คลัง ลุยเดินหน้า NIT ภายใน 2 ปี จัดสวัสดิการให้เหมาะกับแต่ละคน
ปลัดคลังลั่นเดินหน้า Negative Income Tax (NIT) ภายใน 2 ปี จัดสวัสดิการให้เหมาะกับแต่ละคน ตัดความซ้ำซ้อน ยันบัตรสวัสดิการเดิมยังเป็นเครื่องมือ ไม่ยกเลิก
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากการทำโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อให้สวัสดิการที่เหมาะสมกับแต่ละคน และจะดำเนินแนวทางการจัดเก็บภาษีและสวัสดิการแห่งรัฐ Negative Income Tax (NIT) ให้แล้วเสร็จภายใน 1-2 ปีนี้
ซึ่งประชาชนทุกคนต้องยื่นภาษี และนำข้อมูลมาวิเคราะห์ แบ่งเป็น 2 กรณีคือ หากมีรายได้ถึงเกณฑ์ก็ต้องเสียภาษี ส่วนผู้ที่มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์หรือไม่มีรายได้ก็จะได้รับสวัสดิการแทน ซึ่งสวัสดิการที่ได้รับจะต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความจำเป็นและเหมาะสมของแต่ละคน
“ด้วยความที่ข้อมูลวันนี้มันทําได้ จะเห็นว่าผู้รับสวัสดิการหนึ่งคนเข้าเกณฑ์ใดบ้าง และเหมาะสมกับสวัสดิการประเภทไหน เช่น เกณฑ์เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ คนพิการ หรือข้าราชการบำนาญ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ไม่เคยทํา ก็ต้องลุกขึ้นมาทําเลยครับ มันอาจกระทบกับคนที่เขาเคยได้แน่ แต่ยืนยันบนความถูกต้อง และไม่ได้เลือกปฏิบัติ ทั้งหมดเป็นเรื่องของข้อมูล ” นายลวรณ กล่าวและว่า มันต้องมีแรงต้าน แรงเสียดทานจากการเปลี่ยนแปลงแน่นอน
นายลวรณ กล่าวว่า ทุกวันนี้ ผู้ที่ได้รับสวัสดิการได้รับสิทธิซ้ำซ้อนกัน เมื่อนำ NIT มาใช้จะทำให้รัฐบาลช่วยเหลือได้แบบพุ่งเป้า ให้สวัสดิการที่เหมาะสมกับแต่ละคน เนื่องจากแต่ละคนมีความต้องการจากรัฐบาลไม่เหมือนกัน เช่น ประชาชนคนนี้ต้องได้รับการช่วยเหลือ 800 บาท โดยจะชี้แจงรายละเอียดต่างๆ ที่ชัดเจนว่ามีคุณสมบัติได้รับสวัสดิการใดบ้าง อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ต้องให้สวัสดิการและช่วยเหลือทุกคนเท่ากัน เพราะรัฐบาลยังไม่มีข้อมูลมากพอ จึงแยกไม่ได้ว่าแต่ละคนต้องการความช่วยเหลืออะไรบ้าง
นายลวรณ กล่าวว่า สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและสวัสดิการอื่นๆ ก็ไม่ได้ยกเลิกหรือหายไปไหน เพียงแต่จะถูกปรับมาใช้เป็นเครื่องมือในการช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์แทน เช่น กลุ่มที่มีรายได้และลำบากที่สุด จะได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทั้งนี้ยืนยันว่าต้องการใช้งบประมาณช่วยเหลือประชาชนให้เหมาะสมกับแต่ละคนที่สุด รวมถึงสอดคล้องตามงบประมาณที่มี และให้สวัสดิการอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ ในส่วนของกฎหมายต้องส่งต่อให้ทีมกฎหมายดูแล โดยยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก เช่น ทำงานอะไร ตกงานไหม มีรายได้ดูแลพ่อแม่หรือเปล่า หรือมีลูกกี่คน ซึ่งเบื้องต้นจะต้องมีฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างแม่นยำ เช่น หากข้อมูลของผู้ตกงานเป็นแบบเรียลไทม์ได้ รัฐบาลก็จะเข้าไปช่วยเหลือได้ทัน โดยไม่ต้องใช้เวลายื่นเอกสารนาน และทำให้ผู้ตกงานไปต่อได้
นายลวรณ กล่าวว่า ทุกวันนี้การยื่นภาษีง่ายขึ้นเรื่อยๆ และคาดว่าระบบและเทคโนโลยีของ NIT จะรองรับได้ ทั้งนี้ เมื่อนำ NIT มาใช้ ต้องคำนึงถึง 3 เรื่อง คือ ข้อมูลต้องครบ, การคัดกรองสิทธิต้องครบ และระบบเทคโนโลยีต้องรองรับผู้ใช้งานได้
นายลวรณ มองว่า การนำ NIT มาใช้ ทำให้ทุกคนต้องยื่นภาษี จะส่งผลให้ประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของรัฐเพิ่มขึ้น กล่าวคือ รัฐบาลจะนำงบประมาณไปดูแลประชาชนได้ตรงจุด โดยเฉพาะในช่วงที่พื้นที่ทางการคลังมีจำนวนจำกัด จะต้องไม่ใช้งบประมาณสะเปะสะปะ แต่ต้องแม่นยำและถูกต้องตามวัตถุประสงค์ เช่น เมื่อมีข้อมูลที่คัดกรอง รัฐบาลอาจจะจ่ายเงินช่วยเหลือให้คนกลุ่มเดิมน้อยลง และนำเงินดังกล่าวไปใช้ในส่วนอื่นต่อไป
อย่างไรก็ตาม NIT จะทำให้ข้อมูลมีการอัปเดตอยู่เสมอ เช่น ปีนี้รายได้น้อย แต่ปีหน้ารายได้มากขึ้น ก็ต้องหลุดออกจากการได้รับสวัสดิการไป ซึ่งระบบนี้จะทำให้ข้อมูลเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้นระบบจะต้องรองรับได้และเชื่อมต่อข้อมูลกันได้ถูกต้องแม่นยำ

