ธปท. เตือนภัยไซเบอร์ ฉ้อโกงเสี่ยงรุนแรงชู Bangkok Blueprint ปิดช่อง

ธปท. เตือนภัยไซเบอร์ ฉ้อโกงเสี่ยงรุนแรงชู Bangkok Blueprint ปิดช่อง
ภาพประกอบข่าว

ธปท. ชี้ AI พลิกโฉมการเงินโลกเพิ่มผลิตภาพและเปิดโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ แต่ความเสี่ยงฉ้อโกงและไซเบอร์ทวีความรุนแรง ย้ำต้องสร้างสมดุลนวัตกรรมกับเสถียรภาพทางการเงิน พร้อมผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศผ่าน Bangkok Blueprint

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาการธนาคารระหว่างประเทศ กลุ่ม 30 (Group of Thirty: G30) ประจำปี ครั้งที่ 44 ว่า เอกสารประกอบการประชุมของ G30 ได้เน้นย้ำถึงความเสี่ยงที่เชื่อมโยงกันมากขึ้น ทั้งหนี้สาธารณะระดับสูง ความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ การเงินนอกภาคธนาคาร (Non-bank finance) และการพึ่งพาเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นบริบทสำคัญในการหารือว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเงินดิจิทัลกำลังเปลี่ยนแปลงตลาดการเงินอย่างไร ส่งผลต่อธนาคารกลางและเสถียรภาพทางการเงินอย่างไร และต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านใดเพิ่มเติม

ทั้งนี้การสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมทางการเงินกับเสถียรภาพเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินงานธนาคารกลางยุคใหม่ โดยในปัจจุบันการเงินดิจิทัลช่วยขยายการเข้าถึงและเปลี่ยนแปลงวิธีที่ผู้คนใช้บริการทางการเงิน โดยประชากรวัยผู้ใหญ่เกือบ 8 ใน 10 คนทั่วโลกมีบัญชีทางการเงิน เพิ่มขึ้นจากประมาณครึ่งหนึ่งในปี 2554 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจากการเข้าถึงบริการผ่านโทรศัพท์มือถือและช่องทางออนไลน์

สำหรับนวัตกรรมระลอกถัดไป โดยเฉพาะ AI สร้างโอกาสที่มากกว่าการทำให้บริการทางการเงินเดิมรวดเร็วหรือมีต้นทุนต่ำลง โดยสามารถเพิ่มผลิตภาพผ่านระบบอัตโนมัติสำหรับงานที่ซับซ้อน ช่วยปรับปรุงการตัดสินใจ และเปิดทางให้เกิดผลิตภัณฑ์และรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ

อีกทั้งในภาคการเงิน AI ยังช่วยพัฒนาการประเมินสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงบุคคลที่มีประวัติเครดิตจำกัด เพื่อสนับสนุนการจัดสรรทรัพยากรไปสู่ภาคเศรษฐกิจที่ก่อให้เกิดผลิตภาพ ขณะเดียวกัน เมื่อผสานกับโทเคนไนเซชัน (Tokenization) AI ยังสามารถช่วยทำให้กระบวนการทางการเงินเป็นระบบอัตโนมัติ และเพิ่มประสิทธิภาพการชำระเงินข้ามพรมแดนและการชำระราคาหลักทรัพย์ โดยไทยมีโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินดิจิทัลที่สามารถรองรับนวัตกรรมเหล่านี้ได้

พร้อมเพย์ธุรกรรม 54 ล้านล้านบาท

นายวิทัยกล่าวว่า เมื่อ 10 ปีก่อน ประเทศไทยได้เปิดตัวพร้อมเพย์ (PromptPay) ระบบชำระเงินแบบทันที ซึ่งปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนใช้งานมากกว่า 83 ล้านคน ในปี 2568 มีมูลค่าธุรกรรมผ่านระบบดังกล่าว 54 ล้านล้านบาท มากกว่า 2 เท่าของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทย โดยพร้อมเพย์ได้เปลี่ยนโฉมการชำระเงินดิจิทัลของไทย และช่วยขยายบริการทางการเงินไปยังประชาชนในพื้นที่ห่างไกลและร้านค้าขนาดเล็ก แต่เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นก็มาพร้อมความท้าทายใหม่ ๆ เนื่องจากความเร็ว ขนาด และการเชื่อมต่อที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความเสี่ยงสามารถแพร่กระจายได้รวดเร็วขึ้น ขณะที่การโจมตีทางไซเบอร์และการหยุดชะงักในการดำเนินงานอาจส่งผลกระทบต่อสถาบันการเงินและหลายประเทศพร้อมกัน โดยปัจจุบันภาคการเงินเผชิญกับการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของการฉ้อโกงและเหตุการณ์ทางไซเบอร์ ขณะที่ AI และโทเคนไนเซชันก็นำมาซึ่งความเสี่ยงทั้งรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่ต่อความมั่นคงของระบบการเงิน

ธปท. วาง 3 เสาหลักนวัตกรรมรับผิดชอบ

นายวิทัยกล่าวว่า หน้าที่ของผู้กำกับดูแลคือการเปิดทางให้นวัตกรรมพัฒนาได้ ควบคู่กับการวางมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค รักษาการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง ตลอดจนดูแลเสถียรภาพทางการเงินและความเชื่อมั่นของสาธารณชน โดย ธปท. จึงมุ่งดำเนินงานผ่านกรอบการพัฒนานวัตกรรมอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Innovation Framework) ประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่ เทคโนโลยีที่มั่นคงปลอดภัย (Sound Technology) ธรรมาภิบาลที่ดี (Sound Governance) และเศรษฐศาสตร์ที่มั่นคง (Sound Economics) โดยเสาหลักทั้ง 3 ด้านสนับสนุนซึ่งกันและกัน โดยธรรมาภิบาลที่ดีช่วยป้องกันไม่ให้เทคโนโลยีถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด พร้อมสร้างความชัดเจนที่จำเป็นต่อการลงทุนของภาคธุรกิจ ขณะที่มาตรฐานที่ดีช่วยป้องกันการแยกส่วนของระบบ ส่งเสริมผลประโยชน์จากเครือข่ายที่เพิ่มขึ้น และสร้างโอกาสทางธุรกิจ รวมถึงสนับสนุนการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ๆ

ทั้งนี้เป้าหมายของนวัตกรรมอย่างมีความรับผิดชอบคือการให้บริการทางการเงินที่ปลอดภัย ครอบคลุม และมีความยืดหยุ่น โดยภัยคุกคามจากการฉ้อโกงทางการเงินในปัจจุบันมีความรุนแรง แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว สร้างความเสียหายมหาศาล และกลายเป็นปัญหาระดับโลก ซึ่งเมื่อระบบการเงินดิจิทัลดำเนินงานข้ามพรมแดน การรับมือจึงต้องอาศัยแนวทางระดับโลก ไม่เช่นนั้นกิจกรรมที่มีความเสี่ยงอาจย้ายไปยังส่วนของระบบที่มีมาตรการป้องกันอ่อนแอกว่า

ดัน Bangkok Blueprint สร้างภูมิคุ้มกันการเงินดิจิทัล

ทั้งนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก ร่วมกับ ธปท. ได้มีการเปิดตัว Bangkok Blueprint หรือกรอบแนวทางสำหรับการสร้างบริการทางการเงินที่มีความยืดหยุ่นต่อภัยฉ้อโกงมากขึ้นเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยถือเป็นเอกสารสำคัญสำหรับการรับมือความเสี่ยงดังกล่าว

“ผมขอขอบคุณคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการ IMF สำหรับการสนับสนุนอย่างแข็งขันต่อโครงการริเริ่มนี้ รวมถึงเพื่อนร่วมงานจากทั้งสองสถาบันที่ช่วยเปลี่ยนเป้าหมายร่วมกันให้เป็นเอกสารแนวทางที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง”

ทั้งนี้ Bangkok Blueprint กำหนดข้อพิจารณาสำคัญ 12 หลักการ ครอบคลุมประเด็นด้านธรรมาภิบาล การป้องกัน การตรวจจับ การตอบสนอง การแบ่งปันข้อมูล และความรับผิดชอบ โดยเป็นกรอบอ้างอิงที่แต่ละประเทศสามารถนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง พร้อมส่งเสริมมาตรฐานและความร่วมมือข้ามพรมแดนให้สอดคล้องกันมากขึ้น

อย่างไรก็ตามการแบ่งปันข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพและการสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสมจะช่วยสนับสนุนการดำเนินงานร่วมกันในวงกว้าง แต่การนำแนวทางดังกล่าวไปปฏิบัติจริงไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยี รูปแบบธุรกิจ และความเสี่ยงยังคงเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚