ต่างชาติหวนซื้อหุ้นไทย อัพ EPS 108.8 บาท จับตา MSCI-Thailand Focus แรงดึงดูดฟันด์โฟลว์

ต่างชาติหวนซื้อหุ้นไทย อัพ EPS 108.8 บาท จับตา MSCI-Thailand Focus แรงดึงดูดฟันด์โฟลว์
ภาพประกอบข่าว

ต่างชาติพลิกซื้อหุ้นไทยครั้งแรกในรอบ 5 วันทำการ โบรกฯชี้สัญญาณฟันด์โฟลว์มีโอกาสไหลกลับ รับงบไตรมาส 2/69 ส่วนใหญ่ดีกว่าคาด-กำไร บจ.โต พร้อมแรงหนุน MSCI เพิ่มน้ำหนักหุ้นไทย จับตา Thailand Focus 26-28 ส.ค. และปันผลกลางปีแบงก์ ด้าน “หยวนต้า” ปรับ EPS ตลาดขึ้นเป็น 108.8 บาท ชี้เงินต่างชาติซื้อสุทธิทุก 1 หมื่นล้านบาท มีแรงส่ง SET ราว 10-15 จุด “บัวหลวง” มองเป้ากลางปี’70 กรณีดีสุด 1,710 จุด

ตลาดหุ้นไทยเริ่มมีสัญญาณบวกจากทั้งผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาดีกว่าคาด และกระแสเงินทุนต่างชาติที่เริ่มพลิกกลับเข้าซื้อ ท่ามกลางปัจจัยหนุนในช่วงปลายเดือนสิงหาคม ทั้งการปรับน้ำหนักดัชนี MSCI งาน Thailand Focus 2026 และการเข้าสู่ฤดูกาลประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลของกลุ่มธนาคารพาณิชย์

นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า นักลงทุนต่างชาติพลิกกลับมาซื้อสุทธิหุ้นไทยเป็นครั้งแรกในรอบ 5 วันทำการ (14 ส.ค.) สะท้อนมุมมองต่อตลาดหุ้นไทยที่เริ่มกลับมาเป็นบวก หลังผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์

ขณะเดียวกันการปรับดัชนี MSCI รอบล่าสุด ซึ่งจะมีผลวันที่ 31 สิงหาคม 2569 เป็นการเพิ่มน้ำหนักตลาดหุ้นไทยในภาพรวมถือเป็นอีกปัจจัยที่มีโอกาสดึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติกลับเข้าสู่ตลาด

นอกจากนี้ คาดว่าจะเริ่มเห็นแรงซื้อเก็งกำไรจากนักลงทุนต่างชาติก่อนการจัดงาน Thailand Focus 2026 ระหว่างวันที่ 26-28 สิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงที่นักลงทุนสถาบันต่างชาติจะได้รับข้อมูลและพบปะบริษัทจดทะเบียนไทยโดยตรง หากในช่วงดังกล่าวไม่มีปัจจัยลบใหม่ที่สร้างความประหลาดใจให้ตลาด คาดว่ากระแสเงินทุนต่างชาติมีโอกาสทยอยกลับเข้าซื้อหุ้นไทยตั้งแต่สัปดาห์นี้ เพื่อเตรียมรับเงินปันผลระหว่างกาลของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งคาดว่าจะทยอยประกาศในช่วง 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า

อีกสัญญาณบวกที่สำคัญคือ ประมาณการกำไรของตลาดหุ้นไทยเริ่มถูกปรับเพิ่มขึ้น โดย บล.หยวนต้าระบุว่าประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ปี 2569 ของดัชนีหุ้นไทย (SET IndexX ล่าสุดเพิ่มขึ้นเป็น 108.8 บาทต่อหุ้น จากการปรับประมาณการกำไรของกลุ่มพลังงาน และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขึ้น ขณะที่กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ยังถูกปรับประมาณการลดลง

อย่างไรก็ตาม ส่วนหนึ่งของกำไรที่เพิ่มขึ้นมาจากกำไรสต๊อกน้ำมัน ซึ่งประเมินว่าช่วยหนุน EPS ของตลาดประมาณ 5-6 บาทต่อหุ้น ดังนั้น หากราคาน้ำมันกลับมาอ่อนตัวลงในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ยังมีความเสี่ยงที่ประมาณการ EPS จะถูกปรับลดลงในช่วงที่เหลือของปี

ถึงกระนั้น การทยอยปรับประมาณการกำไรหุ้นรายตัวขึ้นภายหลังประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ทำให้แนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยมีโอกาสเติบโตโดดเด่นเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาค และกลายเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่เพิ่มโอกาสให้เงินลงทุนต่างชาติไหลกลับมากกว่าที่เคยประเมินไว้

บล.หยวนต้าประเมินว่า ทุก ๆ เงินลงทุนต่างชาติที่ซื้อสุทธิหุ้นไทย 10,000 ล้านบาท จะมีส่วนช่วยผลักดันดัชนีได้ประมาณ 10-15 จุด

สำหรับภาพผลประกอบการล่าสุด บริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่รายงานงบออกมาดีกว่าคาด โดยหุ้นที่ประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/2569 โดดเด่นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ได้แก่ GUNKUL, STA, CPF, HANA, CCET, SYMC และ ADVICE ส่วน STECON, CK และ MAJOR รายงานผลประกอบการใกล้เคียงกับที่ตลาดคาดการณ์ ขณะที่ EGCO มีผลประกอบการต่ำกว่าคาด

สอดคล้องกับมุมมองของนายพิริยพล คงวาณิช ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ที่ประเมินผลประกอบการหุ้นภายใต้การวิเคราะห์ (BLS Coverage) พบว่ากำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 เพิ่มขึ้น 13% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 12% จากไตรมาสก่อน พร้อมทั้งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ 10% และสูงกว่าประมาณการของ บล.บัวหลวง 11%

ขณะที่รายได้สูงกว่าตลาดคาดเพียง 2% สะท้อนว่าการขยายตัวของกำไรรอบนี้ไม่ได้มาจากยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้แรงหนุนจากราคาพลังงานและส่วนต่างผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่สูงขึ้น รายได้และรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้บริการของกลุ่มสื่อสาร ความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงความสามารถในการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายของกลุ่มค้าปลีก

ด้านกลุ่มที่มีกำไรหลักเติบโตโดดเด่นจากช่วงเดียวกันปีก่อน ได้แก่ กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีได้แรงหนุนจากราคาน้ำมัน ค่าการกลั่น และส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ HDPE/PET ขณะที่กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ได้รับอานิสงส์จากความต้องการที่เกี่ยวข้องกับ AI และ Data Center รวมถึงการเริ่มฟื้นตัวของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคและยานยนต์

ด้านกลุ่มสื่อสารได้แรงหนุนจากรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือที่เพิ่มขึ้นและต้นทุนโครงข่ายลดลง ส่วนค้าปลีกได้ประโยชน์จากการบริหารอัตรากำไรและค่าใช้จ่าย ขณะที่ธุรกิจโรงแรมเริ่มเห็นรายได้ต่อห้องพักในประเทศไทยกลับมาเติบโตจากช่วงเดียวกันปีก่อน

ส่วนกลุ่มที่กำไรยังลดลง ได้แก่ เกษตรและอาหาร โรงพยาบาล และขนส่ง จากแรงกดดันของราคาเนื้อสัตว์ ผู้ป่วยกัมพูชาและผู้ป่วยที่ชำระค่ารักษาเองที่อ่อนแอ รวมถึงต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมงบไตรมาส 2 ยังดีกว่าคาด แต่ระดับความคาดหวังของตลาดเริ่มเข้าสู่ภาวะสมดุลมากขึ้น โดยสัดส่วนหุ้นที่มีกำไรดีกว่าคาดอยู่ที่ 48% ลดลงจาก 59% ในไตรมาสก่อน แต่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีที่ 37% ขณะที่อัตราส่วนหุ้นที่กำไรดีกว่าคาดต่อหุ้นที่ต่ำกว่าคาด (Beat-to-miss ratio) อยู่ที่ 3.4 เท่า ลดลงจาก 6.8 เท่าในไตรมาสก่อน แต่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีที่ 1.1 เท่า

หุ้นที่มีกำไรดีกว่าตลาดคาดอย่างโดดเด่น ได้แก่ AOT, SCC, PTTGC และ PTT ส่วน DELTA มีกำไรต่ำกว่าคาด ขณะที่ด้านรายได้มีเพียงกลุ่มปิโตรเคมีที่ออกมาดีกว่าคาดอย่างชัดเจน ส่วน WHA และ BAM ต่ำกว่าคาด

ด้านกลยุทธ์ลงทุน บล.บัวหลวงประเมินเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยกลางปี 2570 ที่ 1,650 จุดในกรณีฐาน และ 1,710 จุดในกรณีดีที่สุด แต่จากอัตราส่วนหุ้นที่กำไรดีกว่าคาดต่อหุ้นที่ต่ำกว่าคาดเริ่มลดลง จึงแนะนำให้นักลงทุนเน้นเลือกหุ้นเป็นรายตัว โดยให้น้ำหนักกับบริษัทที่กำไรมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อในครึ่งหลังปี 2569

สถิติการรีวิวล่าสุด

คุณก็รีวิวบทความเราได้ แค่แชร์ แนะนำ หรือบอกต่อให้กับเพื่อนคุณ 💚