FETCO ชี้ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนปรับลดสู่เกณฑ์ “ทรงตัว” เศรษฐกิจ-การเมืองในประเทศกดดัน
FETCO ชี้ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน ระยะ 3 เดือนข้างหน้าปรับลดมาอยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว” นักลงทุนจับตาแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ-ดอกเบี้ย กนง. ส่วนปัจจัยฉุดคือเศรษฐกิจถดถอยและสถานการณ์การเมืองในประเทศ ติดตามประชุมรัฐสภา ในวันที่ 12 ธ.ค. 68
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ผลสำรวจในเดือนพฤศจิกายน 2568 (สำรวจระหว่างวันที่ 21-30 พฤศจิกายน 2568) พบว่า “ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index : ICI) ในอีก 3 เดือนข้างหน้าปรับลดมาอยู่ที่ระดับ 101.55 ลงมาอยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว” นักลงทุนมองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคืออัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ ปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ การถดถอยของเศรษฐกิจในประเทศ รองลงมาคือสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ และการนำเข้า-ส่งออก
นอกจากนี้ ความเชื่อมั่นกลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ อยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” ในขณะที่ กลุ่มนักลงทุนบุคคล กลุ่มนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างประเทศ อยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว” โดยหมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ ธนาคาร (Bank) ส่วนหมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดแฟชั่น (Fashion) ด้านปัจจัยหนุนที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ส่วนปัจจัยฉุดที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ การถดถอยของเศรษฐกิจในประเทศ
ทั้งนี้ ผลสำรวจ ณ เดือนพฤศจิกายน 2568 รายกลุ่มนักลงทุน พบว่า ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคล ปรับลด 23.7% อยู่ที่ระดับ 94.89 กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ปรับลด 9.1% อยู่ที่ระดับ 125.00 กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศปรับลด 23.2% อยู่ที่ระดับ 118.18 และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศปรับลด 28.6% อยู่ที่ระดับ 100.00
ในเดือนพฤศจิกายน 2568 ดัชนี SET เคลื่อนไหวผันผวนและปรับลดลงต่อเนื่องจนหลุดกรอบ 1,300 จุด ท่ามกลางปัจจัยกดดันจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว อีกทั้งได้รับผลกระทบจากมหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของภาคเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว รวมถึงปัจจัยทางการเมืองที่ส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล โดยมีปัจจัยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐผ่านโครงการคนละครึ่งพลัสและเที่ยวดีมีคืน
โดย SET Index ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2568 ปิดที่ 1,256.69 ปรับตัวลดลง 3.80% จากเดือนก่อนหน้า ปริมาณซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเดือนพฤศจิกายน 2568 อยู่ที่ 34,323 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 12,559 ล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปี 2568 นักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิรวม 113,298 ล้านบาท
ปัจจัยต่างประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ การประกาศนโยบายการเงินของ FED ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่าอาจไม่ลดดอกเบี้ย เนื่องจากขาดข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญที่เพียงพอ สถานการณ์ความตึงเครียดทางการทูตระหว่างประเทศญี่ปุ่นและจีน และสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังไม่คลี่คลาย
ส่วนของปัจจัยในประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ แนวโน้มการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมของ กนง. ในการประชุมเดือนธันวาคม รวมถึงทิศทางทางการเมืองไทยจากการจัดประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญในวันที่ 12 ธ.ค. 2568 รวมถึงเม็ดเงินจากกองทุนประหยัดภาษี เช่น Thai ESG และ RMF ที่จะเข้ามากระตุ้นตลาดทุนไทยในช่วงเดือนสุดท้ายของปี

