อย 2 ปี ส่วนบริษัท BOI/EEC อาจเหลือ 1 ปี หากเริ่มมีรายได้เชิงพาณิชย์จากธุรกิจที่ได้รับสิทธิประโยชน์แล้ว

กลุ่มเป้าหมายครอบคลุม 10 อุตสาหกรรม ตั้งแต่เกษตรและอาหารขั้นสูง การแพทย์และสุขภาพแห่งอนาคต ยานยนต์สมัยใหม่ ดิจิทัล และ e-Commerce อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ ไปจนถึงเทคโนโลยี และนวัตกรรมขั้นสูง

การเดินหน้า BOI to IPO จึงไม่ใช่เพียงการ “ลดเกณฑ์” เพื่อเพิ่มจำนวน IPO แต่เป็นความพยายามเพิ่มบทบาทตลาดทุนในการร่วมพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้นนั่นเอง

ครึ่งปีแรก บจ. กำไรกระฉูด

“สรวิศ ไกรฤกษ์” รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในช่วงครึ่งแรกปี 2569 ปรับตัวดีขึ้น มียอดขายรวม 8.75 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) ขณะที่กำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit) อยู่ที่ 952,560 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 64.5% และมีกำไรสุทธิรวม 765,969 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.2% อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit Margin) เพิ่มขึ้นเป็น 10.9% จาก 7.1% YoY ส่วนฐานะการเงินยังปรับตัวดีขึ้น

โดยอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน ลดลงมาอยู่ที่ 1.28 เท่า จาก 1.30 เท่าในไตรมาส 2/2568

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚